สีที่ครั้งหนึ่ง มีราคาแพงกว่าทองคำ! เปิดตำนานสี "Ultramarine" สี่ทีทำจากอัญมณีซึ่งไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวจะซื้อได้...
เขียนโดย dukedick
หาก Tiffany Blue คือสีที่ทรงพลังในโลกแบรนด์ดิ้ง สีน้ำเงิน อัลตรามารีน ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น “ราชินีแห่งสี” ในประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเม็ดสีที่ล้ำค่าจนถูกมองว่าแพงพอ ๆ กับ หรือในบางบริบทก็แพงกว่าทองคำได้เลย ความพิเศษของมันไม่ได้อยู่แค่ความงามของเฉดน้ำเงินเข้มลึกเท่านั้น แต่อยู่ที่ต้นกำเนิดอันหรูหรา กระบวนการผลิตที่ยากลำบาก และสถานะทางวัฒนธรรมที่ทำให้มันกลายเป็นสีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความมั่งคั่งในโลกตะวันตกมาหลายศตวรรษ
ต่างจากสีหลายชนิดที่ได้จากดิน แร่พื้นฐาน หรือพืชพรรณ อัลตรามารีนแบบดั้งเดิมสกัดจาก ลาปิส ลาซูลี หินกึ่งรัตนชาติสีน้ำเงินเข้มที่มีแหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ในแถบอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะบริเวณบาดัคชาน สีนี้จึงไม่ใช่เพียง “สีฟ้า” หากเป็นผลผลิตของการค้าระยะไกล ความเสี่ยงในการขนส่ง และห่วงโซ่มูลค่าที่เริ่มต้นจากภูเขาห่างไกลแล้วเดินทางเข้าสู่ยุโรปผ่านเส้นทางการค้าข้ามทวีป คำว่า ultramarine เองก็มาจากภาษาละติน ultramarinus แปลว่า “จากโพ้นทะเล” หรือ “beyond the sea” สะท้อนต้นกำเนิดอันแสนไกลของมันได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นความแพงของสีอัลตรามารีนไม่ได้เกิดจากวัตถุดิบหายากเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากกระบวนการสกัดที่ละเอียดอ่อนมาก เม็ดสีธรรมชาติไม่ได้เกิดจากการเอาหินมาบดแล้วใช้งานได้ทันที หากต้องแยกส่วนแร่สีน้ำเงินออกจากแร่ชนิดอื่นในก้อนลาปิส ลาซูลีด้วยการบด ล้าง และทำให้บริสุทธิ์หลายขั้นตอน งานวิจัยร่วมสมัยที่ศึกษาวิธีผลิตในอดีตยังยืนยันว่า การเตรียมอัลตรามารีนเกี่ยวข้องกับการใช้ส่วนผสมอินทรีย์และการแยกเม็ดสีอย่างพิถีพิถัน จึงไม่แปลกที่พิกเมนต์คุณภาพดีที่สุดจะมีราคาสูงมาก และแต่ละรอบการสกัดก็ให้คุณภาพสีต่างกัน โดยเม็ดสีชุดแรกมักเข้มและมีค่าที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ในยุคกลางและยุคเรอเนสซองซ์ อัลตรามารีนจึงกลายเป็นสีที่ถูกสงวนไว้สำหรับส่วนสำคัญที่สุดของภาพ โดยเฉพาะ ฉลองพระองค์ของพระแม่มารี ซึ่งในศิลปะคริสต์ตะวันตกสีน้ำเงินชนิดนี้สื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ เกียรติยศ และฐานะของผู้ว่าจ้างงาน จนมีข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์และสถาบันศิลปะว่าหลายศตวรรษในโลกศิลปะตะวันตก อัลตรามารีนแทบจะถูกผูกโยงกับผ้าคลุมของพระแม่มารีโดยเฉพาะ การใช้มันจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งศรัทธาและการอวดศักยภาพทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
ชื่อของศิลปินอย่าง Michelangelo และ Raphael มักถูกเล่าควบคู่กับสีนี้เสมอ เพราะในยุคนั้นศิลปินไม่ได้มีอิสระจะใช้เม็ดสีราคาแพงตามใจชอบทุกครั้ง การจัดสรรอัลตรามารีนมักขึ้นกับงบประมาณและบางครั้งก็เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของงานว่าจ้างโดยตรง เรื่องเล่าว่า Michelangelo เคยประสบปัญหาเรื่องการได้มาซึ่งอัลตรามารีนสำหรับงานบางชิ้น ขณะที่ศิลปินยุคเรอเนสซองซ์จำนวนมากจะใช้มันเฉพาะจุดบนสุดของภาพหรือเฉพาะส่วนที่ต้องการเน้นความสำคัญสูงสุด มากกว่าจะใช้ปูทั้งผืนอย่างฟุ่มเฟือย
