Quiet Quitting ไม่ใช่ขี้เกียจ แต่คือสัญญาณคนทำงานเริ่มขีดเส้นชีวิต
Quiet Quitting ไม่ได้แปลว่าพนักงานลาออก หรือไม่รับผิดชอบงาน แต่หมายถึงการกลับมาทำงานตามขอบเขตที่ควรเป็น ไม่ตอบแชตดึก ไม่รับงานเกินหน้าที่ฟรี ๆ และไม่ยอมให้ชีวิตทั้งชีวิตถูกกลืนด้วยงาน
คำนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะมันแตะใจคนทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เคยทุ่มสุดตัว แต่สุดท้ายกลับพบว่าความพยายามที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ตามมาด้วยค่าตอบแทน ตำแหน่ง หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเสมอ
พูดให้เข้าใจง่าย Quiet Quitting ไม่ใช่ “ลาออกจากงาน” แต่คล้ายกับ “ลาออกจากวัฒนธรรมทำงานเกินตัว”
Quiet Quitting ไม่ใช่การไม่ทำงาน
คนที่อยู่ในภาวะนี้ยังไปทำงาน ยังส่งงาน ยังประชุม ยังรับผิดชอบหน้าที่หลักของตัวเอง
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพวกเขาหยุดทำสิ่งที่องค์กรเคยได้ฟรี เช่น ทำโอทีโดยไม่ถูกนับ ตอบข้อความงานกลางคืน รับงานเพิ่มโดยไม่มีขอบเขต หรือเสียวันหยุดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองทุ่มเทพอ
Gallup เคยอธิบายกลุ่มพนักงานที่ “not engaged” ว่าเป็นกลุ่มที่อาจถูกเรียกว่า quiet quitting คือยังอยู่ในงาน แต่ไม่ได้มีความผูกพันหรือพลังใจสูงกับงานเหมือนเดิม
นี่จึงไม่ใช่เรื่องขี้เกียจเสมอไป แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับงานที่เปลี่ยนไป
ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหยุดทุ่มเกินหน้าที่
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือคนทำงานจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับ Hustle Culture หรือวัฒนธรรมที่ยกย่องการทำงานหนักตลอดเวลา
ในอดีต คนที่ตอบแชตเร็วที่สุด อยู่ดึกที่สุด รับงานมากที่สุด มักถูกมองว่าเป็นคนทุ่มเท แต่ปัญหาคือวัฒนธรรมแบบนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวบางลงเรื่อย ๆ
เมื่อทำมากขึ้นแต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม
เมื่อรับผิดชอบมากขึ้นแต่ตำแหน่งไม่ขยับ
เมื่อเสียสุขภาพ เสียเวลา และเสียความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกเห็นคุณค่า
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “เราควรทุ่มแบบเดิมต่อไปจริงหรือ”
McKinsey เคยชี้ในงานวิเคราะห์เรื่องการรักษาพนักงานว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานอยากอยู่และเติบโตกับองค์กรต่อไป
เส้นแบ่งงานกับชีวิตไม่ใช่เรื่องเล็ก
การตั้งขอบเขตไม่ได้แปลว่าไม่รักงาน
บางคนยังชอบงานของตัวเอง ยังอยากทำงานให้ดี และยังอยากเติบโต เพียงแต่ไม่อยากให้การเติบโตต้องแลกด้วยชีวิตส่วนตัวทั้งหมด
ขอบเขตที่คนทำงานเริ่มพูดถึงมากขึ้น เช่น
- ไม่ตอบแชตงานหลังเลิกงาน ถ้าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจริง
- ไม่รับงานเพิ่มโดยไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ
- ไม่เอาวันหยุดไปชดเชยระบบงานที่วางแผนไม่ดี
- ไม่ใช้จำนวนชั่วโมงทำงานเป็นตัววัดคุณค่าของตัวเอง
ประเด็นนี้โยงกับสุขภาพด้วย เพราะ WHO และ ILO เคยรายงานว่า การทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจขาดเลือดที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับการทำงาน 35–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ดังนั้นการพูดเรื่องขอบเขตงานจึงไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวเกินเหตุ แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตระยะยาว
แล้ว Quiet Quitting ดีหรือไม่ดี
คำตอบขึ้นอยู่กับว่ามองจากมุมไหน
ถ้ามองจากมุมองค์กร Quiet Quitting อาจเป็นสัญญาณน่ากังวล เพราะพนักงานยังอยู่ แต่พลังใจลดลง ความคิดสร้างสรรค์ลดลง และความเต็มใจช่วยเกินหน้าที่อาจหายไป
