เครื่องบินทิ้งระเบิด Xian H-6 พญามังกรซ่อนเล็บ หรือ "เศษเหล็กบินได้"
เครื่องบินทิ้งระเบิด Xian H-6 พญามังกรซ่อนเล็บ หรือ "เศษเหล็กบินได้"
สวัสดีเพื่อนๆ ชาวโซเชียลและคอทหารทุกท่านครับ! วันนี้เรามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิด Xian H-6 ของจีนที่น่าสนใจมาฝากกันครับ เวลาเห็นข่าวเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 ของกองทัพจีน จะมีคนแซะทันทีว่า "โถ่... เศษเหล็กบินได้" "ของก๊อปเกรด A" แล้ว เครื่องบินหน้าตาวินเทจเหมือนหลุดออกมาจากยุค 50s เครื่องนี้ มันเป็นแค่เศษเหล็กอย่างที่เขาว่าจริง หรือว่ามันคือ "พญามังกร" ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้รอขย้ำศัตรูอยู่กันแน่?
อายุเป็นเพียงตัวเลข บทเรียนจากตัวตึงฝั่งอเมริกา
ก่อนจะไปจิกกัดฝั่งจีน เรามาหันมอง "พี่ใหญ่" อย่างสหรัฐอเมริกากันก่อน ขอบอกเลยว่ากองทัพที่รวยที่สุดในโลกเขาก็ยังใช้ "ของเก่า" เหมือนกันนะ! รู้ไหมว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52H ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ที่ยังบินปร๋ออยู่ทุกวันนี้ ลำล่าสุดก็ออกจากสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 1962 แล้ว (ก่อนพวกเราหลายคนจะเกิด)
แถมล่าสุดในปี 2018 สหรัฐยังส่ง B-52H ไปถล่มเป้าหมายในซีเรียมาแล้วด้วย! ประเด็นสำคัญที่พวกเราต้องเข้าใจคือ ในโลกการบินทหาร Airframe (โครงสร้างเครื่องบิน) กับ Avionics (ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน) มันคนละเรื่องกันครับ ตราบใดที่โครงสร้างยังแข็งแรง แล้วเราขยันอัปเกรดเซนเซอร์ ระบบสื่อสาร และติดอาวุธใหม่ๆ เข้าไป เครื่องบินรุ่นคุณปู่ก็ยังเป็นนักล่าได้ไม่แพ้รุ่นหลาน
ที่สำคัญ... ดีไซน์พื้นฐานของมัน (ซึ่งมาจาก Tu-16) ถือเป็นงานวิศวกรรมที่ "อัจฉริยะ" มาก เพราะมันสามารถทนต่อ Structural Stress (ความเค้นโครงสร้าง) ในการบินระดับต่ำได้ดีเยี่ยม ต่างจากเครื่องบินทิ้งระเบิดยุคเดียวกันของอังกฤษอย่างรุ่น Victor หรือ Valiant ที่โครงสร้างรับไม่ไหวจนต้องปลดประจำการไปก่อนเวลาอันควรตั้งแต่ปี 1964 แต่เจ้า H-6 นี่ยังอยู่ยงคงกระพันอยู่จนถึงตอนนี้
H-6K ร่างใหม่ในคราบเดิม
ทีนี้กลับมาที่ H-6 ของจีน หลายคนชอบเข้าใจผิดว่าจีนแค่เอาเครื่องเก่าสมัยพระเจ้าเหามาพ่นสีใหม่ แต่ความจริงคือรุ่น H-6K เนี่ย เขา "ต่อใหม่จากโรงงาน" นะจ๊ะ! ไม่ใช่เอาของเก่ามารีไซเคิล สิ่งที่ทำให้มันต่างจากรุ่นเดิมแบบหลังมือเป็นหน้ามือก็คือ
เครื่องยนต์ใหม่ เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ Turbofan D-30KP-2 (รุ่นเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบินลำเลียง IL-76) ซึ่งทั้งประหยัดน้ำมันกว่าและแรงกว่าเดิมเยอะมาก โดยให้แรงขับถึง 12,000 kgf
ห้องนักบินล้ำยุค ลืมหน้าปัดเข็มแบบโบราณไปได้เลย เพราะข้างในเป็น Digital Glass Cockpit เต็มรูปแบบ มีหน้าจอ LCD สีสันสดใสให้นักบินใช้งานแบบสมาร์ทๆ
เซนเซอร์และระบบอัจฉริยะ มีการติดตั้ง Electro-optical sensors (เซนเซอร์ตรวจจับทางแสงและอิเล็กทรอนิกส์) ใต้ส่วนหัว, ระบบ Data Link ดิจิทัล, และการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่ทันสมัย รวมถึงเรดาร์ตรวจอากาศและแผนที่ภูมิประเทศที่ทำให้บินต่ำหลบเรดาร์ได้เนียนสุดๆ
สรุปสั้นๆ คือ "ข้างนอกน่ะวินเทจ แต่ข้างในน่ะไฮเทค" ของจริง!
