หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

อาถรรพ์รัก 7 ปี มีจริงหรือ?!


เขียนโดย moley

เมื่อคุณต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนรักที่อยู่ข้างกันมานานถึง 7 ปี สิ่งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หลายคนเรียกความสัมพันธ์ที่ยาวนาน 7 ปีว่า "รัก 7 ปีอาถรรพ์" ซึ่งเป็นคำที่มีรากฐานจากจิตวิทยาสังคม หลายการวิจัยพบว่าคนจำนวนมากมักประสบกับความเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกในช่วงเวลานี้ เพราะสมองจะปล่อยสารเคมี เช่น คอร์ติซอล และโดพามีน ทำให้มองอะไรก็เป็นสีชมพู แต่พอเข้าสู่ปีที่ 5-7 สารเคมีเหล่านี้จะเริ่มลดลงกลับสู่ระดับปกติ ความตื่นเต้นลดลง กลายเป็นความคุ้นชิน ถ้าคู่ไหนปรับตัวจากช่วง "หลง" (Infatuation) ไปสู่ "ผูกพัน" (Attachment) ไม่ได้ ก็จะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย

จุดเปลี่ยนทางจิตวิทยา (The 7-Year Itch) ทฤษฎีนี้โด่งดังมากในต่างประเทศ (มีผลวิจัยทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์รองรับ) ช่วงปีที่ 7 มักเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์เดินทางมาถึง "ทางแยก" หลังจากผ่านช่วงเรียนรู้และสร้างตัวมาด้วยกัน ตัวตนและเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนอาจเริ่มเปลี่ยนไป เช่น

อยากแต่งงานแต่อีกฝ่ายยังไม่พร้อม

ความคาดหวังในชีวิตไม่ตรงกันเหมือนวันแรก

ความกดดันของมือที่สามในรูปแบบครอบครัวของอีกฝ่าย

ปัญหาเล็กๆ ที่สะสมจนล้นแก้ว

เวลา 7 ปีมันนานพอที่จะทำให้คนเรามองข้าม "ข้อเสีย" เล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่เคยทนได้ในยามรัก ตอนนี้อาจกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญใจ และเมื่อสะสมไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการหันหน้ามาคุยหรือแก้ไขอย่างจริงจัง มันก็มักจะมาระเบิดเอาในช่วงปีนี้พอดี

 

สถิติจริงบอกว่า... ไม่ต้องรอถึง 7 ปีก็เลิกได้!

จากข้อมูลสถิติการหย่าร้างทั่วโลก พบว่ากราฟการเลิกราไม่ได้พุ่งสูงแค่ปีที่ 7 เท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ปีที่ 3-4 ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงวิกฤตที่มีอัตราการเลิกราสูงมากไม่แพ้กัน (บางสถิติสูงกว่าปีที่ 7 ด้วยซ้ำ) ดังนั้น เลข 7 จึงเป็นแค่ตัวเลขเฉลี่ยของช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์เริ่มอิ่มตัว

 

ยาวิเศษที่ช่วยให้ลืม...........คือ “เวลา”  ที่เยียวยาทุกสิ่ง!

นานแค่ไหนถึงจะดีขึ้น?" — ไทม์ไลน์ตามหลักจิตวิทยา

ไม่มีตัวเลขวันเวลาที่ระบุได้เป๊ะสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความผูกพันและปัจจัยแวดล้อม แต่ในทางจิตวิทยามีงานวิจัยและทฤษฎีที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของระยะเวลาในการฟื้นตัว (Healing Process) ดังนี้:

 

  1. กฎครึ่งหนึ่งของระยะเวลาที่คบกัน (The Half-Life Rule)

Pop-Psychology มักกล่าวถึงทฤษฎีที่ว่า คนเราจะใช้เวลาประมาณ "ครึ่งหนึ่งของระยะเวลาที่คบกัน" ในการทำใจและก้าวข้ามความเจ็บปวด เช่น หากคบกันมา 7 ปี อาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปีครึ่งในการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสมบูรณ์โดยไม่มีความเศร้าหลงเหลือ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อสังเกตทั่วไป ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวสำหรับทุกคน

 

