หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

แกล้งโลว์เทคบ้างไม่ใช่ขี้เกียจ แต่คือวิธีหยุดงานจุกจิกในออฟฟิศ

เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน

ในออฟฟิศ การช่วยเหลือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าช่วยทุกเรื่องทันที อาจทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น “ฝ่ายแก้ปัญหา” แบบไม่เป็นทางการโดยไม่รู้ตัว

เคยไหม แค่ช่วยต่อเครื่องพิมพ์ครั้งเดียว ช่วยจัดสูตร Excel อีกนิด หรือแก้ไฟล์ค้างให้เพื่อนร่วมงานไม่กี่นาที หลังจากนั้นทุกปัญหาเล็ก ๆ ในออฟฟิศก็มักวนกลับมาหาเราเสมอ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนทำงานหลายคน แต่เป็นภาพสะท้อนของ “ภาระล่องหน” ในที่ทำงาน งานเล็ก งานแทรก งานขอความช่วยเหลือ ที่ไม่ได้อยู่ใน Job Description แต่กินเวลาและพลังงานจริง

หลายคนจึงเริ่มใช้วิธีที่ฟังดูขำ ๆ ว่า “แกล้งโลว์เทค” หรืออย่างน้อยก็ไม่แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราทำได้ทุกอย่างตลอดเวลา ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การทำตัวไม่เก่ง แต่คือการตั้งขอบเขตว่าอะไรควรช่วย อะไรควรส่งต่อ และอะไรควรให้เจ้าของปัญหาลองจัดการเองก่อน

สิ่งที่มักเกิดขึ้นในออฟฟิศคือ คนที่แก้ปัญหาได้เร็ว จะกลายเป็นทางลัดของคนอื่นโดยอัตโนมัติ ถ้าเครื่องพิมพ์เสีย ถ้าไฟล์เปิดไม่ได้ ถ้าระบบค้าง หรือถ้าต้องแปลงไฟล์อะไรสักอย่าง คนรอบตัวจะจำได้ว่า “คนนี้เคยทำให้ได้”

เมื่อการช่วยเหลือครั้งแรกสำเร็จ ครั้งต่อไปจึงไม่ใช่คำถามว่าใครรับผิดชอบ แต่กลายเป็นคำถามว่า “ใครทำให้เร็วที่สุด”

ปัญหาคือ งานแทรกแบบนี้มักดูเล็กมากในสายตาคนขอความช่วยเหลือ แต่สำหรับคนที่ถูกขัดจังหวะ มันไม่เล็กเสมอไป งานวิจัยเกี่ยวกับการทำงานที่ถูกรบกวนพบว่า แม้ผู้คนอาจทำงานต่อได้เร็วขึ้นหลังถูกขัดจังหวะ แต่ต้องแลกกับความเครียด ความกดดันด้านเวลา ความหงุดหงิด และความพยายามที่สูงขึ้น

อีกประเด็นที่ควรรู้คือ สมองมนุษย์ไม่ได้สลับงานได้ฟรี ๆ การเปลี่ยนจากงานหลักไปตอบคำถามเล็ก ๆ แล้วกลับมาทำงานเดิม มีต้นทุนทางสมาธิ American Psychological Association อธิบายเรื่อง “switching costs” ว่าการสลับงานสามารถทำให้ประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะเมื่อเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิหรือการตัดสินใจ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนวัยทำงานจำนวนมากจึงเหนื่อย ทั้งที่ไม่ได้มีงานใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะพลังงานจำนวนหนึ่งหมดไปกับงานแทรกที่ไม่มีใครนับเป็นงาน

การ “แกล้งโลว์เทค” ในความหมายที่เหมาะสม จึงไม่ใช่การโกหกหรือโยนงานให้คนอื่น แต่คือการไม่รีบรับบทผู้เชี่ยวชาญประจำแผนกทุกครั้ง เช่น แทนที่จะเดินไปทำให้ทันที อาจตอบว่า “ลองถามฝ่ายไอทีก่อนดีไหม” หรือ “มีคู่มือขั้นตอนนี้อยู่ ลองทำตามดูก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยมาดูอีกที”

วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนความคาดหวังจาก “เดี๋ยวเขาทำให้” เป็น “เราต้องลองรับผิดชอบปัญหาของตัวเองก่อน” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการช่วยเหลือกับการถูกใช้เป็นทางลัด

หลายครั้ง ปัญหาที่ดูเหมือนต้องมีคนช่วย กลับถูกแก้ได้เองเมื่ออีกฝ่ายจำเป็นต้องลองทำจริง ๆ คนที่เคยเดินมาถามทุกเรื่องอาจเริ่มค้นคู่มือเอง ถามฝ่ายที่รับผิดชอบโดยตรง หรือจดวิธีแก้ไว้ใช้ครั้งหน้า

สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการทำงานแย่ลงเสมอไป ตรงกันข้าม ถ้าสื่อสารดี มันช่วยให้ทีมโตขึ้น เพราะทุกคนไม่ต้องพึ่งคนคนเดียวกับปัญหาซ้ำ ๆ

