ปานแดง–ปานดำ ดูคล้ายแต่เกิดต่างกัน แบบไหนควรพบแพทย์?
ปานแดงกับปานดำต่างกันอย่างไร? สาเหตุ ลักษณะ และอาการที่ควรสังเกต
ปานแดงและปานดำเป็นรอยบนผิวหนังที่อาจพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือบางชนิดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายหลัง หลายคนกังวลว่ารอยเหล่านี้จะเป็นอันตรายหรือไม่ แต่โดยทั่วไปปานส่วนใหญ่มักไม่ใช่ความผิดปกติร้ายแรง เพียงแต่มีสาเหตุ ลักษณะ และแนวทางติดตามที่แตกต่างกัน
การทำความเข้าใจความแตกต่างเบื้องต้น จะช่วยให้สังเกตรอยบนผิวหนังได้อย่างเหมาะสม และรู้ว่าเมื่อใดควรปรึกษาแพทย์ค่ะ
ปานแดง เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดใต้ผิวหนัง
ปานแดงเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณผิวหนัง ทำให้เห็นเป็นรอยสีชมพู สีแดง หรือสีแดงอมม่วง โดยลักษณะอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของปาน
ปานแดงบางชนิดสามารถจางลงได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น เช่น ปานแซลมอน ซึ่งมักพบบริเวณหน้าผาก เปลือกตา หรือท้ายทอย
แต่ปานบางชนิด เช่น ปานไวน์พอร์ต (Port-wine stain) มักไม่หายไปเอง และอาจมีสีเข้มขึ้นหรือผิวบริเวณนั้นหนาตัวขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นได้
หากปานแดงมีขนาดใหญ่ อยู่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะใกล้ดวงตา หรือมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม เพราะปานบางตำแหน่งอาจต้องได้รับการติดตามอย่างเหมาะสม แม้ภาวะที่เกี่ยวข้องจะพบไม่บ่อยก็ตาม
ปานดำ เกิดจากเม็ดสีในผิวหนัง
ส่วนปานดำเกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานิน หรือมีเซลล์สร้างเม็ดสีในบริเวณนั้นมากกว่าปกติ สีของปานอาจมีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มหรือดำ และอาจเป็นปื้นราบหรือยกนูนเล็กน้อย
บางคนมีปานดำมาตั้งแต่กำเนิด ขณะที่บางคนอาจสังเกตเห็นรอยสีเข้มหรือไฝเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
ปานดำส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย แต่ไม่ควรดูจาก “สีเข้ม” เพียงอย่างเดียว เพราะรอยบนผิวหนังแต่ละชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกันได้ สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่
สัญญาณแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง หากพบว่าปาน ไฝ หรือรอยสีเข้มมีลักษณะดังต่อไปนี้
-
โตหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
-
รูปร่างไม่สมมาตร หรือมีขอบไม่เรียบ
-
สีเปลี่ยนไปหรือมีหลายสีปะปนกัน
-
มีอาการคัน เจ็บ หรือระคายเคืองผิดปกติ
-
มีเลือดออก เป็นแผล หรือแผลไม่หาย
-
มีลักษณะแตกต่างจากปานหรือไฝบริเวณอื่นอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงของขนาด รูปร่าง สี รวมถึงอาการคันหรือเลือดออก เป็นลักษณะที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกรอยที่มีอาการดังกล่าวจะเป็นมะเร็งผิวหนังเสมอไป
หากสังเกตได้ยาก อาจถ่ายภาพเก็บไว้ภายใต้แสงและมุมใกล้เคียงกัน เพื่อใช้เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงในระยะต่อมา แต่ภาพถ่ายไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ได้
ปานสามารถรักษาได้หรือไม่?
ปัจจุบันปานบางชนิดสามารถรักษาหรือทำให้สีจางลงได้ด้วยการทำเลเซอร์ การผ่าตัด หรือวิธีอื่นตามความเหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาจากชนิด ขนาด ตำแหน่ง การเปลี่ยนแปลง และผลกระทบต่อผู้ป่วย
ปานบางชนิดอาจไม่จำเป็นต้องรักษา หากไม่มีอาการหรือความผิดปกติ ขณะที่ปานแดงบางประเภทสามารถใช้เลเซอร์เพื่อลดความเข้มของสีได้
ไม่ควรซื้อยา ใช้กรด หรือใช้สารเคมีแต้มปานด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง เกิดแผล แผลเป็น หรือติดเชื้อได้
หากไม่แน่ใจว่ารอยที่เห็นเป็นปาน ไฝ หรือความผิดปกติของผิวหนังชนิดใด การเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผิวหนังจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและช่วยให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
สิ่งที่ควรจำคือ ปานแดงมักเกี่ยวข้องกับหลอดเลือด ส่วนปานดำเกี่ยวข้องกับเม็ดสีของผิวหนัง ปานส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สีหรือรูปร่างผิดไปจากเดิม มีเลือดออก หรือเป็นแผล ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้
EV Bus ฟรีในลำพูนช่วยลดค่าน้ำมันได้เท่าไร
ร้านค้าควรรับมืออย่างไรเมื่อโครงการก่อสร้างบังทางเข้า
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
อำเภอที่เสี่ยงพบทุ่นระเบิดมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทย
ไม่ใช่จีน! ประเทศนี้ส่งคนมาเที่ยวไทยกว่า 4.5 ล้านคน
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
ทำไมสายเดี่ยวหลุดไหล่จึงดูมีเสน่ห์แบบไม่ตั้งใจ
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69
เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไร
ขนบนร่างกายมนุษย์มีไว้ทำไม
ทำไมท่าจับจี้สร้อยคอจึงดึงดูดสายตา
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก



