รู้จักโรงกลั่นน้ำมันในไทยใหญ่อันดับสองของอาเซียน
ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ โดยมีรายละเอียดภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นของไทยในปี 2568 - 2569 ดังนี้
-กำลังการผลิต: มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1.235 - 1.242 ล้านบาร์เรลต่อวัน
-จำนวนโรงกลั่น: ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันหลักทั้งหมด 7 ราย ซึ่งเป็นโรงกลั่นประเภท Complex Refineries ทั้งหมด โดยมีรายชื่อผู้ประกอบการดังนี้:
- บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC)
- บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
- บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)
- บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP)
- บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC)
- บางจากศรีราชา
- โรงกลั่นน้ำมันฝาง (FANG)
แม้สิงคโปร์จะมีจำนวนโรงกลั่นน้อยกว่าไทย (ประมาณ 3 แห่ง) แต่มีความสามารถในการกลั่นสูงกว่าที่ประมาณ 1.4 - 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ตามมาในอันดับรองลงมาในด้านกำลังการกลั่นรวม
ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หกแห่งที่คอยป้อนเชื้อเพลิงให้กับทั้งประเทศ แต่ละแห่งมีเรื่องราว ที่ตั้ง กำลังการผลิต และโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นของตัวเอง ถ้าไล่เรียงแบบสบาย ๆ เริ่มจากโรงกลั่นที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดก่อน แล้วค่อยต่อไปยังโรงกลั่นในกลุ่มปตท. โรงกลั่นของบางจาก โรงกลั่นที่ระยองของสตาร์ และโรงกลั่นศรีราชาที่เพิ่งเปลี่ยนมือ
โรงกลั่นไทยออยล์ตั้งอยู่ที่แหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี บนทำเลยุทธศาสตร์ริมอ่าวไทย ซึ่งเอื้อต่อการขนส่งทางเรือขนาดใหญ่ เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2504 เป็นโรงกลั่นเอกชนแห่งแรกของประเทศ เริ่มต้นจากหน่วยกลั่นเล็ก ๆ เพียง 35,000 บาร์เรลต่อวัน แล้วค่อย ๆ ขยายหลายเฟสจนกลายเป็นโรงกลั่นเชิงซ้อนที่ทันสมัย มีกำลังการผลิตปัจจุบันประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน และอยู่ระหว่างโครงการ Clean Fuel ที่จะดันกำลังการผลิตรวมขึ้นไปใกล้ 400,000 บาร์เรลต่อวัน จุดเด่นคือการเป็นโรงกลั่นของกลุ่มปตท.ที่เน้นประสิทธิภาพสูงและผสานธุรกิจปิโตรเคมี ไฟฟ้า และตัวทำละลาย ผู้ถือหุ้นใหญ่สามลำดับแรกคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือสัดส่วนประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง ตามด้วยนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างประเทศที่ถือผ่าน NVDR และส่วนที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ โครงสร้างนี้ทำให้ไทยออยล์ถูกนับเป็นหัวใจของเครือข่ายโรงกลั่นในกลุ่มปตท.
ถัดมาคือโรงกลั่นของ IRPC ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เดิมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทในชื่อเดิมที่หลายคนอาจจำได้คือ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ที่พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรงกลั่น IRPC มีกำลังการกลั่นประมาณ 215,000 บาร์เรลต่อวัน จุดเด่นคือการเชื่อมต่อสายการผลิตจากน้ำมันดิบไปสู่โอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ และผลิตภัณฑ์พิเศษอย่างเม็ดพลาสติก ABS, SAN รวมถึงน้ำมันหล่อลื่นและยางมะตอย ผู้ถือหุ้นสามอันดับแรกประกอบด้วย ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด ตามด้วยกองทุนรวมวายุภักษ์และกระทรวงการคลังซึ่งถือผ่านหน่วยงานของรัฐ โครงสร้างนี้สะท้อนความเป็นบริษัทที่รัฐวิสาหกิจมีบทบาทคุมทิศทางอย่างชัดเจน
โรงกลั่นของ “ปตท. โกลบอล เคมิคอล” หรือ PTT Global Chemical (PGC) แม้หลายคนอาจรู้จักในฐานะบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ แต่ PGC ก็มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง โดยเกิดจากการรวมตัวของบริษัทในเครือ ปตท. หลายแห่ง ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2554 (แม้ว่ารากฐานโรงกลั่นจะมีมานานก่อนหน้านั้น) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นโรงกลั่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในด้านกำลังการผลิตของกลุ่ม ปตท. คือประมาณ 280,000 บาร์เรลต่อวัน จุดแข็งของ PGC คือการเป็นบริษัทปิโตรเคมีแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยใช้น้ำมันที่กลั่นได้มาเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตพลาสติกและสารเคมีชั้นสูง ผู้ถือหุ้นหลักสามรายแรกคือ ปตท. ที่ถือสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียน รองลงมาคือกองทุนรวมวายุภักษ์ และกลุ่มนักลงทุนสถาบันผ่าน NVDR
โรงกลั่นบางจากตั้งอยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นโรงกลั่นแห่งเดียวที่อยู่ใจกลางเมืองและใกล้ทะเลโดยอาศัยท่าเรือคลองเตยสำหรับการขนส่ง เริ่มต้นเป็นโรงกลั่นของกองทัพเรือเมื่อปี 2507 ก่อนจะจัดตั้งเป็นบริษัทในปี 2527 มีเอกลักษณ์เรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพและผลิตภัณฑ์พิเศษในพลังงานทางเลือก โดยล่าสุดในปี 2568 บางจากเปิดตัวหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) แห่งแรกของไทย โดยใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำมันใช้แล้วให้เป็นพลังงาน ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการพลังงานไทย
กำลังการกลั่นของบางจากอยู่ในช่วง 120,000 ถึง 124,000 บาร์เรลต่อวันหลังการปรับปรุงโครงการ 3E ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนต่อบาร์เรล ผู้ถือหุ้นสามอันดับแรกของบางจากคือ ปตท. ที่ถือหุ้นอยู่จำนวนมาก ตามด้วยกระทรวงการคลัง และส่วนที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นสาธารณะทั่วไป โครงสร้างนี้ทำให้บางจากมีสายสัมพันธ์กับภาครัฐค่อนข้างแน่นแฟ้นแต่ก็ดำเนินธุรกิจแบบคล่องตัว
โรงกลั่นสตาร์ ปิโตรเลียม หรือ SPRC ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด จังหวัดระยองเช่นเดียวกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 2535 โดยเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง Chevron (เชฟรอน) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐอเมริกา และ ปตท. ดำเนินธุรกิจเป็นโรงกลั่นเชิงพาณิชย์ที่เน้นผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ทั้งเบนซิน ดีเซล กำลังการกลั่นของ SPRC อยู่ที่ประมาณ 174,000 บาร์เรลต่อวัน จุดเด่นของโรงกลั่นแห่งนี้คือความเป็นพันธมิตรกับ Chevron ทำให้ได้เทคโนโลยีและเครือข่ายการตลาดระดับโลก มีสัดส่วนผลผลิตเบนซินที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโรงกลั่นอื่น ผู้ถือหุ้นสามอันดับแรกคือ Chevron Asia Holdings ซึ่งถือประมาณร้อยละ 60.56 ตามด้วยนักลงทุนสถาบันในประเทศและผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ โครงสร้างนี้ทำให้ SPRC เป็นโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นหลักจากต่างประเทศชัดเจนที่สุดในกลุ่มหกแห่ง
โรงกลั่นสุดท้ายคือโรงกลั่น “บางจาก ศรีราชา” (Bangchak Sriracha) หรือเดิมคือโรงกลั่น “เอสโซ่” (Esso) ที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี แห่งนี้มีประวัติยาวนานไม่แพ้ที่อื่น โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2524 แต่ชื่อที่เราเห็นในปัจจุบันเกิดขึ้นหลังการเข้าซื้อกิจการโดยกลุ่มบางจากในปี 2566 ได้ทำข้อตกลงซื้อหุ้นส่วนใหญ่จาก ExxonMobil Asia Holdings ในสัดส่วนร้อยละ 65.99 ทำให้บางจากกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หลังจากนั้นบางจากได้ยื่นทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือเพื่อถือครองเต็มจำนวน
ตั้งอยู่ที่แหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีกำลังการกลั่นประมาณ 167,000 ถึง 185,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นสามอันดับแรกหลังการเปลี่ยนแปลงจึงเป็น บางจาก คอร์ปอเรชั่น เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมที่ยังถืออยู่ และนักลงทุนสถาบันที่ถือผ่าน NVDR การเข้าซื้อครั้งนี้ทำให้บางจากมีกำลังการกลั่นรวมสองโรงอยู่ที่ประมาณ 294,000 บาร์เรลต่อวัน คือโรงกลั่นกรุงเทพและโรงกลั่นศรีราชา
เมื่อนำทั้งหกแห่งมารวมกัน กำลังการกลั่นรวมของประเทศอยู่เหนือระดับหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวันเล็กน้อย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานภายใน ทั้งหกแห่งกระจายอยู่ในสองพื้นที่หลักคือ ชลบุรีและระยอง ยกเว้นบางจากที่อยู่กรุงเทพ ทำให้การขนส่งน้ำมันดิบและการกระจายผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออกและศูนย์กลางการบริโภค โครงสร้างผู้ถือหุ้นสะท้อนภาพว่า ปตท. มีบทบาทเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสี่โรงกลั่น คือ ไทยออยล์ IRPC GC และบางจาก ในขณะที่ SPRC มีผู้ถือหุ้นหลักจากต่างประเทศ และโรงกลั่นศรีราชาเปลี่ยนมือจากเอ็กซอนโมบิลมาอยู่ภายใต้บางจากในช่วงที่ผ่านมา.
สุดท้ายคือโรงกลั่นน้ำมันฝาง (FANG) ตั้งอยู่ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นโรงกลั่นน้ำมันบนบกแห่งแรกของไทย เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2499 โดยกรมการพลังงานทหาร เพื่อผลิตน้ำมันใช้ในราชการทหารและจำหน่ายในพื้นที่ มีกำลังการผลิตประมาณ 600-1,000 บาร์เรลต่อวัน ดำเนินงานโดย ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหาร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและผู้บริหารหลักเพียงรายเดียว
ประวัติเริ่มจากพบน้ำมันดิบไหลซึมเองตามธรรมชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 12 กันยายน 2499 ให้กรมการพลังงานทหารรับโอนกิจการจากกรมโลหกิจเพื่อดำเนินการสำรวจ ผลิต และกลั่น ที่ตั้งอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ (ครอบคลุมพื้นที่ ต.แม่คะ, แม่สูน และสันทราย) ผู้ถือหุ้นหลัก/ผู้ดำเนินการศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (เป็นหน่วยงานรัฐ 100%)
ประเทศที่อาบน้ำบ่อย ที่สุดในโลก
"ปลาแสงอาทิตย์" : ปลาที่ฉีกกฏทุกข้อของความเป็นปลา
5 โรงเรียนไทยพื้นที่กว้าง เดินเปลี่ยนตึกยังเหมือนข้ามโซน
ทำเลที่ดินน่าจับตาช่วงนี้ เมืองไหนมีปัจจัยหนุนให้โตต่อ
ไทยส่งเครื่องบินรบขึ้นฟ้า หลังสถานการณ์ในพม่า ทวีความรุนแรงขึ้น
ปลาสิงโตจากตัวรุกรานทะเล สู่เมนูที่ช่วยลดแรงกดต่อปะการัง
พ่อแม่ทำร้ายลูกจนตายก่อนนำไปฝังโบกปูนทับ
จังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอ
ทะเลสาบสีเลือดที่เปลี่ยนสัตว์ให้เป็นหิน
ส้มแขก สมุนไพรใต้รสเปรี้ยวกับ HCA ที่ควรรู้ก่อนกินดูแลรูปร่าง
อีกาอาบมด ทำไมศัตรูตัวจิ๋วจึงกลายเป็นผู้ช่วยดูแลขน
"จิ้งจก" เมนูยาโด๊ปและสรรพคุณทางยาในมุมมองภูมิปัญญาชาวบ้าน
"เอ ศุภชัย" เปิดซองงานแต่ง "ณเดชน์-ญาญ่า"
😁 ชวนเข้ามาดูเคล็ดลับในครัวง่าย ๆ ที่คนส่วนน้อยรู้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ 😉
ทะเลสาบสีเลือดที่เปลี่ยนสัตว์ให้เป็นหิน
พ่อแม่ทำร้ายลูกจนตายก่อนนำไปฝังโบกปูนทับ



