เป่าลูกโป่งหลายลูกแล้วหน้ามืด เกิดจากหายใจเกินจนเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง
เป่าลูกโป่งแล้วหน้ามืด ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลายคนเคยเป่าลูกโป่งหลายลูกติดต่อกัน แล้วอยู่ดี ๆ ก็เริ่มเวียนหัว หน้ามืด มือชา ปากชา ใจสั่น หรือรู้สึกเหมือนจะวูบ บางคนคิดว่าเป็นเพราะเหนื่อยหรือปอดไม่แข็งแรง แต่จริง ๆ แล้วอาการนี้มักเกี่ยวกับการหายใจเร็วและแรงเกินไปในช่วงสั้น ๆ
เวลาที่เราเป่าลูกโป่ง เราต้องสูดลมหายใจเข้าแรง ๆ แล้วเป่าลมออกแรง ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ถ้าทำต่อเนื่องหลายครั้ง ร่างกายอาจเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Hyperventilation หรือภาวะหายใจเกิน ทำให้สมดุลก๊าซในเลือดเปลี่ยน และเกิดอาการวิงเวียนได้
Hyperventilation คืออะไร
Hyperventilation คือภาวะที่เราหายใจเร็วหรือแรงเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในขณะนั้น ทำให้ร่างกายขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือดมากเกินไป หลายคนเข้าใจว่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นของเสียที่ยิ่งออกมากยิ่งดี แต่ความจริงร่างกายต้องมีมันในระดับที่พอดี
คาร์บอนไดออกไซด์ช่วยควบคุมความเป็นกรดด่างของเลือด และมีผลต่อการเปิดปิดของหลอดเลือดบางส่วน โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ถ้าคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงเร็วเกินไป ร่างกายจะเริ่มเสียสมดุลทันที
ทำไมคาร์บอนไดออกไซด์ลดแล้วถึงเวียนหัว
เมื่อเราเป่าลูกโป่งแรง ๆ หลายครั้ง คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดถูกขับออกเร็วเกินไป ระดับคาร์บอนไดออกไซด์จึงลดลง เลือดเปลี่ยนสมดุล และหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอาจตีบตัวลงชั่วคราว
เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง แม้เพียงช่วงสั้น ๆ สมองก็เริ่มส่งสัญญาณว่าพลังงานและออกซิเจนที่ได้รับไม่สมดุล เราจึงรู้สึกหน้ามืด วิงเวียน หวิว ๆ เหมือนจะเป็นลม หรือทรงตัวไม่ค่อยดี
ทำไมบางคนมีอาการมือชา ปากชา
นอกจากเวียนหัวแล้ว บางคนอาจรู้สึกชารอบปาก ปลายนิ้วชา มือจีบ เกร็ง หรือใจสั่น อาการเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสมดุลกรดด่างในเลือดหลังคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมากเกินไป ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อไวขึ้นชั่วคราว
อาการเหล่านี้มักทำให้คนตกใจ พอยิ่งตกใจก็ยิ่งหายใจเร็วขึ้น แล้วอาการก็ยิ่งชัดกว่าเดิม กลายเป็นวงจรหายใจเกินที่ทำให้รู้สึกเหมือนควบคุมร่างกายไม่ได้ ทั้งที่ต้นเหตุอาจเริ่มจากการหายใจผิดจังหวะเท่านั้น
เป่าลูกโป่งต่างจากหายใจปกติอย่างไร
การหายใจปกติของเรามีจังหวะเข้าออกที่ร่างกายควบคุมเอง แต่การเป่าลูกโป่งต้องใช้แรงดันมากกว่าปกติ เรามักหายใจเข้าลึก แล้วเป่าออกยาวและแรง ทำซ้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
ถ้าเป่าแค่ลูกเดียวอาจไม่เป็นอะไร แต่ถ้าต้องเป่าหลายลูกติดต่อกัน เช่น เตรียมงานเลี้ยง ตกแต่งห้อง หรือเล่นเกมเป่าลูกโป่ง ร่างกายอาจระบายคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไปจนเกิดอาการหน้ามืดได้ง่าย
ใครบ้างที่ควรระวังมากกว่าปกติ
- คนที่เคยหน้ามืดง่ายหรือเป็นลมง่าย
- คนที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอด
- คนที่มีภาวะวิตกกังวลหรือแพนิคง่าย
- คนที่พักผ่อนน้อยหรือไม่ได้กินอาหาร
- เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์
- คนที่ต้องเป่าลูกโป่งจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ
กลุ่มเหล่านี้ควรเลี่ยงการเป่าลูกโป่งต่อเนื่องนาน ๆ และถ้าจำเป็นควรใช้ที่สูบลมแทน เพราะปลอดภัยกว่าและไม่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลจากการหายใจแรงซ้ำ ๆ
ถ้าเริ่มหน้ามืดควรทำอย่างไร
- หยุดเป่าลูกโป่งทันที
- นั่งลงหรือเอนตัวในที่ปลอดภัย
- หายใจช้า ๆ เบา ๆ ไม่ต้องสูดลมแรง
- จิบน้ำเล็กน้อยถ้าไม่มีอาการสำลัก
- คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น
- อยู่ในที่อากาศถ่ายเท