  1. งานวิจัยเชิงสถิติ: 3 ถึง 6 เดือน

ช่วงฟื้นตัวเบื้องต้น (3 เดือน): งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Positive Psychology พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71 ของผู้ที่เพิ่งอกหัก จะเริ่มรู้สึกดีขึ้น มีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้น และเริ่มเห็นการเติบโตในตนเอง (Post-traumatic growth) หลังจากผ่านไปประมาณ 11 สัปดาห์ (หรือราวๆ 3 เดือน)

 

  1. ทฤษฎี 5 ระยะของความโศกเศร้า (The 5 Stages of Grief)

จิตแพทย์ Kübler-Ross อธิบายว่า สมองของผู้รับมือกับการสูญเสียจะเดินทางผ่าน 5 ระยะนี้ ซึ่งแต่ละคนอาจสลับไปมา ไม่ได้เรียงตามลำดับเสมอไป:

 

ปฏิเสธความจริง (Denial): "มันไม่จริง เดี๋ยวเขาก็กลับมา"

 

โกรธ (Anger): โกรธแฟนเก่า โกรธโชคชะตา โกรธตัวเอง

 

ต่อรอง (Bargaining): "ถ้าฉันทำแบบนี้ เขาจะเปลี่ยนใจไหม?"

 

ซึมเศร้า (Depression): หมดพลัง ดิ่ง ดำดิ่งกับความเหงา

 

ยอมรับความจริง (Acceptance): เริ่มเข้าใจ เข้าใจว่าจบคือจบ และพร้อมเดินต่อ

 

 

ทำไมยังฝันถึงเขา และสะดุ้งตื่นกลางดึก?

อาการฝันถึงคนรักเก่าซ้ำๆ ร่วมกับอาการสะดุ้งตื่นกลางดึกพร้อมหัวใจที่เต้นรัว สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์สมองและจิตวิทยา ดังนี้

 

  1. สมองขาดรัก = สมองขาดสารเสพติด (Brain Withdrawal)

งานวิจัยด้านประสาทวิทยา โดย ดร. เฮเลน ฟิชเชอร์ (Helen Fisher) พบว่า เมื่อสแกนสมองของคนที่เพิ่งอกหัก สมองส่วนที่ทำงานหนักคือส่วนเดียวกับ "สมองของคนที่กำลังลงแดงจากการเลิกสารเสพติด"

 

ในช่วงที่คบกัน สมองคุ้นชินกับการได้รับสารโดปามีน (Dopamine) และออกซิโทซิน (Oxytocin) จากคนๆ นั้น เมื่อเขาหายไป สมองเกิดภาวะ "อยากยา" ในช่วงกลางวันเราอาจใช้สติควบคุมไม่ให้คิดถึงได้ แต่เมื่อเรานอนหลับ จิตใต้สำนึกจะทำงานและพยายามจำลองภาพของเขาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่ค้างคาอยู่ ทำให้เราฝันถึงเขา

 

  1. กระบวนการจัดระเบียบความจำยามค่ำคืน (Memory Consolidation)

ในช่วงที่เราหลับลึกแบบ REM Sleep (ช่วงที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว) สมองมีหน้าที่คัดแยกและจัดระเบียบความทรงจำ รวมถึง เยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ (Emotional Processing) การที่คุณฝันถึงแฟนเก่า ไม่ได้แปลว่าคุณอยากกลับไปหาเขาเสมอไป แต่แปลว่า สมองของคุณกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อย่อย "ก้อนความเสียใจ" ก้อนใหญ่ก้อนนี้ เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแค่ "ความทรงจำธรรมดา" ที่ไม่มีผลต่อความรู้สึกในอนาคต

 

  1. อาการสะดุ้งตื่นกลางดึก (Hypnic Jerks & Anxiety Awakenings)

การสะดุ้งตื่นพร้อมอาการใจสั่น ร่างกายตื่นตัว มีสาเหตุมาจาก ระบบประสาทอัตโนมัติ (Sympathetic Nervous System) ทำงานเกินขนาด

 

ความเครียดและการสูญเสียทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) สูงค้างไว้ตลอดวัน

 

เมื่อคุณฝันถึงเรื่องสะเทือนใจ หรือเมื่อสารเคมีในสมองแกว่งตัวในช่วงเปลี่ยนระยะการนอน ร่างกายจะตีความว่า "กำลังเกิดอันตราย" (Fight or Flight Response) จึงสั่งให้คุณสะดุ้งตื่นทันทีเพื่อเอาชีวิตรอด

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองช่วง "มรสุมสารเคมีในสมอง"

