หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ชำแหละค่านิยม “กตัญญูต้องให้เงินพ่อแม่”... เส้นแบ่งที่เปราะบางระหว่างหน้าที่ลูก กับการทำลายอนาคตทางการเงินตัวเอง


เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี

ชำแหละค่านิยม “กตัญญูต้องให้เงินพ่อแม่”... กับดักทางการเงินที่ทำให้คนวัยทำงานจำนวนมากไม่มีเงินเก็บ แม้จะทำงานหนักมาทั้งชีวิต

เมื่อความกตัญญูกลายเป็นภาระที่ไม่มีวันจบ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เรากำลังช่วยครอบครัว หรือกำลังทำร้ายอนาคตทางการเงินของตัวเองอยู่กันแน่

มีประโยคหนึ่งที่หลายคนได้ยินมาตั้งแต่เด็ก...

"โตขึ้นต้องเลี้ยงดูพ่อแม่นะ"

ฟังดูเป็นเรื่องปกติ และแทบไม่มีใครปฏิเสธว่าการดูแลบุพการีคือเรื่องสำคัญ

แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานจริง หลายคนกลับพบว่าความเป็นจริงซับซ้อนกว่าที่คิดมาก

บางคนส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือนจนแทบไม่เหลือเก็บ บางคนผ่อนบ้านให้ทั้งครอบครัว บางคนรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านเพียงคนเดียว

ยิ่งในครอบครัวที่พ่อแม่เกษียณแล้ว ไม่มีรายได้ประจำ หรือไม่สามารถทำงานได้อีก ภาระนั้นแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลย

และนั่นทำให้เกิดคำถามที่หลายคนไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ว่า...

ความกตัญญูควรมีขอบเขตหรือไม่?

ความกตัญญู กับการส่งเงินให้พ่อแม่ ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

หลายคนเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อว่า ลูกที่ดีต้องส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน

จนบางครั้งการให้เงินกลายเป็นตัวชี้วัดความกตัญญูไปโดยปริยาย

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความกตัญญูคือความรัก ความรับผิดชอบ และการดูแลผู้มีพระคุณในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อค่านิยมนี้ฝังลึกอยู่ในสังคม คนจำนวนมากจึงรู้สึกผิดทันทีหากวันหนึ่งไม่สามารถช่วยเหลือทางการเงินได้ตามที่ครอบครัวคาดหวัง

บางคนยอมลดคุณภาพชีวิตของตัวเอง ยอมไม่มีเงินเก็บ ยอมไม่มีเงินฉุกเฉิน เพียงเพื่อรักษาความรู้สึกของคนในบ้านเอาไว้

กับดักทางการเงินที่หลายคนไม่กล้าพูด... มีเงินเท่าไรก็ไม่เคยพอเก็บ

เรื่องที่น่าอึดอัดที่สุดคือ หลายคนไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเลย

ไม่ได้ซื้อของหรู ไม่ได้เที่ยวต่างประเทศทุกปี ไม่ได้เปลี่ยนมือถือทุกครั้งที่มีรุ่นใหม่ออกมา

แต่สุดท้ายกลับไม่มีเงินเก็บเลยสักก้อน

สาเหตุไม่ได้มาจากการใช้เงินเกินตัวเสมอไป แต่เป็นเพราะเงินเดือนจำนวนหนึ่งต้องถูกส่งกลับไปให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

เงินเดือนออกวันแรก โอนให้พ่อแม่ก่อน จากนั้นค่อยจัดการกับค่าใช้จ่ายของตัวเองจากเงินที่เหลือ

หลายคนทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นสิบปี จนเริ่มรู้ตัวอีกทีว่าอายุใกล้ 40 แล้ว แต่ยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน ไม่มีเงินลงทุน และไม่มีแผนเกษียณที่ชัดเจนเลย

ยิ่งน่าหนักใจเข้าไปอีก เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ภาระก็เพิ่มขึ้นตาม

