กำลังบ่นถึงใครบางคน แล้วจู่ๆ เขาก็โทรมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ หรือแค่ Frequency Illusion
เคยไหม กำลังนั่งบ่นถึงเพื่อนคนหนึ่งอยู่พอดี หรือเพิ่งพูดถึงญาติที่ไม่ได้คุยกันมานาน แล้วไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อคนคนนั้นโผล่บนหน้าจอพอดี ความรู้สึกตอนนั้นชวนขนลุกมาก เหมือนจักรวาลแอบฟังเรา หรือมีอะไรบางอย่างดลใจให้เขาโทรมา
เหตุการณ์แบบนี้เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่คนจำนวนมากเคยเจอ และมักถูกเล่าต่อว่า “พูดถึงปุ๊บ โทรมาปั๊บ” หรือ “ของเขาแรงจริง” บางคนมองว่าเป็นลางสังหรณ์ บางคนมองว่าเป็นพลังจิต บางคนเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จัดให้ แต่ถ้ามองผ่านจิตวิทยา เหตุการณ์นี้อาจอธิบายได้ด้วยกลไกของสมองที่เรียกว่า Frequency Illusion หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า Baader-Meinhof Phenomenon
Frequency Illusion คือภาพลวงตาทางความถี่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ หลังจากเราเพิ่งให้ความสนใจกับมัน เช่น เพิ่งรู้จักรถรุ่นหนึ่ง แล้วจู่ ๆ เห็นรถรุ่นนั้นเต็มถนน เพิ่งได้ยินชื่อโรคหนึ่ง แล้วเหมือนคนรอบตัวพูดถึงโรคนั้นบ่อยขึ้น หรือเพิ่งนึกถึงใครบางคน แล้วเขาก็ดันโทรมาพอดี
ความจริง สิ่งนั้นอาจมีอยู่รอบตัวเรามานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้สมองไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้บันทึก และไม่ได้หยิบขึ้นมาเป็นเรื่องพิเศษ พอเราเริ่มสนใจ สมองจึงเหมือนเปิดโหมดจับสัญญาณ แล้วเหตุการณ์ที่เคยธรรมดาก็กลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นมาทันที
กรณีคนโทรมาก็เช่นกัน คนคนนี้อาจโทรหาเราค่อนข้างบ่อยอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยก็มีโอกาสติดต่อกันเป็นระยะ แต่เราไม่ได้จำทุกครั้งที่เขาโทรมาในวันที่เราไม่ได้พูดถึงเขา เราจำเฉพาะครั้งที่มันตรงกันพอดี คือเพิ่งบ่นถึงเขา แล้วเขาโทรมา
สมองมนุษย์ไม่ได้บันทึกความจริงแบบกล้องวงจรปิดที่เก็บทุกเหตุการณ์เท่ากัน แต่สมองเลือกเก็บสิ่งที่มีอารมณ์ มีความหมาย และมีความแปลกพอให้จำได้ เหตุการณ์ที่ไม่มีอะไรพิเศษจะถูกปล่อยผ่าน ส่วนเหตุการณ์ที่ตรงกันแบบน่าขนลุกจะถูกทำเครื่องหมายว่า “สำคัญมาก”
ลองคิดง่าย ๆ ในหนึ่งปี เราอาจนึกถึงคนหลายสิบคน พูดถึงคนหลายร้อยครั้ง และได้รับโทรศัพท์ ข้อความ หรือการติดต่อจากคนรอบตัวจำนวนมาก แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ไม่ตรงกันพอดี จึงไม่มีอะไรให้เล่า เราไม่เคยพูดว่า “เมื่อวานนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง แล้วเขาก็ไม่โทรมา” เพราะมันไม่น่าสนใจ
