จำนวนเม็ดทรายบนชายหาดเมื่อเทียบกับจำนวนดาวในจักรวาล อะไรมีมากกว่ากัน
เคยนั่งโง่ๆ อยู่บนชายหาดแล้วหยิบเม็ดทรายขึ้นมาโปรยเล่นไหม บางทีสายตาก็ไปสะดุดกับความเวิ้งว้างของท้องฟ้าตอนกลางคืนเข้า แล้วสมองเจ้ากรรมก็ดันทำงานหนักขึ้นมาซะอย่างนั้น นั่งคิดไปคิดมาว่าไอ้เม็ดทรายที่รองก้นอยู่นี่ กับดวงดาวระยิบระยับบนฟ้า อะไรมันจะมีเยอะกว่ากันวะ ชีวิตคนเรานี่ก็น่าตลกดี บางทีเรื่องที่ไม่ได้มีผลกับเงินในกระเป๋าหรือข้าวเย็นที่จะกิน กลับกลายเป็นเรื่องที่เราพยายามจะหาคำตอบให้ได้จนตัวตาย
เอาเข้าจริงนะ เรื่องเปรียบเทียบพวกนี้มันเหมือนการชวนทะเลาะกับตัวเองเล่นๆ ในวันที่ไม่มีอะไรทำ นักวิทยาศาสตร์เขาชอบนักแหละเรื่องการนับจำนวนนั่นนี่ เหมือนว่างมากจนต้องมานั่งเดาว่าในจักรวาลมีอะไรบ้าง แล้วเขาก็พยายามประเมินตัวเลขออกมาให้เราดู ซึ่งบอกเลยว่าตัวเลขพวกนี้ฟังแล้วชวนปวดหัวพอๆ กับเห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนนั่นแหละ เขาว่ากันว่าจำนวนดวงดาวในจักรวาลที่มองเห็นได้เนี่ย มันเยอะจนสมองคนเราแทบจะประมวลผลไม่ถูก คือถ้าจะให้นับให้ครบก็น่าจะแก่ตายไปหลายรอบพอดี
ทีนี้ลองหันมามองเม็ดทรายบนชายหาดบ้านเราบ้าง เวลาเดินเหยียบทีหนึ่งมันก็ติดเท้ากลับมาเป็นกอบเป็นกำ ถ้าเราขยันพอที่จะนับเม็ดทรายทุกเม็ดบนหาดทุกหาดทั่วโลก แล้วเอามาวางกองรวมกันจนกลายเป็นภูเขาทรายยักษ์ จะเกิดอะไรขึ้น นักคำนวณสายมโนเขาก็บอกว่า ปริมาณเม็ดทรายบนโลกเราเนี่ย ถึงจะดูเยอะจนน่ารำคาญเวลาทำความสะอาดรองเท้า แต่มันก็ยังถือว่าน้อยนิดเมื่อเอาไปเทียบกับจำนวนดวงดาวบนฟ้านั่น ฟังแล้วดูเหมือนคนบนโลกเราเป็นแค่ฝุ่นละอองกระจอกๆ ที่แอบอยู่ในมุมมืดของจักรวาลยังไงไม่รู้
ความตลกร้ายคือ เราใช้ชีวิตกันเหมือนกับว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เครียดกับเรื่องหยุมหยิม ด่าทอกันเรื่องความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ทั้งที่ถ้าถอยออกมามองภาพใหญ่หน่อย เราก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มานั่งสงสัยเรื่องเม็ดทรายกับดวงดาวบนดาวเคราะห์ดวงเดียวในท่ามกลางความว่างเปล่ามหาศาล ความย้อนแย้งมันอยู่ตรงที่เรานี่แหละที่ชอบสร้างปัญหาให้ตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเราอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยในสายตาของจักรวาลกว้างใหญ่ขนาดนั้น