จากเดิมส่งเดือนละ 5,000 บาท กลายเป็น 8,000 บาท จาก 8,000 บาท กลายเป็น 10,000 บาท หรือมากกว่านั้น

สุดท้ายรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เคยกลายเป็นเงินเก็บของตัวเอง แต่กลายเป็นภาระที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

หลายคนติดอยู่ในวงจร "หาเงินเพื่อส่งกลับบ้าน" มากกว่าการสร้างอนาคตทางการเงินของตัวเอง

และนี่คือความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

เพราะสังคมมักพูดถึงหน้าที่ของลูก แต่ไม่ค่อยพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกในระยะยาว

เมื่อวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉิน คนที่ช่วยทุกคน อาจไม่มีใครช่วยเขา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การส่งเงินให้พ่อแม่

แต่คือวันที่ตัวเราเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ

รถเสียกะทันหัน

ตกงาน

เข้าโรงพยาบาล

หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ต้องใช้เงินก้อนทันที

หลายคนเพิ่งค้นพบในวันนั้นว่า เงินที่ควรเก็บเป็นเงินฉุกเฉินตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีเหลืออยู่เลย

เพราะมันถูกส่งออกจากบัญชีไปทีละเดือนจนหมด

สุดท้ายต้องกู้เงิน ใช้บัตรเครดิต หรือสร้างหนี้ก้อนใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ควรมีเงินสำรองรองรับอยู่แล้ว

ฟังดูย้อนแย้งไม่น้อย...

คนที่คอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน กลับกลายเป็นคนที่ไม่มีหลักประกันทางการเงินให้ตัวเอง

และนั่นคือจุดที่หลายคนเริ่มรู้สึกเหนื่อย รู้สึกอัดอั้น แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นลูกอกตัญญู

ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่กำลังเรียกร้องอาจไม่ใช่การหยุดช่วยพ่อแม่

แต่เป็นการขอมีพื้นที่สำหรับอนาคตของตัวเองบ้างเท่านั้น

บางครั้งการช่วยเหลือที่ยั่งยืน ไม่ใช่การให้ทั้งหมด แต่คือการช่วยโดยไม่ทำให้ตัวเองล้มไปพร้อมกัน

เส้นแบ่งระหว่าง “ช่วยเหลือ” กับ “แบกรับ” อยู่ตรงไหน?

ลักษณะ ช่วยเหลืออย่างเหมาะสม แบกรับมากเกินไป
การส่งเงินให้พ่อแม่ อยู่ในงบประมาณที่วางไว้ ส่งจนไม่มีเงินออม
ภาระหนี้ ช่วยบางส่วนตามกำลัง รับภาระทั้งหมดแทน
เงินฉุกเฉิน มีสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือน ไม่มีเงินสำรองเลย
คุณภาพชีวิต ยังดูแลตัวเองได้ ต้องกู้เงินมาใช้จ่าย
อนาคตทางการเงิน ยังมีเงินเก็บและลงทุน ไม่มีแผนเกษียณ

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่คำว่า "ตามกำลัง"

เพราะการช่วยเหลือที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายอยู่รอด ย่อมยั่งยืนกว่าการเสียสละจนตัวเองไม่มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิต

เรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ในบัญชีธนาคาร แต่อยู่บนโต๊ะอาหารของหลายบ้าน

หลายครอบครัวไม่เคยคุยเรื่องการเงินกันตรง ๆ

ลูกไม่กล้าบอกว่าตัวเองเริ่มไม่ไหว

พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าลูกกำลังแบกภาระมากแค่ไหน

ผลลัพธ์คือความกดดันที่สะสมเงียบ ๆ เป็นปี เป็นสิบปี

หลายคนมีงานดี รายได้ดี แต่กลับไม่มีอิสระทางการเงินเลย

บางคนมีอายุเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถวางแผนชีวิตหลังเกษียณได้ เพราะยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของคนทั้งบ้าน