แต่เมื่อมีสักครั้งที่ความคิดกับสายโทรเข้ามาชนกันพอดี สมองจะรู้สึกเหมือนเจอหลักฐานพิเศษทันที ทั้งที่จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงหนึ่งในความบังเอิญจำนวนมากที่เกิดขึ้นได้ตามสถิติของชีวิตประจำวัน
อีกกลไกหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูแม่นมากคือ Confirmation Bias หรืออคติยืนยันความเชื่อเดิม หากเราเชื่ออยู่แล้วว่า พูดถึงใครแล้วเขาจะติดต่อมา หรือเรามีเซนส์บางอย่าง สมองจะยิ่งเลือกจำเหตุการณ์ที่สนับสนุนความเชื่อนั้น และลืมเหตุการณ์ที่ไม่ตรงกับมัน
เช่น เราบ่นถึงคนหนึ่งแล้วเขาโทรมา เราจำได้แม่นมาก แต่เราอาจลืมไปว่าอีกสิบครั้งที่บ่นถึงเขา เขาไม่ได้โทรมาเลย หรือวันที่เขาโทรมาเองตามปกติ เราไม่ได้พูดถึงเขาก่อนหน้า สมองจึงเก็บเฉพาะช็อตที่ดูน่าทึ่ง แล้วใช้มันยืนยันว่าความเชื่อของเราถูกต้อง
นี่ไม่ได้แปลว่าคนที่รู้สึกขนลุกกำลังโง่หรือหลอกตัวเอง เพราะสมองของมนุษย์ถูกออกแบบให้จับรูปแบบเก่งมาก การจับรูปแบบเป็นความสามารถสำคัญที่ช่วยให้เรารอดชีวิต เช่น เห็นรอยเท้าแล้วเดาว่ามีสัตว์ผ่านมา ได้ยินเสียงใบไม้แล้วระวังภัย หรือเห็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ แล้วคาดการณ์อนาคต
ปัญหาคือ สมองจับรูปแบบเก่งเกินไปในบางครั้ง จนเอาเหตุการณ์ที่บังเอิญตรงกันมาผูกเป็นเรื่องราวใหญ่กว่าที่มันเป็น เหมือนเอาจุดสองจุดมาเชื่อมเป็นเส้น แล้วสรุปว่าต้องมีความหมายลึกซึ้งอยู่เบื้องหลัง
โทรศัพท์ที่ดังหลังจากเราพูดถึงใครสักคนจึงเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้สมองสร้างเรื่อง เพราะมันมีทั้งความบังเอิญ ความรู้สึกส่วนตัว ความสัมพันธ์กับคนคนนั้น และจังหวะเวลาที่ดูพอดีเกินไป
ยิ่งถ้าคนที่โทรมาเป็นคนที่เรากำลังมีอารมณ์ค้างอยู่ เช่น กำลังโกรธ กำลังคิดถึง กำลังน้อยใจ หรือกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง เหตุการณ์นั้นจะยิ่งถูกขยายในใจ เพราะมันไม่ได้เป็นแค่สายโทรเข้า แต่เป็นสายโทรเข้าที่มาตรงกับอารมณ์ของเรา
บางครั้งเรายังมีข้อมูลที่ไม่รู้ตัวด้วย เช่น คนคนนี้มักโทรช่วงเวลานี้เป็นประจำ โทรหลังเลิกงาน โทรก่อนนอน โทรหลังได้รับเงินเดือน หรือมักติดต่อเมื่อมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น สมองส่วนหนึ่งอาจคาดการณ์ได้ลาง ๆ โดยเราไม่รู้ตัว พอเขาโทรมาจริง เราจึงรู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ ทั้งที่อาจเป็นการเดาจากรูปแบบเดิมของชีวิต