ระบบอาวุธ
มาถึงจุดที่น่ากลัวที่สุดคืออาวุธที่มันแบกไป ขีปนาวุธอย่าง CJ-10K และ YJ-12 เรามาลองคำนวณระยะสังหารกันดูหน่อย
Combat Radius (รัศมีทำการรบ) ของเครื่อง H-6K อยู่ที่ประมาณ 3,500 กม.
ขีปนาวุธนำวิถี CJ-10K ยิงได้ไกลอีก 1,500 กม.
รวมพลัง จีนสามารถสอยเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปถึง 5,000 กม. ได้สบายๆ ซึ่งระยะนี้ครอบคลุมทั้ง ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินเดีย ไปจนถึงฐานทัพสหรัฐฯ ที่กวมนู่นเลย!
ส่วน YJ-12 นี่คือฝันร้ายของเรือรบ เพราะมันบินเร็วถึง 4 เท่าของเสียง (Mach 4) ลองจินตนาการสไตล์ Postjung ดูนะว่า ถ้าจีนส่ง H-6K มาสัก 15 ลำ แล้วระดมยิงขีปนาวุธพร้อมกันสัก 90 ลูก ต่อให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินสุดแกร่งก็มีสิทธิ์กลายเป็นโกโก้ครันช์หรือพิการจนจมลงก้นทะเลได้เหมือนกัน ซึ่งนี่จะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว
H-6N และ "อาวุธวันสิ้นโลก" จุดพีกที่เพนตากอนยังต้องยอม
ถ้าคิดว่า H-6K โหดแล้ว จีนยังมีตัวท็อปกว่านั้นคือรุ่น H-6N ครับ รุ่นนี้มีการติดตั้ง "ท่อเติมน้ำมันกลางอากาศ" ทำให้ Combat Radius ยืดออกไปได้ไกลถึง 6,000 กม. และทีเด็ดที่สุดคือการออกแบบให้มี Ventral Cavity (ช่องเว้าใต้ท้องเครื่อง) เพื่อรองรับการบรรทุกอาวุธที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
เจ้าอาวุธลับที่ว่าก็คือ CH-AS-X-13 ขีปนาวุธบอลลิสติกยิงจากอากาศ (พัฒนามาจาก DF-21D "เพชฌฆาตเรือบรรทุกเครื่องบิน") ความน่ากลัวของมันคือ
ยิงได้ไกลถึง 3,000 กม. จากเหน่าน่านฟ้าจีนเอง โดยที่เครื่องบินไม่ต้องเอาตัวไปเสี่ยง
ในช่วงสุดท้ายมันจะพุ่งลงมาด้วยความเร็วระดับ Hypersonic (ไฮเปอร์โซนิก หรือความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า) และยังหลบหลีกการป้องกันได้อีกต่างหาก เรียกว่าเห็นอีกทีคือตูม! ไม่ต้องรอนับสิบ
สรุปแล้วจะกลัวหรือจะขำ?