แต่ถ้ามองจากมุมคนทำงาน มันอาจเป็นวิธีป้องกันตัวเองจากภาวะหมดไฟ โดยเฉพาะในที่ทำงานที่ความคาดหวังไม่ชัด งานเพิ่มตลอดเวลา แต่การตอบแทนไม่ชัดเจน
ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่พนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่คำถามใหญ่กว่าเดิมว่า องค์กรกำลังพึ่งพาความเสียสละของคนมากเกินไปหรือไม่
สัญญาณที่ควรสังเกตในตัวเอง
Quiet Quitting อาจเริ่มจากความรู้สึกเล็ก ๆ ที่สะสมเรื่อย ๆ เช่น
- ทำงานได้ แต่ไม่รู้สึกอินกับงานอีกแล้ว
- ไม่อยากเสนอไอเดีย เพราะรู้สึกว่าเสนอไปก็ไม่ถูกเห็นค่า
- เลิกอาสาช่วยงานที่อยู่นอกหน้าที่
- รู้สึกโล่งทุกครั้งที่หมดเวลางาน
- เริ่มคิดว่า “ทำเท่าที่จ้างก็พอ”
ถ้าเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจเป็นแค่ความเหนื่อยธรรมดา แต่ถ้าเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือน อาจเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับงานกำลังเสียสมดุล
องค์กรควรอ่านสัญญาณนี้อย่างไร
สิ่งที่องค์กรไม่ควรทำคือรีบตีตราว่าพนักงานขี้เกียจหรือไม่อดทน
คำถามที่ควรถามก่อนคือ
- ขอบเขตงานของพนักงานชัดหรือไม่
- งานที่เพิ่มขึ้นมีการชดเชยหรือไม่
- หัวหน้ารับฟังปัญหาจริงหรือเปล่า
- พนักงานรู้สึกว่าเติบโตได้หรือไม่
- องค์กรยกย่องเฉพาะคนที่ทำงานเกินเวลาหรือไม่
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ยังไม่ชัด Quiet Quitting อาจไม่ใช่ต้นเหตุ แต่เป็นอาการของระบบงานที่ทำให้คนค่อย ๆ ถอยใจ
สุดท้าย Quiet Quitting บอกอะไรเรา
Quiet Quitting ไม่ได้บอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงาน
แต่มันบอกว่าคนจำนวนมากเริ่มไม่อยากให้ “งาน” เป็นตัวตัดสินคุณค่าทั้งหมดของชีวิต
พวกเขายังอยากทำงานดี ยังอยากมีอนาคต และยังอยากเติบโต เพียงแต่ต้องการความสัมพันธ์กับงานที่ยุติธรรมกว่าเดิม
ในยุคที่คนพูดเรื่องสุขภาพใจ เวลา และคุณภาพชีวิตมากขึ้น Quiet Quitting จึงไม่ใช่แค่ศัพท์ทำงานฮิต ๆ แต่เป็นสัญญาณเงียบว่าคนทำงานกำลังถามหาสมดุลใหม่ระหว่างหน้าที่ ความพยายาม และชีวิตของตัวเอง
แหล่งที่มา: Gallup / McKinsey & Company / World Health Organization
อ้างอิง:
https://www.gallup.com/workplace/398306/quiet-quitting-real.aspx
https://www.gallup.com/workplace/709277/quiet-quitting-rise-india.aspx
https://www.who.int/news/item/17-05-2021-long-working-hours-increasing-deaths-from-heart-disease-and-stroke-who-ilo
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
ทหารหมีแห่งกองทัพโปแลนด์ เรื่องจริงของโวเท็ก หมีสีน้ำตาลที่กลายเป็นพลทหารและช่วยแบกกระสุนในสงครามโลกครั้งที่สอง
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
เปิด 5 อาชีพที่ AI ยังแทนมนุษย์ไม่ได้
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
ส่องเลขเด็ดสถิติหวยย้อนหลังและปฏิทินคำชะโนดนำโชค งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
สุนัขจรจัดที่กลายเป็นฮีโร่สงครามโลก "สตับบี้" กับภารกิจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในสนามรบ
10 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่นิยมในไทย ปี 2026 ขี่สบาย เดินทางไกลได้ดี ฟีเจอร์ครบ
5 อันดับ "หนี้สิน" ที่คนไทยเป็นกันเยอะที่สุด และวิธีปลดหนี้ให้เร็วขึ้น
เสียงจริงกับเสียงในคลิปต่างกัน ทำไมเราถึงตกใจเมื่อได้ยินเสียงตัวเอง?
7 ประเทศที่ขาดแคลนผู้ชาย ทำไมผู้หญิงถึงมีจำนวนมากกว่า?
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
10 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่นิยมในไทย ปี 2026 ขี่สบาย เดินทางไกลได้ดี ฟีเจอร์ครบ
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย

