9 เมืองในไทยที่ค่าครองชีพพุ่งแรงสุด เงินเดือนแทบไม่พอหายใจ
เขียนโดย kitasan
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะรู้สึกตรงกันแบบไม่ต้องนัดว่า "เงินเท่าเดิม แต่ของแพงขึ้นทุกอย่าง" ภาพนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความรู้สึกส่วนตัว เพราะข้อมูล เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2565 เคยพุ่งแตะระดับ 6.08% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 24 ปี และกระทบตรง ๆ กับค่าครองชีพในเมืองใหญ่แบบเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ปี 2567-2568 เงินเฟ้อจะชะลอลงมาต่ำกว่า 1% แต่ราคาที่เคยขึ้นไปแล้วก็แทบไม่มีลงตาม
กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เมืองที่โอกาสเยอะจริง แต่ต้องยอมรับว่าค่าเช่าคอนโดในโซนใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิท สีลม หรืออโศก ขยับไปแตะระดับ 15,000-35,000 บาทต่อเดือน สำหรับห้องสตูดิโอ 25-30 ตารางเมตรได้ไม่ยาก ผมว่าใครที่เพิ่งเริ่มทำงานแล้วต้องอยู่คนเดียว จะรู้สึกเลยว่ารายได้หายไปครึ่งหนึ่งตั้งแต่ยังไม่ทันใช้ชีวิต
ข้อมูลจาก Mercer Cost of Living Survey 2024 จัดอันดับกรุงเทพฯ เป็นเมืองค่าครองชีพสูงอันดับ 54 ของโลก จาก 226 เมือง ขยับขึ้นจากอันดับ 60 ในปีก่อนหน้า สะท้อนว่าเมืองนี้เริ่มแพงขึ้นในสายตาชาวต่างชาติด้วยซ้ำ
ภูเก็ต ก็แรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหลังปี 2566 ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติและ รัสเซีย-ยูเครน กลับมาเต็มรูปแบบ ราคาค่าอาหาร ค่าเช่า และค่าบริการหลายอย่างเริ่มอิงตลาดต่างชาติแบบชัดเจน ค่าเช่าบ้านโซนกะตะ-กะรน-ราไวย์เพิ่มขึ้น 40-80% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก หอการค้าจังหวัดภูเก็ต ระบุว่าค่าครองชีพที่นี่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศไปแล้ว เอาจริง ๆ นะ คนพื้นที่เองยังบ่นว่าอยู่ยากขึ้นทุกปี จนต้องย้ายไปอยู่พังงาหรือกระบี่แทน
เชียงใหม่ ที่เคยเป็นเมืองชิล ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากกระแส ดิจิทัลโนแมด และชาวจีนที่เข้ามาอยู่ระยะยาวหลังโควิด ทำให้ค่าเช่าระยะยาวและรายวันพุ่งขึ้นแบบเงียบ ๆ ย่านนิมมานเหมินท์ สันติธรรม หรือหางดง ราคาห้องเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยเช่าสตูดิโอสวย ๆ ได้ในราคา 7,000-8,000 บาท ตอนนี้บางโครงการขึ้นไปถึง 15,000-18,000 บาทแล้ว ซึ่งต่างจากภาพจำเดิมพอสมควร
ฝั่งเมืองอุตสาหกรรมอย่าง ชลบุรีและระยอง การเติบโตของโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) ตั้งแต่ปี 2561 ดันให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นแบบรวดเร็ว ค่าห้องใกล้นิคมอย่างอมตะซิตี้ มาบตาพุด หรือแหลมฉบัง ขยับขึ้นต่อเนื่อง คนที่ทำงานโรงงานบางกลุ่มเริ่มต้องแชร์ห้อง 3-4 คนหรือย้ายออกไปไกลขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวในโซนเหล่านี้ทะลุ 4-6 ล้านบาทไปแล้ว
พัทยา ก็เป็นอีกเมืองที่ค่าครองชีพขึ้นแบบเห็นได้ชัด จากการเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองที่ชาวต่างชาติหลากสัญชาติมาเกษียณ บวกกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้ต่างชาติในราคาหลักสิบล้าน ทำให้ราคาที่ดินและอาหารริมทะเลขึ้นพร้อมกัน จานหนึ่งบนหาดจอมเทียนตอนนี้ราคาพอ ๆ กับสุขุมวิท
พื้นที่ปริมณฑลอย่าง นนทบุรีและสมุทรปราการ ก็ไม่ใช่ "ตัวเลือกประหยัด" เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ค่าเช่าเริ่มไล่ระดับเข้าหากรุงเทพฯ โดยเฉพาะโซนติดรถไฟฟ้าสายสีม่วง สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งราคาห้องบางจุดแทบไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ชั้นในเลย ที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าแค่ขยับออกนิดเดียวจะถูกลงเยอะ แต่ความจริงมันไม่ต่างแบบนั้นแล้ว คือแบบว่าส่วนต่างหายไปกับค่ารถ ค่าเวลา ค่าน้ำมันเกือบหมด
ขอนแก่นและสงขลา ก็เริ่มมีภาพเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง จากการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น มอ.หาดใหญ่ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และการค้าชายแดน ทำให้ราคาที่ดินและค่าครองชีพค่อย ๆ ขยับขึ้นตามการพัฒนา หาดใหญ่ที่เคยเป็นเมืองกินอร่อย-อยู่ถูก ตอนนี้ราคาอาหารตามร้านดังเริ่มไล่ทันกรุงเทพฯ แล้ว แม้จะไม่แรงเท่า แต่แนวโน้มชัดมากว่ากำลังตามมา
ที่เจ็บปวดที่สุดคือ ค่าแรงขั้นต่ำของไทยเพิ่งขึ้นมาเป็น 400 บาทต่อวัน ในปี 2567 (และยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด) แต่ราคาบ้านในหัวเมืองเพิ่มขึ้น 30-50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เงินเดือนจบใหม่ยังวิ่งอยู่ที่ 18,000-25,000 บาทเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน ผมว่าช่องว่างนี้แหละที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า "ทำงานหนักขึ้น แต่ไม่มีวันเป็นเจ้าของอะไรเลย"
สิ่งที่เห็นชัดคือ เมืองที่มี "โอกาส" มักลาก "ต้นทุนชีวิต" ขึ้นมาพร้อมกันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนทำงานหนักขึ้น มีรายได้มากขึ้น แต่สุดท้ายเงินเหลือกลับน้อยลง เพราะค่าใช้จ่ายวิ่งเร็วกว่ารายได้เสมอ ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 89.6% ของ GDP ในปี 2567 ซึ่งสูงติดอันดับต้น ๆ ของเอเชีย และหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้าน หนี้รถ และหนี้บัตรเครดิต
ผมมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของเมืองไหนน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่อีกแล้ว แต่เป็นเกมการเอาตัวรอดในระยะยาวมากกว่า เพราะสุดท้ายคำถามจริง ๆ อาจไม่ใช่ว่า "จะไปอยู่เมืองไหนดี" แต่กลายเป็นว่า "เราจะจัดการชีวิตยังไงในเมืองที่ทุกอย่างแพงขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้" บางคนเลยเลือกทางที่สาม คือย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดและ Work from Anywhere แทน
แล้วคุณล่ะ ตอนนี้ยังรู้สึกว่าเงินเดือนวิ่งทันค่าครองชีพอยู่ไหม หรือเริ่มหายใจลำบากเหมือนกันแล้ว ถ้าให้ย้ายไปอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพต่ำกว่าแต่โอกาสน้อยกว่า คุณจะเลือกแบบนั้นไหม หรือยังเลือกสู้ในเมืองที่บีบคั้นแต่ยังมีฝันให้วิ่งตามอยู่ดี?
อ้างอิง: https://www.bot.or.th
/ https://www.phuketchamber.com
/ https://www.nesdc.go.th
เขียนโดย kitasan
10 อันดับโรงเรียนที่สอบเข้ายากที่สุดในไทย เด็กเก่งเท่านั้นที่รอด
คลองที่ใช้คนขุดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
5 อันดับโรงเรียนรัฐบาลคุณภาพสูง เรียนดีได้ ไม่ต้องจ่ายแพง
สวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
5 จังหวัดที่คนโสดเยอะที่สุดในไทย อยู่แล้วเหงาหรืออยู่แล้วแฮปปี้?
5 อันดับอาหารไทยเริ่มหายไป แต่คนไทยยังคิดถึงที่สุด
รวม 10 ทำเลที่ดินนอกกรุงเทพฯ ที่แพงที่สุดในไทย ปี 2569
10 อันดับโรงเรียนอินเตอร์ในไทย หลักสูตรระดับโลก เรียนจบไปไกลระดับสากล
3จังหวัดที่ยากจนที่สุดในไทย
5 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวสวยที่สุดในไทย ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
ผักที่หากินยากที่สุดในไทย
จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ในด้านการเพาะเลี้ยงปลานิล
ถุงน้ำแข็งข้างถนน: แถลงการณ์ความมัธยัสถ์ที่หัวเราะเยาะใส่ "ทุนนิยม" ราคาแพง
เมนูอาหาร ที่หลายคนอยากลิ้มลอง “สตู หรือสตูว์” เมนูทำนาน แต่อร่อย
รวม 7 เรื่องจริง! พฤติกรรมน่าปวดหัวของเพื่อนบ้าน (ที่ใครเจอต้องเพลีย!)
เห็ดตากแดด: เปลี่ยนวัตถุดิบในครัวให้เป็นแหล่งวิตามินดีธรรมชาติ
เปิดข้อมูลแม่น้ำยาวที่สุดในไทย หลายคนเดาผิด