หลายคนชอบเถียงกันว่าเรื่องแบบนี้จะรู้ไปทำไม เอาเวลาไปหาเงินดีกว่าไหม ซึ่งก็น่าคิดนะ ว่าทำไมเราถึงชอบสนใจเรื่องที่ไกลตัวขนาดนี้ บางทีมันอาจจะเป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่พยายามจะทำความเข้าใจขอบเขตของตัวเอง เหมือนคนขี้เหงาที่พยายามจะตะโกนใส่ความมืดเพื่อให้รู้ว่าตัวเองยังอยู่ตรงนี้ แต่อย่าไปหาคำตอบที่จริงจังจนเกินไปเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าทรายจะมากกว่าดาว หรือดาวจะมากกว่าทราย สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ ทรายในรองเท้าเราน่ะสร้างความรำคาญได้มากกว่าดวงดาวบนฟ้าเยอะ ไม่เชื่อลองไปเดินเตะทรายเล่นดูสิ เดี๋ยวจะรู้ว่าความจริงอันเจ็บปวดไม่ได้อยู่ในจักรวาล แต่อยู่ที่เท้าเรานี่เอง
มนุษย์เราแปลกนะ ชอบสร้างมาตรฐานความยิ่งใหญ่ให้กับสิ่งที่ตัวเองจับต้องไม่ได้ แล้วพอเห็นตัวเลขเยอะๆ เข้าก็ตื่นเต้น ราวกับว่ามันจะทำให้ชีวิตมีค่าขึ้นมาทันทีทันใด ทั้งที่ต่อให้ดวงดาวจะมีมากกว่าเม็ดทรายเป็นล้านเท่า มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นหรือทำให้รถไม่ติดหรอก แต่ก็นั่นแหละ การได้สงสัยอะไรพวกนี้มันก็ดีกว่าการต้องมานั่งคิดว่าวันนี้จะทำอะไรให้ใครพอใจดี
จักรวาลมันก็คงกว้างใหญ่จนไม่ได้สนใจหรอกว่าเรากำลังนั่งนับทรายหรือกำลังเถียงกันเรื่องอะไรอยู่ ทุกอย่างมันก็หมุนไปตามวิถีของมัน ส่วนเราก็ทำได้แค่นั่งมองเม็ดทรายในมือแล้วขำให้กับความไร้สาระของตัวเองที่ชอบตั้งคำถามยากๆ แต่ดันหาคำตอบที่ใช้งานจริงไม่ได้ ถ้าวันไหนว่างๆ ก็ลองหยิบไม้มาขีดเขียนบนทรายเล่นดู แล้วลองมองขึ้นไปบนฟ้า บางทีคำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่มันอยู่ที่เราพอใจที่จะนั่งโง่ๆ อยู่ตรงไหนมากกว่ากันมากกว่า
5 นิสัยคนยุคใหม่ที่ทำให้โสดไปตลอดชีวิต
ตำนานแม่นาคพระโขนง เรื่องผีไทยที่โด่งดังไกลต่างประเทศ
เลข 67 คืออะไร ทำไมเด็กเจนใหม่พูดกันทุกวัน
สถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 กรกฎาคม
ไฝและขี้แมลงวัน เหมือนหรือ แตกต่างกัน?
ศัพท์ไวรัล “สลิ้งแตก” คืออะไร? เปิดความหมายและที่มาของคำฮิตบนโซเชียล
3 จังหวัดที่ถูกพูดถึงว่ามีคนถูกรางวัลที่ 1 บ่อยที่สุด
เชือกสีแดงบนไหล่ตำรวจ คืออะไร และมีไว้ใช้ทำหน้าที่อะไร?
ความเชื่อเรื่องผีม้าบ้องและผีล้านนา โลกวิญญาณของชาวเหนือที่มีเรื่องเล่าเฉพาะถิ่น
10 รถจักรยานยนต์ยอดนิยมยุค 90 ที่คนไทยยังจำได้
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
การไม่กล้าปฏิเสธ ทำให้ชีวิตลำบากกว่าที่คิด เมื่อคำว่า "เกรงใจ" กลายเป็นภาระของตัวเอง
6 เรื่องลึกลับกว่า 600 ปี ที่ ซ่อนอยู่ในพระราชวังต้องห้าม
ไฝและขี้แมลงวัน เหมือนหรือ แตกต่างกัน?
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลต่อประชาชนในระยะยาวอย่างไร? มองทั้งข้อดี ข้อจำกัด และผลกระทบที่ควรรู้
5 นิสัยคนยุคใหม่ที่ทำให้โสดไปตลอดชีวิต