ส่วนในโลกของจิตรกรรมดัตช์ ไม่มีใครถูกพูดถึงคู่กับอัลตรามารีนมากไปกว่า Johannes Vermeer ศิลปินผู้สร้าง Girl with a Pearl Earring และภาพภายในห้องอันเปล่งประกายด้วยแสงเย็นนุ่ม Vermeer ขึ้นชื่อว่าใช้ natural ultramarine อย่างใจกว้างกว่าศิลปินร่วมยุคหลายคน ไม่เพียงใช้กับผ้าโพกศีรษะหรือเสื้อคลุมเท่านั้น แต่ยังใช้ในเงา การสะท้อน และชั้นสีที่ทำให้ภาพของเขาดูลึก โปร่ง และมีชีวิตอย่างน่าประหลาด นักอนุรักษ์และแหล่งข้อมูลเฉพาะทางเกี่ยวกับ Vermeer ชี้ตรงกันว่าเขาให้ความสำคัญกับเม็ดสีชนิดนี้อย่างยิ่ง ส่วนเรื่องที่เขา “ยอมเป็นหนี้เพราะหลงรักอัลตรามารีน” นั้นควรมองเป็นคำอธิบายเชิงเล่าขานมากกว่าข้อสรุปตรงไปตรงมา แม้จะเป็นความจริงว่าช่วงปลายชีวิตเขามีปัญหาการเงิน และยังคงใช้ ultramarine อยู่ในงานของตน
เสน่ห์ของอัลตรามารีนยังอยู่ที่คุณภาพทางสายตาซึ่งยากจะอธิบายด้วยคำว่า “น้ำเงิน” เพียงคำเดียว สีจากลาปิส ลาซูลีธรรมชาติให้ความรู้สึกลึก นุ่ม และมีประกายบางอย่างที่นักทำสีและนักอนุรักษ์จำนวนมากมองว่าสีสังเคราะห์เลียนแบบได้ไม่สมบูรณ์นัก แม้ปัจจุบันเราจะมี French Ultramarine หรืออัลตรามารีนสังเคราะห์ที่ผลิตได้ในโรงงานตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1820 ทำให้เม็ดสีชนิดนี้เข้าถึงได้กว้างขึ้นมาก แต่ในมุมมองของศิลปินและนักอนุรักษ์บางกลุ่ม สีจากหินธรรมชาติแท้ก็ยังมีมิติและความซับซ้อนเฉพาะตัวที่ทำให้มันเป็นวัตถุแห่งความหลงใหลมาจนทุกวันนี้
อัลตรามารีนจึงไม่ใช่แค่สีหนึ่งเฉดในวงล้อสี แต่เป็นสีที่รวมเอาประวัติศาสตร์การค้า ธรณีวิทยา ศาสนา เศรษฐศาสตร์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม มันเคยเป็นเม็ดสีของชนชั้นสูง ของภาพศักดิ์สิทธิ์ ของความทะเยอทะยานทางศิลปะ และของความฟุ่มเฟือยที่มีความหมาย ในโลกที่ทุกวันนี้เราซื้อสีน้ำเงินได้แทบทุกเฉดด้วยราคาไม่แพง เรื่องราวของอัลตรามารีนจึงยิ่งทำให้เราเห็นว่า บางครั้ง “สี” หนึ่งสี ก็เคยมีค่ามากพอจะเปลี่ยนทั้งวิธีวาดภาพและวิธีมองโลกของผู้คนมาแล้วจริง ๆ
เขียนโดย dukedick
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
อำเภอที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในไทย
ความแตกต่างระหว่าง เบียร์ช้าง กับ เบียร์ลีโอ
5 อาชีพในไทย ที่ เงินเดือนเริ่มต้นสูง แบบงง ๆ บางงานเด็กจบใหม่ก็แตะ 30K+
ต้นไม้ที่ให้ร่มเงามากที่สุด 5 อันดับ
“เจเจ” อดีตภรรยา ขับรถ 300 กม. รับอัฐิ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หลังดราม่ายังไม่จบ
นกหายากที่พบได้ที่เดียวบนโลก ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีของไทย
กิล่ามอนสเตอร์ สัตว์ทะเลทรายมีพิษ ซ่อนคุณค่าทางการแพทย์
แบรนด์ไทย กลายเป็นสัญลักษณ์ความหรูหรา ในลาว
เงินเดือนทหารไทย VS เงินเดือนทหารกัมพูชา
จังหวัดที่ “ร้อนที่สุดในไทย” อุณหภูมิพุ่งจนคนอยู่ไม่ไหว
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มี ‘อำเภอเมือง
จังหวัดที่ “คนรวยเยอะที่สุดในไทย” ไม่ใช่ที่คุณคิดอันดับแรก
คณะหมอลำที่โด่งดังที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย
เงินเดือนทหารไทย VS เงินเดือนทหารกัมพูชา
ชายวัย 50 สารภาพแล้วว่าเป็นคนจุดไฟเผาที่แยกชิบูย่า
ทำไมกางเกงยีนส์ "ที่สมบูรณ์แบบ" จึงยังคงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
หวานสังหาร! 10 ความลับมืดดำของ “น้ำตาล” ยาพิษในคราบขนมหวานที่กำลังกัดกินร่างคุณจากข้างใน






