6 วิธีจัดการเงินสไตล์ "คนขี้เกียจ" ไม่ต้องจดบัญชี ไม่ต้องคุมงวด แต่เงินเพิ่มทุกเดือน
6 วิธีจัดการเงินสำหรับคนขี้เกียจ ไม่ต้องจดรายจ่ายทุกวัน แต่ยังมีเงินออมเพิ่ม
การจัดการเงินมักถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ยุ่งยาก และต้องมีระเบียบวินัยสูง หลายคนเคยพยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย คอยควบคุมการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ แต่ทำได้ไม่นานก็เริ่มเหนื่อยและล้มเลิกไปในที่สุด
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบนั่งจดตัวเลขทุกวัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดการเงินไม่ได้ เพราะบางครั้งการสร้าง “ระบบ” ที่ทำงานแทนเรา อาจช่วยให้ออมเงินได้ง่ายและสม่ำเสมอกว่าการใช้แรงใจเพียงอย่างเดียว
ต่อไปนี้คือ 6 วิธีจัดการเงินสไตล์ “คนขี้เกียจ” ที่ไม่ต้องคอยจดบัญชีตลอดเวลา แต่ช่วยให้เห็นภาพการเงินชัดขึ้น และมีโอกาสเหลือเงินเก็บเพิ่มในแต่ละเดือน
1. หักเงินออมอัตโนมัติ
เคล็ดลับสำคัญของคนขี้เกียจคือ “ทำให้ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ”
ลองตั้งค่าให้ธนาคารโอนเงินจากบัญชีเงินเดือน ไปยังบัญชีเงินออมหรือบัญชีลงทุนโดยอัตโนมัติทันทีหลังเงินเดือนออก วิธีนี้ช่วยให้คุณออมเงินก่อนที่จะเผลอนำเงินไปใช้ และไม่ต้องคอยเตือนตัวเองทุกเดือน
จำนวนเงินไม่จำเป็นต้องมากในช่วงเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือเลือกจำนวนที่ไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็นมากเกินไป และสามารถทำต่อเนื่องได้
เมื่อระบบถูกตั้งไว้แล้ว การออมจะกลายเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
2. ใช้กฎ “จ่ายให้ตัวเองก่อน”
แนวคิด “จ่ายให้ตัวเองก่อน” หรือ Pay Yourself First คือการนำเงินส่วนหนึ่งไปเก็บออมหรือลงทุนทันทีที่ได้รับรายได้ ก่อนนำเงินที่เหลือไปจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น
หลายคนมักใช้วิธีจ่ายทุกอย่างก่อน แล้วค่อยเก็บเงินที่เหลือ แต่ปัญหาคือเมื่อถึงสิ้นเดือน เงินมักไม่เหลือให้ออม
การแยกเงินเก็บออกก่อนช่วยลดโอกาสนำเงินส่วนนั้นไปใช้โดยไม่ตั้งใจ และทำให้รู้ได้ทันทีว่า เงินที่เหลือคือจำนวนที่สามารถนำไปบริหารในเดือนนั้น
วิธีนี้จะได้ผลมากขึ้นเมื่อทำร่วมกับการตั้งโอนเงินอัตโนมัติ เพราะไม่ต้องอาศัยความขยันหรือการตัดสินใจใหม่ทุกเดือน
3. แบ่งเงินเป็นส่วน ๆ
วิธีแบ่งเงินเป็นส่วน หรือ Enveloping System เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบจดบัญชี แต่ยังอยากควบคุมรายจ่ายไม่ให้เกินตัว
หลังจากหักเงินออมและค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าผ่อนต่าง ๆ แล้ว ให้นำเงินที่เหลือมาแบ่งตามประเภทการใช้จ่าย เช่น
-
ค่าอาหาร
-
ค่าเดินทาง
-
ของใช้ส่วนตัว
-
ค่าสันทนาการ
-
เงินสำรองระหว่างเดือน
ไม่จำเป็นต้องใช้ซองเงินจริงเสมอไป อาจแยกไว้ในบัญชีย่อย กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือกำหนดวงเงินในแต่ละหมวดก็ได้
ข้อดีคือคุณไม่ต้องจดว่าซื้ออะไรไปทุกชิ้น เพียงดูว่าเงินในแต่ละส่วนยังเหลือเท่าไร หากหมวดใดใกล้หมด ก็อาจต้องชะลอการใช้จ่ายในหมวดนั้น
อย่างไรก็ตาม ควรระวังการดึงเงินจากหมวดอื่นมาใช้ทดแทนบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้ระบบที่แบ่งไว้เสียสมดุล
4. ใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด
บัตรเครดิตสามารถเป็นเครื่องมือช่วยจัดการเงินได้ หากใช้อย่างมีขอบเขต และติดตามยอดใช้จ่ายเป็นระยะ
อาจเลือกบัตรที่ให้คะแนนสะสมหรือแคชแบ็กในหมวดที่ใช้เป็นประจำ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่สิทธิประโยชน์เหล่านี้ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ซื้อของมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
สิ่งสำคัญคือควรกำหนดวงเงินใช้จ่ายของตัวเองให้ต่ำกว่าวงเงินจริงของบัตร และหลีกเลี่ยงการใช้จนเกินจำนวนที่สามารถชำระได้