ตัวอย่างเช่น แม่โทรหาทุกเย็นวันอาทิตย์ เพื่อนโทรหลังมีปัญหากับแฟน ลูกค้าทักมาช่วงใกล้สิ้นเดือน หรือญาติบางคนโทรมาเมื่อมีธุระเงินทอง หากเราพูดถึงเขาใกล้ช่วงเวลาที่เขามักติดต่ออยู่แล้ว โอกาสที่เหตุการณ์จะดูแม่นก็สูงขึ้นโดยธรรมชาติ
นอกจากนี้ สมองยังชอบเล่าเหตุการณ์ย้อนหลังให้ดูมีความหมายมากกว่าตอนที่มันเกิดจริง หลังจากเขาโทรมาแล้ว เราอาจย้อนคิดว่า เมื่อกี้เราพูดถึงเขาเพราะมีลางสังหรณ์แน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง เราอาจพูดถึงเขาเพราะเรื่องรอบตัวพาไป เช่น เห็นรูปเก่า เห็นของที่เขาเคยให้ ได้ยินเพลงที่เคยฟังด้วยกัน หรือมีสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับเขาอยู่แล้ว
กล่าวอีกอย่างคือ ความคิดถึงคนคนนั้นอาจไม่ได้โผล่มาจากอากาศ แต่มาจากสัญญาณเล็ก ๆ ที่สมองรับรู้ก่อนหน้า เพียงแต่เราไม่ทันสังเกต เมื่อเขาโทรมาพอดี สมองจึงเชื่อมสองเหตุการณ์เข้าหากันอย่างรวดเร็ว
แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวไหม เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล แต่ถ้าพูดในกรอบวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา เราไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจลี้ลับมาอธิบายทุกครั้ง เพราะกลไกของสมอง ความจำแบบเลือกจำ ความบังเอิญ และรูปแบบการติดต่อในชีวิตจริง สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ค่อนข้างมากแล้ว
สิ่งสำคัญคือการแยกระหว่าง “รู้สึกว่าแม่น” กับ “พิสูจน์ได้ว่าแม่น” ความรู้สึกแม่นเป็นประสบการณ์จริงของเรา แต่การพิสูจน์ว่าแม่นต้องดูข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่ดูเฉพาะครั้งที่ตรงกันพอดี
ถ้าอยากทดสอบแบบเล่น ๆ ลองจดบันทึกหนึ่งเดือนว่า คุณนึกถึงหรือพูดถึงใครบ้าง แล้วใครติดต่อมาบ้าง จะเห็นภาพชัดขึ้นมาก เพราะเราจะพบว่ามีหลายครั้งที่นึกถึงแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น และหลายครั้งที่คนโทรมาโดยเราไม่ได้คิดถึงเขาเลย แต่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ค่อยถูกสมองเอาไปเล่าเป็นเรื่องพิเศษ
การเข้าใจ Frequency Illusion ไม่ได้ทำให้ชีวิตหมดเสน่ห์ ตรงกันข้าม มันทำให้เราเห็นว่าสมองมนุษย์น่าทึ่งแค่ไหน สมองสามารถเลือกสัญญาณ จับคู่เหตุการณ์ และสร้างความหมายจากความบังเอิญได้อย่างรวดเร็ว จนโลกธรรมดาดูเหมือนมีเวทมนตร์ขึ้นมา
แต่ถ้าไม่รู้ทัน เราอาจถูกความบังเอิญพาไปไกลเกินจริง เช่น เชื่อว่าตัวเองมีพลังพิเศษ เชื่อคำทำนายง่ายขึ้น หรือถูกคนบางกลุ่มหลอกว่าเขาสามารถอ่านใจเราได้ ทั้งที่เขาอาจใช้เพียงการเดา การสังเกต และการพูดกว้าง ๆ ให้สมองเราไปเติมเอง
ในชีวิตประจำวัน การรู้ทันภาพลวงตาความถี่ช่วยให้เราไม่ตื่นตระหนกกับความบังเอิญทุกครั้ง และไม่รีบสรุปว่าทุกเหตุการณ์ต้องมีความหมายลึกลับเสมอไป บางอย่างอาจแค่ตรงจังหวะ บางอย่างอาจเกิดบ่อยอยู่แล้ว และบางอย่างอาจเด่นขึ้นเพราะใจเราเพิ่งให้ความสำคัญกับมัน
อย่างไรก็ตาม ความบังเอิญแบบนี้ก็ยังเป็นเรื่องน่ารักของชีวิตได้ ถ้าเพิ่งบ่นถึงเพื่อนแล้วเขาโทรมา เราอาจหัวเราะแล้วพูดว่า “กำลังพูดถึงอยู่พอดีเลย” ได้โดยไม่ต้องรีบตีความว่าเป็นปาฏิหาริย์หรือสัญญาณจากจักรวาลทุกครั้ง
สิ่งที่ควรได้จากเรื่องนี้ไม่ใช่การเลิกเชื่อทุกอย่าง แต่คือการมีพื้นที่ระหว่างความรู้สึกกับข้อสรุป เราสามารถรู้สึกขนลุกได้ รู้สึกประหลาดใจได้ แต่ยังไม่ต้องรีบสรุปว่าเหตุการณ์นั้นเหนือธรรมชาติแน่นอน
เพราะบางทีความลึกลับไม่ได้อยู่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ แต่อยู่ที่สมองมนุษย์ที่สามารถทำให้ความบังเอิญธรรมดาดูเหมือนเรื่องที่ถูกจัดฉากมาอย่างพอดี
สรุปแล้ว การพูดถึงใครบางคนแล้วเขาโทรมาพอดี อาจไม่ได้แปลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจเสมอไป แต่อาจเป็น Frequency Illusion หรือ Baader-Meinhof Phenomenon ที่สมองเลือกจับคู่เฉพาะเหตุการณ์ที่ตรงกันพอดี และจำมันเด่นกว่าครั้งที่ไม่ตรงกัน คนคนนั้นอาจติดต่อเราบ่อยอยู่แล้ว แต่สมองเพิ่งให้ความหมายพิเศษกับจังหวะที่เรานึกถึงเขาก่อนสายโทรเข้ามาเท่านั้น
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 1/7/69
ทำไมตื่นเต้นแล้วเหงื่อออกมือเท้า ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ร้อน
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
"โอคาปี" สิ่งมีชีวิตลูกผสมแห่งแอฟริกา
ชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม
ทำไมกระจกเงาถึงสลับซ้ายขวา แต่ไม่ยอมสลับบนล่าง ไขปริศนาฟิสิกส์ที่ทำคนเถียงกันมานาน
ทำไมขวดซีอิ๊ว น้ำปลา มักจะมี "ปุ่มนูนเล็กๆ" อยู่ใต้ขวด?
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
หมาดมก้นกันทำไม นี่คือวิธีอ่านข้อมูลส่วนตัวแบบสุนัข
เห็นเพื่อนหกล้มแล้วเผลอขำก๊าก เราเป็นคนเลวไหม
ที่ดินในเขตต่างจังหวัด ที่มีราคาแพงมากที่สุดในประเทศไทย
ทำไมผู้หญิงถึงมีประจำเดือน ทำไมผู้ชายไม่มี สิ่งใกล้ตัวที่หลายคนสงสัย
คอนโดมิเนียมที่มีราคาแพงที่สุด อันดับที่หนึ่งของประเทศไทย
ทำไมพังพอนกินงูเห่าได้ แม้กลืนส่วนที่มีพิษลงท้อง
"โอคาปี" สิ่งมีชีวิตลูกผสมแห่งแอฟริกา
ทำไมตื่นเต้นแล้วเหงื่อออกมือเท้า ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ร้อน
ทำไมกระจกเงาถึงสลับซ้ายขวา แต่ไม่ยอมสลับบนล่าง ไขปริศนาฟิสิกส์ที่ทำคนเถียงกันมานาน
ประเทศที่คนนิยมมาซื้อบ้านในประเทศไทย มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง