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มหายสงสัยแล้วว่าทำไมในรายงาน China Military Power Report ปี 2020 ของเพนตากอน ถึงมีการพูดถึงเจ้า H-6 บ่อยกว่าเครื่องบินล้ำๆ อย่าง J-20 เสียอีก (โดน Mention ไปถึง 33 ครั้ง ในขณะที่ J-20 โดนพูดถึงน้อยกว่าถึง 3 เท่า!)
คำตัดสินสุดท้าย (Final Verdict) อย่าเพิ่งรีบขำเวลาเห็นรูปร่างหน้าตาโบราณๆ ของมัน เพราะในโลกสงครามจริง เขาไม่ได้วัดกันที่ความหล่อ แต่วัดกันที่ "ใครหมัดหนักกว่า" และ "ใครต่อยไกลกว่า" ซึ่ง H-6 รุ่นใหม่ๆ ของจีนพิสูจน์แล้วว่ามันมีครบทั้งสองอย่าง
บอกเลยว่า "อย่าดูถูกของเก่าที่ยังมีเขี้ยวเล็บ" เพราะถ้าประมาทเมื่อไหร่ อาจจะได้ไปนอนนับปลาการ์ตูนใต้ทะเลไม่รู้ตัวนะจ๊ะ! แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง? ใครว่ามันยังเป็นเศษเหล็ก หรือใครเริ่มสยองกับขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของมันแล้ว มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย!
เนื้อหาที่น่าวนใจอื่นๆติดตามได้ที่ Youtube: Thai Weapon Channel
เขียนโดย Thai Weapon Channel
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
มีบัตรคนจน สมัครไทยช่วยไทย พลัสได้ไหม? เช็กเงื่อนไขก่อนสับสนเรื่องสิทธิ
ทำไมเสียงฝนช่วยให้บางคนหลับง่าย
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
รายงานสภาพความยากจนของคนไทย
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัว
ตัดจากศพ ห่อด้วยกระดาษ เมื่อขยะชันสูตรและเศษหินทำเนียบขาว ถูกแย่งชิงในราคาแพงลิบ
ควักเครื่องในตัวเองมาสู้! กลยุทธ์สุดสยองของ “ปลิงทะเล”
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
กระป๋องละล้าน! ตำนาน 'ขี้ใส่กระป๋อง' ดักขายคนรวย
วิวัฒนาการ "เกาเหลา" จากต้มจืดชาวจีนสู่เมนูคีโตยุคใหม่
รายงานสภาพความยากจนของคนไทย
ตัดจากศพ ห่อด้วยกระดาษ เมื่อขยะชันสูตรและเศษหินทำเนียบขาว ถูกแย่งชิงในราคาแพงลิบ
มีบัตรคนจน สมัครไทยช่วยไทย พลัสได้ไหม? เช็กเงื่อนไขก่อนสับสนเรื่องสิทธิ
เสาตกน้ำมันเกิดจากอะไร
5 ประเทศที่มีอากาศสะอาดที่สุดในโลก วัดจากอะไรบ้าง?
ศิลปะย่อส่วนในขวดแก้ว: ทำความรู้จักกับ "สวนขวด" (Terrarium) นวัตกรรมสีเขียวสำหรับคนเมือง
“ของสำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องห้อยให้เห็น” ทำไม“ช้าง”สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่มีถุงอัณฑะห้อยอยู่ด้านนอกเหมือนมนุษย์?
ไม่ใช่แค่ซามูไร! พารู้จัก 5 ลำดับขั้นขุนนางญี่ปุ่นโบราณที่คุณอาจไม่เคยรู้
เรื่องราวของ "จุดเริ่มต้นของมัทฉะ" จากยารักษาโรคในราชสำนักจีน สู่จิตวิญญาณแห่งวิถีเซนในญี่ปุ่น