สำหรับคนที่ไม่อยากคอยจำวันจ่าย อาจตั้งแจ้งเตือนหรือชำระอัตโนมัติ แต่ควรตรวจสอบยอดก่อนทุกครั้ง เพื่อดูว่ามีรายการผิดปกติหรือค่าใช้จ่ายใดสูงเกินที่วางไว้หรือไม่
บัตรเครดิตอาจช่วยให้จัดการเงินสะดวกขึ้น แต่หากใช้เกินกำลังหรือชำระไม่เต็มจำนวน ก็อาจทำให้มีภาระดอกเบี้ยและหนี้สะสมตามมาได้
5. ลงทุนแบบขี้เกียจ
การลงทุนไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอหรือติดตามตลาดตลอดเวลา
สำหรับคนที่ไม่ต้องการซื้อขายบ่อย การลงทุนแบบสม่ำเสมอ เช่น ตั้งซื้อกองทุนเป็นรายเดือน อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระในการตัดสินใจว่า ควรลงทุนวันไหนหรือช่วงใด
กองทุนดัชนี หรือกองทุนรวม เป็นตัวอย่างของทางเลือกที่ช่วยกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายรายการ โดยผู้ลงทุนไม่ต้องเลือกหลักทรัพย์แต่ละตัวด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง และผลตอบแทนไม่ได้เพิ่มขึ้นทุกเดือนเสมอไป ก่อนลงทุนควรอ่านรายละเอียดกองทุน ค่าธรรมเนียม ระดับความเสี่ยง และเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง
เงินที่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น หรือเงินสำรองฉุกเฉิน อาจไม่เหมาะที่จะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวน
6. ตรวจสอบความคืบหน้าเป็นระยะ
แม้จะเป็นวิธีจัดการเงินสำหรับคนขี้เกียจ แต่การตรวจสอบเป็นครั้งคราวยังเป็นเรื่องจำเป็น
ไม่ต้องเช็กทุกวัน แต่อาจกำหนดเดือนละครั้ง เพื่อดูยอดเงินออม ยอดหนี้ ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และผลการลงทุน
ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อตอบคำถามง่าย ๆ เช่น
-
เดือนนี้เงินออมเพิ่มขึ้นหรือไม่
-
มีรายจ่ายประจำใดสูงขึ้นผิดปกติหรือไม่
-
ใช้บัตรเครดิตเกินวงเงินที่ตั้งไว้หรือไม่
-
จำนวนเงินที่หักอัตโนมัติยังเหมาะกับรายได้หรือไม่
การตรวจสอบเป็นระยะช่วยให้เห็นความก้าวหน้า และปรับระบบได้ก่อนที่ปัญหาจะสะสมเป็นเวลานาน
เริ่มจากระบบง่าย ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในวันเดียว
การจัดการเงินสไตล์ “คนขี้เกียจ” ไม่ได้หมายถึงการไม่ใส่ใจเรื่องเงิน แต่คือการออกแบบระบบให้ช่วยทำงานแทนเรา ลดจำนวนครั้งที่ต้องตัดสินใจ และลดโอกาสใช้เงินเกินแผน
ไม่จำเป็นต้องเริ่มทั้ง 6 วิธีพร้อมกัน อาจเริ่มจากการตั้งโอนเงินอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว แล้วค่อยเพิ่มการแบ่งเงินหรือการตรวจสอบรายเดือนภายหลัง
เมื่อระบบเหมาะกับรายได้ ค่าใช้จ่าย และพฤติกรรมของตัวเอง การออมเงินก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องนั่งจดบัญชีทุกวัน หรือคอยควบคุมตัวเองตลอดเวลาครับ
ที่นอนเก่า โซฟาเก่า อย่าเพิ่งทิ้งข้างทาง กทม. มีบริการ “นัดทิ้ง นัดเก็บ” ฟรี
สถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 กรกฎาคม
5 ประเทศอาเซียนที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุด ประเทศไหนอยู่อันดับ 1
5 “ความลับธนาคาร” ที่คนรวยใช้ต่อยอดเงิน แต่หลายคนยังไม่เคยสังเกต
เลข 67 คืออะไร ทำไมเด็กเจนใหม่พูดกันทุกวัน
แม่น้ำเดือดแห่งแอมะซอน ปรากฏการณ์ธรรมชาติในเปรูที่น้ำร้อนเกือบถึงจุดเดือด
จีน ประเทศที่มีเขื่อนมากที่สุดในโลก มากกว่า 98,000 แห่ง
เครื่องซักผ้า “ฝาบน–ฝาหน้า–ถังเอียง” แบบไหนกินไฟและใช้น้ำมากกว่ากัน?
6 ทักษะทำเงินที่ยังสำคัญในยุค AI ฝึกไว้เพิ่มโอกาสรอดในโลกการทำงาน
5 เมืองหลวงที่มีประชากรในเขตมหานครมากที่สุดในโลก
ทำไมคนจีนอาจงง? “เย็นตาโฟ–ปาท่องโก๋” เมนูคุ้นลิ้นที่ชื่อและหน้าตาเปลี่ยนเมื่อมาไทย
ศัพท์ไวรัล “สลิ้งแตก” คืออะไร? เปิดความหมายและที่มาของคำฮิตบนโซเชียล
เทปกาวกากบาทช่วยกันกระจกแตก
“เด๊ดสะมอเร่” ไม่ได้แปลว่าตาย ที่จริงมาจากเพลงรัก
แม่น้ำเดือดแห่งแอมะซอน ปรากฏการณ์ธรรมชาติในเปรูที่น้ำร้อนเกือบถึงจุดเดือด