- รอให้อาการดีขึ้นก่อนลุกเดิน
สิ่งสำคัญคืออย่าฝืนเป่าต่อ เพราะถ้าหน้ามืดมากขึ้นอาจล้ม กระแทก หรือวูบได้ โดยเฉพาะถ้ายืนเป่าอยู่กลางห้องหรือใกล้ของแข็ง
ควรใช้ถุงกระดาษครอบปากไหม
เมื่อก่อนบางคนแนะนำให้คนที่หายใจเกินหายใจในถุงกระดาษเพื่อดึงคาร์บอนไดออกไซด์กลับเข้าไป แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้แบบสุ่ม ๆ เพราะถ้าอาการหน้ามืดเกิดจากโรคหัวใจ ปอด หรือภาวะขาดออกซิเจนจริง การครอบถุงอาจทำให้อันตรายขึ้นได้
วิธีที่ปลอดภัยกว่าในสถานการณ์เป่าลูกโป่งคือหยุดกิจกรรม นั่งพัก และค่อย ๆ หายใจให้ช้าลงตามธรรมชาติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณอันตราย ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์
- หมดสติหรือเกือบหมดสติ
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
- หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่นรุนแรง
- ปากเขียว ตัวเขียว หรือหายใจมีเสียงผิดปกติ
- แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว
- อาการเวียนหัวไม่ดีขึ้นหลังหยุดพัก
- มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคประจำตัวสำคัญอยู่แล้ว
แม้การเป่าลูกโป่งแล้วเวียนหัวมักเกิดจากหายใจเกิน แต่ถ้ามีอาการรุนแรงหรือผิดปกติ ไม่ควรสรุปเองว่าไม่เป็นไร เพราะอาการหน้ามืดมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงฉุกเฉิน
ป้องกันไม่ให้หน้ามืดตอนเป่าลูกโป่ง
- ใช้ที่สูบลมหรือเครื่องเป่าลูกโป่งแทนการเป่าด้วยปาก
- อย่าเป่าหลายลูกต่อเนื่องโดยไม่พัก
- นั่งเป่าแทนการยืนเป่า ถ้ารู้ว่าหน้ามืดง่าย
- หายใจตามปกติระหว่างพัก ไม่สูดลมแรงซ้ำ ๆ
- อย่าเป่าขณะท้องว่าง เหนื่อยมาก หรือพักผ่อนน้อย
- ให้คนอื่นช่วยแบ่งกันเป่า ไม่รับหน้าที่คนเดียวทั้งหมด
ถ้าต้องเตรียมงานที่ใช้ลูกโป่งจำนวนมาก วิธีที่ดีที่สุดคือใช้ที่สูบลม เพราะช่วยลดทั้งอาการหน้ามืด ลดความเหนื่อย และลดความเสี่ยงจากการเป่าลมแรงต่อเนื่องนาน ๆ
สรุปแบบตรงไปตรงมา
เป่าลูกโป่งหลายลูกแล้วหน้ามืด วิงเวียน หรือเหมือนจะวูบ มักเกิดจากภาวะหายใจเกิน หรือ Hyperventilation การสูดลมเข้าและเป่าลมออกแรง ๆ ซ้ำ ๆ ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดเร็วเกินไป ส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัวชั่วคราว จึงเกิดอาการเวียนหัวและหน้ามืด
ถ้าเริ่มมีอาการ ให้หยุดเป่าทันที นั่งพัก หายใจช้า ๆ และอย่าฝืนทำต่อ หากต้องเป่าหลายลูกควรใช้ที่สูบลมแทน ส่วนอาการที่มีหมดสติ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรืออ่อนแรงผิดปกติ ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่แค่หน้ามืดจากการเป่าลูกโป่งธรรมดา
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 1/7/69
ชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม
ที่ดินในเขตต่างจังหวัด ที่มีราคาแพงมากที่สุดในประเทศไทย
ทำไมตื่นเต้นแล้วเหงื่อออกมือเท้า ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ร้อน
คุณอยู่ Generation ไหน? เช็กช่วงปีเกิด Baby Boomer, Gen X, Y, Z และ Alpha
ทำไมกระจกเงาถึงสลับซ้ายขวา แต่ไม่ยอมสลับบนล่าง ไขปริศนาฟิสิกส์ที่ทำคนเถียงกันมานาน
เห็นเพื่อนหกล้มแล้วเผลอขำก๊าก เราเป็นคนเลวไหม
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
หมาดมก้นกันทำไม นี่คือวิธีอ่านข้อมูลส่วนตัวแบบสุนัข
เปิดเหตุผลที่แม้จริง"งูสวัดขึ้นรอบเอว"แล้วจะเสียชีวิต จริงหรือแค่ความเชื่อ?
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
10 นักมวยไทยค่าตัวแพงที่สุดในไทย ใครรับค่าตัวหลักล้านต่อไฟต์?
ทำไมตื่นเต้นแล้วเหงื่อออกมือเท้า ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ร้อน
ที่ดินในเขตต่างจังหวัด ที่มีราคาแพงมากที่สุดในประเทศไทย
ทำไมกระจกเงาถึงสลับซ้ายขวา แต่ไม่ยอมสลับบนล่าง ไขปริศนาฟิสิกส์ที่ทำคนเถียงกันมานาน
ประเทศที่คนนิยมมาซื้อบ้านในประเทศไทย มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
เห็นเพื่อนหกล้มแล้วเผลอขำก๊าก เราเป็นคนเลวไหม
เปิดเหตุผลที่แม้จริง"งูสวัดขึ้นรอบเอว"แล้วจะเสียชีวิต จริงหรือแค่ความเชื่อ?



