หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

กีจ่างหรือขนมจั้ง ขนมโบราณจากวัฒนธรรมจีนที่ยังหอมหวานในปักษ์ใต้


เขียนโดย davin

กีจ่าง หรือที่หลายพื้นที่เรียกว่า ขนมจั้ง ขนมจ้าง หรือขนมซั้ง เป็นขนมโบราณหน้าตาเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัว สีเหลืองใสคล้ายแก้ว เนื้อเหนียวนุ่มหนึบ และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากใบไผ่ที่ใช้ห่อ

สำหรับคนรุ่นใหม่ ขนมชนิดนี้อาจไม่คุ้นตาเท่าบ๊ะจ่างหรือขนมไทยยอดนิยมอื่น ๆ แต่ในหลายชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ กีจ่างยังเป็นขนมที่ผูกกับความทรงจำของครอบครัว ตลาดเก่า และช่วงเทศกาลสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน

รากของกีจ่างเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมจีนและเทศกาลตวนอู่ หรือที่คนไทยจำนวนมากคุ้นในชื่อเทศกาลบ๊ะจ่าง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ในเทศกาลนี้มีธรรมเนียมการกินข้าวเหนียวห่อใบไม้ หรือจ้งจื่อ ที่แต่ละท้องถิ่นปรับสูตรแตกต่างกันไป ทั้งแบบคาว แบบหวาน และแบบใช้น้ำด่างอย่างกีจ่าง

เมื่อวัฒนธรรมอาหารเดินทางมาพร้อมผู้คน กีจ่างจึงค่อย ๆ กลายเป็นขนมพื้นบ้านในบางพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนตั้งรกรากอยู่มายาวนาน ชื่อเรียกจึงต่างกันไปตามสำเนียงและท้องถิ่น บางแห่งเรียกกีจ่าง บางแห่งเรียกขนมจั้ง ขนมจ้าง หรือขนมซั้ง

เสน่ห์ของขนมจั้งอยู่ที่ความเรียบง่ายของวัตถุดิบ หลัก ๆ ใช้ข้าวเหนียว น้ำ และน้ำด่าง จากนั้นนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำด่างให้ได้สีเหลืองใส ก่อนห่อด้วยใบไผ่เป็นทรงสามเหลี่ยม มัดให้แน่น แล้วนำไปต้มจนเมล็ดข้าวเหนียวสุกนุ่มรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียว

แม้ส่วนผสมจะดูน้อย แต่ขั้นตอนกลับต้องอาศัยความชำนาญพอสมควร เพราะถ้าน้ำด่างมากเกินไปอาจทำให้รสเฝื่อนหรือขมได้ ถ้าน้อยเกินไป สีและเนื้อสัมผัสก็อาจไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ขนมจั้งที่ดีจึงมักถูกอธิบายว่า ต้องใสสะอาด ไม่มีรสขม และมีความเหนียวนุ่มกำลังพอดี

ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะแถบอำเภอไชยา ขนมจั้งเป็นหนึ่งในขนมพื้นบ้านที่มีคนรู้จักกันไม่น้อย หลายคนจำภาพขนมสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ที่วางขายในตลาดหรือสถานีรถไฟได้ดี กินง่าย พกง่าย และเก็บกลิ่นหอมของใบไผ่ไว้ในเนื้อข้าวเหนียวอย่างละเมียดละไม

วิธีกินกีจ่างก็มีหลายแบบ หากชอบรสธรรมชาติ สามารถกินเปล่า ๆ เพื่อสัมผัสความหนึบและกลิ่นใบไผ่อ่อน ๆ ได้เลย แต่ถ้าต้องการเพิ่มความหวาน คนจำนวนมากนิยมจิ้มกับน้ำตาลทราย น้ำตาลอ้อย หรือน้ำเชื่อม บางบ้านนำไปใส่น้ำเชื่อมกับน้ำแข็ง กลายเป็นของหวานเย็นที่กินแล้วสดชื่นขึ้นอีกแบบ

สิ่งที่ทำให้กีจ่างน่าสนใจ ไม่ได้อยู่ที่รสชาติเท่านั้น แต่อยู่ที่เรื่องราวเบื้องหลังของขนมหนึ่งชิ้น ตั้งแต่การเลือกข้าวเหนียว การเตรียมใบไผ่ การกะน้ำด่าง ไปจนถึงการห่อให้แน่นพอดี ทุกขั้นตอนสะท้อนภูมิปัญญาในครัวเรือนที่เคยส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

ทุกวันนี้กีจ่างอาจไม่ได้พบเห็นง่ายเหมือนขนมหวานทั่วไป เพราะทำค่อนข้างใช้เวลา และต้องอาศัยฝีมือเฉพาะทาง แต่ในบางชุมชนยังมีคนทำขายตามเทศกาล ตลาดท้องถิ่น หรือร้านขนมโบราณ การได้ชิมกีจ่างสักครั้งจึงไม่ใช่แค่การกินขนมหวาน แต่เหมือนได้สัมผัสร่องรอยของวัฒนธรรมจีนที่ผสมกลมกลืนกับวิถีปักษ์ใต้

กีจ่างหรือขนมจั้งจึงเป็นมากกว่าข้าวเหนียวห่อใบไผ่สีเหลืองใส เป็นขนมที่บอกเล่าเรื่องการเดินทางของผู้คน ความทรงจำของครอบครัว และภูมิปัญญาการทำอาหารที่ไม่ควรถูกลืม หากมีโอกาสพบขนมชนิดนี้ในตลาดหรือร้านขนมพื้นบ้าน ลองซื้อกลับมาชิมสักครั้ง อาจได้พบความอร่อยเรียบง่ายที่ยังคงมีเสน่ห์ไม่แพ้ขนมยุคใหม่เลย

