ESG ยังน่าเชื่อถือแค่ไหนในยุควิกฤตจริง
ช่วงหนึ่งคำว่า ESG กลายเป็นเหมือนคำที่ใครก็ต้องพูดถึง บริษัทไหนไม่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล ดูเหมือนจะตกขบวนไปทันที นักลงทุนก็เริ่มตั้งคำถามว่าเงินที่ใส่ไป มันไม่ได้แค่สร้างกำไร แต่ควรสร้างโลกที่ดีขึ้นด้วย
บรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยความหวัง เหมือนโลกกำลังจะเดินไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ บริษัทออกมาประกาศเป้าหมายลดคาร์บอน พูดถึงความยั่งยืน มีรายงานสวยงาม ตัวเลขดูดี และเรื่องเล่าที่ฟังแล้วรู้สึกว่าอนาคตน่าจะสดใส
แต่พอโลกเริ่มเจอกับของจริง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินเฟ้อที่กัดกินกำลังซื้อ สงคราม หรือวิกฤตพลังงาน บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
สิ่งที่เคยดูเป็นเรื่องสำคัญ กลับถูกตั้งคำถามว่า มันสำคัญจริงไหมในเวลาที่บริษัทต้องเอาตัวรอดก่อน
หลายบริษัทเริ่มเงียบลง เรื่องเป้าหมายระยะยาวถูกเลื่อนออกไป การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างถูกชะลอ เพราะต้นทุนมันสูงเกินไปในช่วงที่รายได้ไม่แน่นอน บางแห่งถึงขั้นลดงบ ESG ลงแบบไม่ต้องอ้อมค้อม
พอภาพแบบนี้เกิดขึ้น คนก็เริ่มสงสัยว่า ESG ที่เคยพูดกันหนักหนา มันเป็นแค่ภาพลักษณ์หรือเปล่า
คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากคนที่ต่อต้าน ESG แต่เกิดจากคนที่เคยเชื่อด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเจอสถานการณ์จริง สิ่งที่ถูกเลือกก่อนมักจะเป็นเรื่องที่จับต้องได้ทันที เช่น กำไร กระแสเงินสด หรือความอยู่รอดของธุรกิจ
มันเลยเหมือนกับว่า ESG เป็นของที่ดี แต่ดีในวันที่ทุกอย่างยังปกติ
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ บางบริษัทไม่ได้เลิกทำ ESG แต่เปลี่ยนวิธีพูด จากเดิมที่พูดเรื่องอุดมการณ์ กลายเป็นพูดเรื่องความคุ้มค่าแทน เช่น การลดพลังงานช่วยลดต้นทุน หรือการดูแลพนักงานช่วยลดการลาออก
ภาพของ ESG เลยเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องของโลก กลายเป็นเรื่องของธุรกิจมากขึ้น
แล้วแบบนี้มันยังน่าเชื่อถืออยู่ไหม
ถ้ามองแบบตรงไปตรงมา ESG ไม่ได้หายไป แต่มันถูกทดสอบ
บริษัทที่ทำเพราะอยากให้ภาพลักษณ์ดูดี จะเริ่มหลุดให้เห็นง่ายขึ้น เพราะพอถึงเวลาลำบาก สิ่งแรกที่ถูกตัดมักเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
แต่บริษัทที่ฝัง ESG เข้าไปในวิธีทำงานจริงๆ จะยังคงทำต่อ เพียงแต่อาจไม่ได้พูดเสียงดังเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ตัว ESG แต่เป็นความคาดหวังของคนที่มองมัน
จากเดิมที่เคยคิดว่า ESG คือทางลัดสู่โลกที่ดีขึ้น ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่ามันเป็นเรื่องยาว ต้องใช้เวลา และไม่ได้สวยงามตลอดทาง
บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าในโลกความจริง การตัดสินใจหลายอย่างไม่ได้มีคำตอบที่ดูดีพร้อมกันทั้งหมด
อีกเรื่องที่ทำให้ ESG ถูกตั้งคำถามคือ การวัดผลที่ยังไม่ชัดเจน ตัวเลขบางอย่างดูดี แต่ไม่รู้ว่ามันส่งผลจริงแค่ไหน หรือบางบริษัทได้คะแนน ESG สูง แต่กลับมีข่าวด้านลบออกมา ทำให้คนเริ่มไม่แน่ใจว่าระบบการให้คะแนนมันสะท้อนความจริงหรือไม่
พอเรื่องพวกนี้สะสมกัน ความเชื่อก็เริ่มสั่นคลอน
แต่ถ้าถามว่า ESG หมดความหมายไปแล้วหรือยัง คำตอบก็คงไม่ใช่แบบนั้น
เพราะในระยะยาว เรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ยังเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแค่ช่วงเวลาที่โลกกำลังตึงตัวแบบนี้ มันทำให้เห็นชัดขึ้นว่า ใครทำจริง ใครทำตามกระแส
สุดท้ายแล้ว ESG อาจไม่ใช่เรื่องของภาพสวยๆ หรือคำพูดที่ฟังดี แต่มันเป็นเรื่องของการเลือกว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในวันที่สถานการณ์ไม่เอื้อ
และนั่นแหละคือช่วงเวลาที่ความน่าเชื่อถือของ ESG ถูกตัดสินจริงๆ
เปิดรายได้ต่อเดือน ช่อง YouTube ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)
ลอตเตอรี่ขายไม่หมดไปไหน? เปิดเบื้องหลังที่หลายคนสงสัยมานาน
ทำไมประเทศไอซ์แลนด์ ถึงไม่มี ยุง แม้แต่ตัวเดียวเลย?
เปิดตำรา "ฝันเห็นปลาตัวใหญ่ในคลองข้างบ้าน" สื่อถึงโชคลาภก้อนโต หรือเจ้าแม่สายน้ำมาให้พร?
6 อำเภอที่ธรรมชาติสวยที่สุดใน ประเทศไทย สัมผัสเสน่ห์ป่าเขา ทะเล และสายหมอกที่งดงามระดับโลก
5 จุดชมทะเลหมอกในไทย ที่สวยจนหลายคนคิดว่าอยู่ต่างประเทศ
ทำไมแบรนด์หรู ถึงยอม เผาสินค้าแทนที่จะลดราคา ?
ธาตุไฟแตกคืออะไร? เมื่อร่างกายร้อนเกินสมดุล อาการที่หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่พักผ่อนน้อย
เลขคัดทุกสำนัก!!! ประจำงวด 1 สิงหาคม 2569
ชาติที่นิยมกินข้าวเหนียวของไทยมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
มนุษย์ยุคหินเอาชีวิตรอดจากฝนที่ตกติดต่อกันนาน ๆ ได้อย่างไร
7 จังหวัดที่คนมัก "ขับผ่าน" แต่ถ้าแวะ...อาจหลงรักจนอยากกลับไปอีก
ถนนในประเทศไทยที่น่ากลัวที่สุด เสี่ยงอันตรายมากที่สุดในการขับขี่
ทำไมประเทศไอซ์แลนด์ ถึงไม่มี ยุง แม้แต่ตัวเดียวเลย?
ช่วย น้องฮลุน โซโล ดูแลยายได้โดยไม่ต้องจ่ายสักบาท
อาชีพค้าแข้ง 16 ปีของเนย์มาร์กับทีมชาติบราซิลได้สิ้นสุดลงแล้ว! เขาได้ยืนยันการเลิกเล่นทีมชาติบราซิลอย่างเป็นทางการแล้ว