อย่าโทษตัวเองที่ยังฝัน: ให้คิดว่ามันคือกลไกธรรมชาติที่สมองกำลัง "ล้างแผล" ให้เรา ยิ่งเราพยายามสั่งตัวเองว่า ฮึบ ห้ามคิดถึง ห้ามฝัน สมองจะยิ่งโฟกัสสิ่งนั้น (ทฤษฎีหมีขาว - White Bear Problem)

 

ปรับสภาพแวดล้อมก่อนนอน (Sleep Hygiene): งดการไถโซเชียลมีเดียหรือดูรูปเก่าๆ ก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้สมองนำภาพเหล่านั้นไปประมวลผลต่อในความฝัน

 

เขียนระบายก่อนนอน (Brain Dump): หากมีเรื่องค้างคาใจ ให้เขียนทุกอย่างลงในกระดาษ เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองว่า "เรื่องเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ปลอดภัยแล้ว" สมองจะได้ไม่ต้องนำไปคิดต่อขณะหลับ

 

การก้าวผ่านจุดนี้ต้องใช้เวลา โดยสรุปแล้ว ในสองเดือนแรก สารเคมีความเศร้ายังทำให้คุณรู้สึกวุ่นวาย แต่เมื่อผ่านไปสามเดือน สมองเริ่มปรับตัว สารเซโรโทนินและออกซิโทซินเพิ่มขึ้น คุณเริ่มเห็นความหมายใหม่ในชีวิต และในสี่เดือน คุณจะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น คุณอาจจดบันทึกความรู้สึก พูดคุยกับคนไว้ใจ และทำกิจกรรมใหม่ ๆ เพราะการให้เวลาตัวเองคือกุญแจสำคัญ สมองของคุณจะค่อย ๆ ปล่อยสารเคมีแห่งความหวังและความสุข คุณจะสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมความเข้มแข็งและความหมายใหม่ที่คุณกำลังสร้างขึ้นเอง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
moley's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 140 ครั้ง
เขียนโดย moley
สนใจ เรื่องเล่า เรื่องแปลก ลี้ลับ วาไรตี้ทั่วไป ไร้สาระบ้างอย่าถือสา
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้านนิโคตินฝึกสมองให้เรียกหาซ้ำจนความอยากกลายเป็นวงจรติดจังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขาทำไมหมีกล้าบุกรังผึ้ง ทั้งที่โดนผึ้งต่อยได้เหมือนกัน?10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดยังหาเป้าหมายชีวิตไม่เจอ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังช้ากว่าคนอื่นเปิดสถิติหวย 16 ส.ค. ย้อนหลัง 20 ปีรหัสเลขเด่น "ล๊อตเตอรี่ชี้โขค" 16 สิงหาคม 25699 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยส่องบัญชีทรัพย์สิน นายก อบจ. นนทบุรี หลังถูกบุกยิงอาหารหมักของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และจุลินทรีย์มีบทบาทอะไร“ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” จริงไหม? จิตวิทยาว่าอย่างไร
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ไม่ต้องผ่านคลองสุเอซ? จีนดัน "Ice Silk Road" ทางลัดการค้าโลกที่อาจเปลี่ยนเกมขนส่งทั้งโลก9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยชาวเน็ตจับโป๊ะ! คลิปไวรัลดัง เรื่องจริงหรือ "ละครคุณธรรม"?อาหารหมักของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และจุลินทรีย์มีบทบาทอะไรเปิดสถิติหวย 16 ส.ค. ย้อนหลัง 20 ปีแกะเหตุผลพริกแกงไทยใช้พริกเม็ดใหญ่แต่งสี แล้วค่อยเติมจินดาเพิ่มความเผ็ด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด พูดคุย ทั่วไป
“อย่าแตะหลุมศพด็อบบี้” แฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์ทำโครงการสายเคเบิลยักษ์ต้องเปลี่ยนทางตึกย่านการเงินไฟสว่างทั้งหลังตอนดึก ๆ ใครทำงานอยู่ในนั้นกันแน่?รู้จัก "สาวไทย" ที่สื่อนอกให้ฉายา "นักบินที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์"ชาวนาซ่อนเงินสดไว้ในทุ่งนา! หนึ่งปีต่อมา เขาขุดขึ้นมาและพบว่าเงินนั้นถูกปลวกกัดกินจนหมด
ตั้งกระทู้ใหม่