 

รากเหง้าจากแดนมังกรสู่ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้

        เด็กรุ่นใหม่อาจคุ้นเคยกับชื่อ "กีจ่าง" หรือ "ขนมจ้าง" ในขณะที่ชาวใต้ โดยเฉพาะในแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานีมักจะเรียกขานกันว่า "ขนมจั้ง" หรือ "ขนมซั้ง" แท้จริงแล้วขนมชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน แผ่ขยายเข้ามาพร้อมกับการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวจีนยุค "เสื่อผืนหมอนใบ" ที่เข้ามาทำมาหากินและตั้งรกรากในภาคใต้ของประเทศไทย จนกลายเป็นขนมประเพณีสำคัญที่ทำขึ้นเพื่อไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลบ๊ะจ่าง (ปลายเดือน 6) ซึ่งในอดีตนั้น สูตรและเคล็ดลับการทำถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดและถ่ายทอดกันเฉพาะภายในตระกูลเท่านั้น

  

เนื้อหาโดย: davin
แหล่งที่มา: เทคโนโลยีชาวบ้าน / Encyclopaedia Britannica / UNESCO Intangible Cultural Heritage
อ้างอิง: https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_96849, https://www.britannica.com/topic/Dragon-Boat-Festival, https://ich.unesco.org/en/decisions/4.COM/13.12
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
davin's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 14 ครั้ง
เขียนโดย davin
นักเขียนอิสระเน้นวิเคราะห์ความเชื่อ วัฒนธรรม คติชนวิทยา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ เกร็ดความรู้ และสิ่งที่สนใจส่วนตัว เน้นเข้าใจง่าย ทันต่อสถานการณ์
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
40 VOTES (5/5 จาก 8 คน)
VOTED: ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์, แด๊ดดี้จอแดน โค้ดชีวิตพลิกชะตา, kyogisa, Freya Rune, famai, projor007, goldfish13, davin
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาหญิง เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทยไขข้อสงสัย! ทะเบียนบ้านไม่มี "เจ้าบ้าน" ได้ไหม? ส่องข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เจ้าของบ้านควรรู้เจาะรหัสลับ "แปลปกสลากฯ" ประจำวันที่ 1 มิ.ย. 69ไวรัลสนั่นโซเชียล! แฉยับไลฟ์สด 18+ ว่อนเฟซบุ๊ก ตาดีแอบเห็น "เพจหน่วยงานดัง" โผล่ร่วมชม ...แก้เขินเนียนแจกถุงยางฟรี!ประเทศที่มีความเจริญน้อยที่สุดในอาเซียนอย่าเพิ่งมโน! สรุปให้ชัด "รัฐช่วย 60/40" สรุปต้องเติมเงินเองกี่บาทกันแน่? (วิธีคิดจากเป๋าตัง)ประเทศท่องเที่ยวชื่อดัง ที่คาดว่า(น่าจะ)ไม่มีคนไทยไปเที่ยวเขมรสะเทือน! ยูเนสโกจ่อถอด “ขนมจีน” พ้นมรดกวัฒนธรรม ปมหลักฐานไม่ชัดเจนส่องหวยลาว 25 พฤษภาคม 2569 เลขเด่นที่ถูกจับตาไว้เทียบเลขในใจ10 อำเภอของไทยที่ไม่มีห้างใหญ่ แต่คนท้องถิ่นกลับใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแร่ธาตุที่ไทยแทบจะผลิตเองไม่ได้ แต่สามารถส่งออกได้ในปริมาณมากจีนพบ 2 แร่ใหม่จากหินดวงจันทร์ฉางเอ๋อ-5 ช่วยอ่านประวัติศาสตร์พื้นผิวจันทรา
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิดที่มาชื่อไข่ลูกเขย เมนูไข่ทอดซอสมะขามกับตำนานบนโต๊ะอาหารปลากัดอันตูตา ปลากัดป่าบอร์เนียวตัวใหญ่ สายอมไข่ที่นักเลี้ยงหลงเสน่ห์เปิดที่มาคำว่า “เจ้าสัว” คำเรียกมหาเศรษฐีไทยที่รวยที่สุดในประเทศไทยมกุฎราชกุมารปาหังย้ำ ซ้อมทหารในรัฐต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อนเขมรสะเทือน! ยูเนสโกจ่อถอด “ขนมจีน” พ้นมรดกวัฒนธรรม ปมหลักฐานไม่ชัดเจนแร่ธาตุที่ไทยแทบจะผลิตเองไม่ได้ แต่สามารถส่งออกได้ในปริมาณมาก
เปิดที่มาชื่อไข่ลูกเขย เมนูไข่ทอดซอสมะขามกับตำนานบนโต๊ะอาหารข้าวกั๊นจิ๊น ข้าวคลุกเลือดรสลำจากสำรับไทใหญ่ อัตลักษณ์พื้นบ้านที่ไม่ควรเลือนหายปลากริมไข่เต่า: ขนมชื่อ "สัตว์" แต่จริงๆ แล้วคือ "ศิลปะ"ปลาบู่ทอง ปลารสเลิศ แต่ทำไมคนไทยไม่กล้ากิน?
ตั้งกระทู้ใหม่