ป่วยโรคจิตเภทโดนไล่ออกได้ไหม เช็กสิทธิพนักงานที่นายจ้างต้องรู้
นั่งทำงานอยู่ดีๆ วันนึงเดินไปหาหมอจิตเวช รับยาโรคจิตเภท กลับมาบริษัทรู้เรื่องปุ๊บ ฝ่ายบุคคลเรียกเข้าห้องเย็นแล้วบอกให้เก็บของกลับบ้านเลย เจอแบบนี้เข้าไปหลายคนคงช็อกและทำอะไรไม่ถูก จะบอกให้เลยนะว่ากฎหมายแรงงานไทยไม่ได้อนุญาตให้นายจ้างทำตัวเป็นศาลเตี้ยแล้วเตะใครออกง่ายๆ เพียงเพราะเขาป่วยเว้ย
เรื่องนี้มันมีคนโดนมาแล้ว บางคนก็ก้มหน้าร้องไห้เก็บของออกไปเงียบๆ เพราะคิดว่าตัวเองผิดที่ป่วย ละอายใจ ไม่กล้ามีปากมีเสียง กลัวจะเป็นข่าวใหญ่โตแล้วจะหางานใหม่ไม่ได้ แต่เดี๋ยวก่อน หยุดดราม่าแล้วตั้งสติฟังทางนี้ โรคจิตเภทหรือ Schizophrenia มันก็คืออาการป่วยทางร่างกายรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลถึงระบบประสาทและสมอง ไม่ได้ต่างอะไรกับคนเป็นเบาหวาน ความดัน ไทรอยด์ หรือปวดหลังเรื้อรัง ตราบใดที่คนป่วยกินยา ควบคุมอาการได้ตามที่หมอสั่ง แล้วยังสามารถนั่งพิมพ์งาน ส่งอีเมล ประชุมกับลูกค้า หรือพรีเซนต์งานได้ตามปกติ ผลงานไม่ได้ตกเกณฑ์มาตรฐานของบริษัท นายจ้างไม่มีสิทธิมาจิ้มหน้าบอกว่าแกป่วย แกออกไปเลย การกระทำแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายเต็มประตูแบบดิ้นไม่หลุด
กฎหมายคุ้มครองแรงงานเขียนเอาไว้ชัดเจนมาก การที่นายจ้างจะเลิกจ้างใครสักคนแบบไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยเลย มันต้องเป็นความผิดร้ายแรงแบบสุดๆ ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันสามวันทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ลองถามใจตัวเองดูสิว่า การเดินไปหาหมอเพื่อรักษาตัว รับยาโรคจิตเภท มันไปเข้าข่ายข้อไหน ไม่ได้ไปขโมยเงินบริษัทสักหน่อย ถ้านายจ้างฝืนไล่ออกด้วยเหตุผลแค่ว่ารังเกียจ หรือเกิดอาการจิตตกไปเองว่าพนักงานจะคลุ้มคลั่งอาละวาด ทั้งที่ตัวลูกจ้างเขายังทำงานได้ปกติ นี่คือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เตรียมตัวรับหมายศาลแรงงานได้เลย ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยตามอายุงาน แถมบวกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเข้าไปได้อีกจุกๆ ร้องกันข้ามปีแน่นอน
ทีนี้มาถึงจุดพีค บางคนเถียงว่าอ้าว แล้วถ้าพนักงานป่วยหนักมากจนทำงานไม่ไหวจริงๆ อาการกำเริบหนักจนกระทบงาน กระทบเพื่อนร่วมงาน แบบนี้นายจ้างต้องทนเลี้ยงไปตลอดชีวิตเลยเหรอ กฎหมายก็ไม่ได้ใจร้ายกับคนจ่ายเงินเดือนขนาดนั้น ถ้านายจ้างประเมินแล้วว่าพนักงานป่วยหนักจนหย่อนความสามารถ ทำงานในตำแหน่งเดิมไม่ได้จริงๆ และมีใบรับรองแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญยืนยันชัดเจนว่าไม่พร้อมทำงาน นายจ้างมีสิทธิสั่งเลิกจ้างได้นะ แต่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานเป๊ะๆ ห้ามเบี้ยวแม้แต่บาทเดียว กฎหมายให้สิทธิเลิกจ้างเพราะลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ แต่ไม่ได้ให้สิทธิเตะโด่งออกไปฟรีๆ โดยไม่รับผิดชอบอะไรเลย
สิทธิการลาป่วยก็เหมือนกัน พนักงานที่เป็นโรคจิตเภทมีสิทธิลาป่วยได้ตามที่ป่วยจริง และต้องได้รับค่าจ้างระหว่างลาป่วยสูงสุดสามสิบวันทำงานต่อปี สิทธิข้อนี้เท่าเทียมกับคนที่ลาป่วยเพราะไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย หรือรถล้มเป๊ะ ไม่มีข้อจำกัดตรงไหนที่บอกว่าป่วยทางจิตเวชแล้วห้ามลา ถ้าวันไหนอาการกำเริบ รู้สึกว่าสารเคมีในสมองไม่สมดุล นอนไม่หลับจนร่างกายรับไม่ไหว เบลอจนโฟกัสงานไม่ได้ ก็แค่โทรบอกหัวหน้าว่าขอลาป่วย แล้วเดินทางไปพบแพทย์ ขอใบรับรองแพทย์มายื่นให้ฝ่ายบุคคล ทุกอย่างจบ ทำตามขั้นตอนเป๊ะๆ บริษัทไม่มีสิทธิมาหักเงิน ลงโทษ หรือเอามาเป็นข้ออ้างในการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
ปัญหาที่เจอในสังคมการทำงานส่วนใหญ่คือความเชื่อผิดๆ คิดว่าคนเป็นโรคจิตเภทต้องคุยคนเดียว หัวเราะตลอดเวลา หรือถือมีดไล่แทงคนอื่นเหมือนในละครหลังข่าว ซึ่งมันผิดเพี้ยนไปจากความจริงมาก คนที่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง กินยาตรงเวลา เขาใช้ชีวิตกลมกลืนกับพวกเราจนแทบดูไม่ออก เผลอๆ บางคนทำงานเก่งและมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนปกติที่ไม่ป่วยซะด้วยซ้ำ ถ้ารู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับโรคนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือโฟกัสกับการรักษาตัวเอง ดึงสติให้มั่น กินยาตามหมอสั่ง ไม่ต้องไปป่าวประกาศให้ทุกคนในออฟฟิศรู้ถ้ามันไม่จำเป็นกับเนื้องาน
หลายครั้งที่ฝ่ายบุคคลมักจะใช้แทคติกสารพัดรูปแบบมาบีบคั้นคนป่วย โชว์ลีลาหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงหวังดีประสงค์ร้าย บอกว่าการลาออกเองจะดีกับประวัติการทำงานมากกว่า หรือขู่ว่าถ้าบริษัทไล่ออกจะโดนแบล็คลิสต์จนไปสมัครที่ไหนไม่ได้อีก อย่าไปหลงกลเด็ดขาด มันคือการบลัฟเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทล้วนๆ กฎหมายแรงงานไม่ได้มีการสร้างระบบแบล็คลิสต์อะไรแบบนั้น ประวัติการทำงานมันก็แค่กระดาษใบรับรองการผ่านงานที่บริษัทต้องออกให้ตามกฎหมายเท่านั้นเอง ถ้าเกิดวันดีคืนดีความลับรั่วไหล แล้วโดนบีบให้ออก ไม่ว่าจะด้วยวิธีเชิญไปคุยในห้องเย็น หรือกดดันสารพัดวิธี ห้ามเซ็นใบลาออกเด็ดขาด จำประโยคนี้ไว้ให้ขึ้นใจเลยว่าถ้าเซ็นปุ๊บ สิทธิเรียกร้องเงินชดเชยจะปลิวหายไปกับสายลมทันที
วิธีการรับมือที่ถูกต้องคือ ยืนยันไปเลยว่าเราไม่ลาออก ถ้าบริษัทต้องการให้ออก ก็ให้บริษัทออกหนังสือเลิกจ้างมาเลย ระบุเหตุผลมาให้ชัดเจนในกระดาษแผ่นนั้นว่าเลิกจ้างเพราะลูกจ้างป่วยเป็นโรคจิตเภท แล้วเอาหนังสือนั้นแหละเดินตรงไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือเดินไปศาลแรงงานเลยก็ยิ่งดี รับรองว่าระบบยุติธรรมจะจัดการเรียกเงินก้อนโตมาให้ตั้งหลักรักษาตัวแน่นอน
รู้เรื่องสิทธิพื้นฐานแบบนี้แล้วก็เลิกกลัว เลิกหงอ สิทธิของเรามีอยู่เต็มมือ กฎหมายเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อปกป้องคนทำงาน ไม่ได้มีไว้ประดับกระดาษ ใครที่กำลังเผชิญเรื่องตึงเครียดแบบนี้อยู่ ยืดอกรับความจริงแล้วสู้ด้วยข้อกฎหมาย ส่วนฝั่งนายจ้างคนไหนที่คิดจะมักง่ายไล่คนป่วยออกเพียงเพราะอคติส่วนตัว หรือเพราะขี้เกียจทำความเข้าใจเรื่องโรคทางจิตเวช ก็เตรียมงบประมาณไว้จ่ายค่าชดเชยบวกค่าเสียหายจุกๆ ละกัน เงินในกระเป๋าบริษัทจะได้ปลิวออกไปเป็นบทเรียนราคาแพง
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
3 จังหวัดที่ถูกพูดถึงว่ามีคนถูกรางวัลที่ 1 บ่อยที่สุด
ปลาน้ำจืดพันธุ์หายากมากที่สุด ที่ยังสามารถพบได้ในประเทศไทย
เปิดรหัสลับเลขเด็ด: วิเคราะห์แนวทางแปลปกสลาก งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
เขตของกรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพเป็นพื้นที่ชนบทมากที่สุด
7 พฤติกรรมก่อนนอน ทำร้ายสุขภาพ
จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ที่โดดเด่นเรื่องนางงามมากที่สุด
7 ไอเทมที่คนรวยจริง "ไม่คิดจะซื้อ" แต่อวดรวยชอบมี
5 ขนมหวานกัมพูชา มีอะไรที่หน้าตาคล้ายขนมไทยบ้าง
5 สัตว์ป่าไทยหายาก ที่อาจหายไปจากธรรมชาติหากไม่ช่วยกันปกป้อง
เปิดข้อควรระวัง: 3 สิ่งห้ามแช่ช่องฟรีซ เสี่ยงตู้เย็นพังและอันตรายถึงชีวิต
เปิด 5 อาชีพที่ AI ยังแทนมนุษย์ไม่ได้
จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ที่โดดเด่นเรื่องนางงามมากที่สุด
7 พฤติกรรมก่อนนอน ทำร้ายสุขภาพ
ทำไมเวลาน้ำมันขึ้นถึงขึ้นเร็ว แต่เวลาลงกลับลงทีละนิด? คำถามนี้หลายคนยังสงสัย
5 ขนมหวานกัมพูชา มีอะไรที่หน้าตาคล้ายขนมไทยบ้าง
7 ประเทศที่ขาดแคลนผู้ชาย ทำไมผู้หญิงถึงมีจำนวนมากกว่า?