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ควรปฏิเสธ ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วน งานกระทบลูกค้า ระบบล่ม หรือมีผลต่อความปลอดภัย การช่วยทันทีอาจจำเป็น แต่ถ้าเป็นปัญหาซ้ำ ๆ ที่มีเจ้าของงานชัดเจน การส่งต่อให้ถูกทางอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หัวใจของเรื่องนี้จึงอยู่ที่การบริหารพลังงาน ไม่ใช่การใจแคบ คนทำงานไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความสามารถด้วยการรับทุกคำถาม รับทุกงานแทรก และแก้ปัญหาทุกอย่างแทนทุกคน

บางครั้ง การไม่ตอบเร็วเกินไป ไม่เดินไปทำให้ทุกครั้ง หรือยอมพูดว่า “ไม่แน่ใจ ลองถามฝ่ายที่รับผิดชอบดูนะ” คือวิธีปกป้องเวลาทำงานหลักของตัวเองอย่างสุภาพ

ในระยะยาว คนที่รู้จักช่วยแบบมีขอบเขตอาจทำงานได้มั่นคงกว่า เพราะยังเหลือสมาธิให้กับงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบจริง ๆ และไม่ต้องแบกรับบท “ฝ่ายซัพพอร์ตทั้งออฟฟิศ” โดยไม่มีใครแต่งตั้ง

 

  • การช่วยเพื่อนร่วมงานเป็นเรื่องดี แต่ถ้าช่วยทุกเรื่องทันที อาจกลายเป็นความคาดหวังถาวร
  • งานแทรกเล็ก ๆ มีต้นทุนด้านเวลา สมาธิ และความเครียดมากกว่าที่หลายคนคิด
  • “แกล้งโลว์เทค” ในที่นี้หมายถึงการตั้งขอบเขต ไม่ใช่การโกหกหรือไม่ช่วยใคร
  • วิธีที่ปลอดภัยคือส่งคู่มือ แนะนำฝ่ายที่รับผิดชอบ หรือให้เจ้าของปัญหาลองทำเองก่อน
  • คนทำงานไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งที่สุด ด้วยการรับทุกปัญหาของทุกคน

 

 

 

แหล่งที่มา:
เรื่องดีดีมีทุกวัน, American Psychological Association, University of California Irvine

อ้างอิง:
https://www.apa.org/topics/research/multitasking
https://ics.uci.edu/~gmark/chi08-mark.pdf
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เรื่องดีดีมีทุกวัน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 9 ครั้ง
เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ฝากเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ เมื่อเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดกำลังซื้อโดยไม่รู้ตัวทำไมเด็กจบใหม่บางคนได้เงินเดือนสูงกว่าคนทำงาน 10 ปีรัสเซียกำลังเจอแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจ น้ำมัน และชีวิตคนเริ่มตึงตัวกู้ภัยได้เงินเดือนเท่าไหร่? เปิดรายได้อาสากู้ภัยและเจ้าหน้าที่กู้ภัยในประเทศไทยหลอดไฟแบรนด์ไทยที่โด่งดังที่สุด เป็นที่รู้จักทั่วประเทศมากที่สุดปล่อยพังพอนปราบงูพิษ แต่จบด้วยหายนะ! บทเรียนราคาแพงเกือบ 50 ปีของญี่ปุ่นคอมพิวเตอร์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล3 ทฤษฎีสมคบคิดยุค 90 ที่เคยทำให้คนเชื่อจริง ตั้งแต่โรนัลโดถึงตุ๊กตาเฟอร์บี้วัย 40+ ทำไมเริ่มคิดย้ายประเทศ ไม่ใช่เพราะฝันไกล แต่เพราะตัวเลขหลังเกษียณ5 มหาวิทยาลัยที่อยู่ติดภูเขาและมีวิวสวยที่สุดในประเทศไทยทำไม “เฮลซ์บลูบอย” ยังอยู่ในครัวไทย แม้โลกเครื่องดื่มเปลี่ยนไปมากวัย 45+ อย่ารอดูอาการ หมอเจดเตือนมะเร็งลำไส้อาจเริ่มเงียบกว่าที่คิด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
รัสเซียกำลังเจอแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจ น้ำมัน และชีวิตคนเริ่มตึงตัวฝากเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ เมื่อเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดกำลังซื้อโดยไม่รู้ตัวWhere to Go for a Morning Market Experience in Bangkokทำไม QQ รูปนกเพนกวิน เคยเป็นมากกว่าโปรแกรมแชตในยุค MSNจังหวัดที่มีผู้หญิงเยอะที่สุด เมื่อเทียบกับประชากรทั้งจังหวัด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ฝากเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ เมื่อเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดกำลังซื้อโดยไม่รู้ตัวทำทำไมคนฉลาดเรื่องเงิน ยังพลาดแชร์ลูกโซ่ได้วัย 40+ ทำไมเริ่มคิดย้ายประเทศ ไม่ใช่เพราะฝันไกล แต่เพราะตัวเลขหลังเกษียณรีไฟแนนซ์บ้าน เรื่องเงินที่อาจเปิดปัญหาเงียบในครอบครัว
ตั้งกระทู้ใหม่