ฟังดูเป็นเรื่องของเงิน แต่ลึกลงไปแล้ว มันคือเรื่องของความรัก ความคาดหวัง และความรับผิดชอบที่บางครั้งหนักเกินกว่าคนคนหนึ่งจะรับไว้เพียงลำพัง

ความกตัญญูที่ยั่งยืน อาจไม่ใช่การให้ทุกอย่าง

การดูแลพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญ และไม่มีใครบอกว่าควรทอดทิ้งผู้มีพระคุณ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลูกเองก็มีชีวิต มีอนาคต และมีวันที่แก่ตัวลงเช่นกัน

หากวันนี้ใช้รายได้ทั้งหมดไปกับการดูแลคนรุ่นก่อน โดยไม่เหลืออะไรไว้ให้ตัวเองเลย วันหนึ่งปัญหาเดิมอาจย้อนกลับมาสู่คนรุ่นถัดไปอีกครั้ง

ความกตัญญูอาจไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่โอนทุกเดือน แต่อยู่ที่การดูแลกันตามกำลัง โดยไม่ทำลายอนาคตของตัวเองไปพร้อมกัน

คุณคิดอย่างไร?

ลูกมีหน้าที่ต้องส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือนหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งการช่วยเหลือครอบครัว ทำให้คุณไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินฉุกเฉิน และไม่มีอนาคตทางการเงินของตัวเอง คุณคิดว่าควรหาจุดสมดุลอย่างไร?

เนื้อหาโดย: พีรพัฒน์ พีพี
ที่มา: แนวคิดด้านการวางแผนการเงินครอบครัว และการบริหารภาระทางการเงินระหว่างรุ่น
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
พีรพัฒน์ พีพี's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 61 ครั้ง
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนสาระรอบตัว•วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว•เรื่องที่คนมองข้าม
| 900+ บทความ | 400+ Hot Topic
| เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: พีรพัฒน์ พีพี
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรืองทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำถนนทรุดตัวในจีน เจอโครงกระดูกจำนวนมาก! เป็นของทหารจากยุทธการหยูปี้เมื่อ 1480 ปีก่อนถนน 1 กิโลเมตร แพงแค่ไหนงบจัดคอนเสิร์ตหมดไปกับอะไรรดน้ำต้นไม้เวลาไหนดีทรัมป์ ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย!!108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียงทำไมเหาถึงไม่เคยสูญพันธุ์"ชัค รัสโซ" ผู้กำกับ ที่ดัน "จิม แคร์รี่" - "ดเวย์น จอห์นสัน" เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้านด้วยวัย 74 ปีทำไมเรียกว่า "เช่าพระ" ไม่เรียกว่า "ซื้อพระ"
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรืองทรัมป์ ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย!!"ชัค รัสโซ" ผู้กำกับ ที่ดัน "จิม แคร์รี่" - "ดเวย์น จอห์นสัน" เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้านด้วยวัย 74 ปีถนน 1 กิโลเมตร แพงแค่ไหนถ้าพระพุทธเจ้ายังอยู่ โลกจะสงบขึ้นไหม
กระทู้อื่นๆในบอร์ด พูดคุย ทั่วไป
"ชัค รัสโซ" ผู้กำกับ ที่ดัน "จิม แคร์รี่" - "ดเวย์น จอห์นสัน" เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้านด้วยวัย 74 ปีสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์วางแผนที่จะ "ลดจำนวนที่นั่งเพื่อเพิ่มพื้นที่" โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้โดยสารที่จ่ายค่าที่นั่งเพิ่มเพื่ออัปเกรดเป็นที่นั่งระดับหรูถนนทรุดตัวในจีน เจอโครงกระดูกจำนวนมาก! เป็นของทหารจากยุทธการหยูปี้เมื่อ 1480 ปีก่อนสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อ Cyclospora ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ติดเชื้อที่ต้องสงสัยกว่า 11,000 ราย
ตั้งกระทู้ใหม่