หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

อีสุกอีใสเป็นแล้วจะเป็นซ้ำหรือไม่ ไขข้อเท็จจริงเรื่องภูมิ

โพสท์โดย kyogisa

ความเชื่อที่ว่า "โรคอีสุกอีใสเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก" หรือการมีภูมิคุ้มกันถาวรหลังการติดเชื้อในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่ส่งต่อกันมานานจนทำให้หลายคนละเลยการป้องกันตนเองเมื่อต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 ยืนยันว่าความเชื่อนี้ "ไม่เป็นความจริงทั้งหมด" และมีเงื่อนไขสำคัญที่ร่างกายอาจกลับมาเผชิญกับเชื้อไวรัสชนิดเดิมได้อีกครั้งในรูปแบบที่ต่างออกไป

โอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ: น้อยแต่มีอยู่จริง
จากการตรวจสอบข้อมูลข้อแนะนำทางการแพทย์ร่วมกับกรมควบคุมโรค พบว่าโดยปกติแล้วเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใส ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อในอนาคต ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม "ยังมีโอกาสป่วยซ้ำได้" แม้จะพบได้น้อยมาก โดยมักเกิดขึ้นกับกลุ่มเฉพาะ ดังนี้:

ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือบกพร่อง

ผู้ที่ต้องใช้ยากดภูมิหรือยารักษาโรคบางชนิดเป็นเวลานาน

ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติลดลงตามวัยหรือสุขภาพถดถอย

เชื้อที่ไม่ได้หายไปไหน แต่ "ซ่อนตัว" รอเวลา
ประเด็นสำคัญที่หลายคนไม่ทราบคือ เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจากร่างกายทั้งหมด แต่มันจะเข้าไป "หลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท" ในสภาวะสงบ และหากวันใดที่ร่างกายอ่อนแอลง เชื้อตัวเดิมนี้จะกลับมาแสดงอาการอีกครั้งในรูปแบบของ "โรคงูสวัด" ซึ่งถือเป็นเชื้อตัวเดียวกันแต่แสดงอาการต่างออกไปจากการติดเชื้อครั้งแรก และมักสร้างความเจ็บปวดรุนแรงกว่า

อันตรายของการติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่
ทางการแพทย์เน้นย้ำว่า หากใครที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้ในวัยเด็ก ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการติดเชื้อครั้งแรกในตอนที่เป็นผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่าเด็กมาก และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ปอดบวม หรือสมองอักเสบ ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันจึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือต้องการเสริมเกราะป้องกันให้ร่างกาย


คำกล่าวที่ว่า "เป็นอีสุกอีใสแล้วจะไม่เป็นอีก" จึงเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว เพราะแม้ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกัน แต่เชื้อยังคงฝังตัวอยู่ในปมประสาทและพร้อมจะเปลี่ยนร่างเป็น "งูสวัด" ได้ทุกเมื่อ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและเข้ารับการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสตัวเดิมกลับมาทำร้ายเราได้อีกในอนาคต

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเชื้ออีสุกอีใสไม่ได้หายไปจากร่างกายทั้งหมด คำถามต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ

แล้วทำไมบางคนไม่เคยเป็นงูสวัดเลยตลอดชีวิต?

คำตอบอยู่ที่ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย

หลังจากที่ร่างกายเคยติดเชื้ออีสุกอีใส ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างเซลล์ป้องกันที่เรียกว่า memory immune cells ขึ้นมา ทำหน้าที่เหมือน “ยามเฝ้าเชื้อ” คอยกดไวรัสไม่ให้กลับมาแสดงอาการอีก

ตราบใดที่ระบบภูมิคุ้มกันยังแข็งแรง เชื้อก็จะยังคงอยู่ในสภาวะสงบ

แต่เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น

ไวรัสที่ซ่อนอยู่ก็อาจ “ตื่นขึ้นมา” และเดินทางตามเส้นประสาทไปยังผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นตุ่มน้ำและอาการปวดแสบปวดร้อนที่เรียกว่า โรคงูสวัด

ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลกมีโอกาสเป็นงูสวัดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังอายุ 50 ปี

และนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มแนะนำ วัคซีนป้องกันงูสวัดสำหรับผู้สูงอายุ แม้ว่าจะเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนแล้วก็ตาม

อีกเรื่องที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคือ

คนที่เป็นงูสวัดสามารถแพร่เชื้อให้อีกคนเป็นงูสวัดได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่โดยตรง

ผู้ป่วยงูสวัดสามารถแพร่เชื้อ Varicella-Zoster ผ่านน้ำจากตุ่มผื่นได้ แต่คนที่รับเชื้อจะไม่ได้เป็นงูสวัดทันที หากไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน เขาจะเกิดอาการ อีสุกอีใส แทน

ดังนั้นจึงมักมีคำแนะนำให้ผู้ป่วยงูสวัดหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับ

เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

ท้ายที่สุด แม้โรคอีสุกอีใสจะถูกมองว่าเป็นโรคธรรมดาในวัยเด็ก แต่ในทางการแพทย์ยังคงถือว่าเป็น โรคติดเชื้อที่ควรป้องกันอย่างจริงจัง

การฉีดวัคซีน การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และการรู้เท่าทันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรค จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากไวรัสชนิดนี้

เพราะบางครั้ง เชื้อที่เราคิดว่าหายไปแล้ว อาจเพียงแค่ “ซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ” และรอจังหวะที่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้นเอง

#อีสุกอีใส #งูสวัด #ภูมิคุ้มกัน #กรมควบคุมโรค #สุขภาพ #เช็กข้อเท็จจริง #วัคซีนป้องกันโรค

โพสท์โดย: kyogisa
อ้างอิงจาก: คำแนะนำจาก นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค
ข้อมูลกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กรมควบคุมโรค
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
kyogisa's profile


โพสท์โดย: kyogisa
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
40 VOTES (5/5 จาก 8 คน)
VOTED: Freya Rune, goldfish13, projor007, famai, แด๊ดดี้จอแดน โค้ดชีวิตพลิกชะตา, ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์, davin, kyogisa
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ชาติเดียวในอาเซียนที่สามารถผสมผสานการใช้งานเครื่องบิน F-16 (สหรัฐฯ) และ JAS 39 Gripen (สวีเดน) ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดจังหวัดที่อากาศดีที่สุดในไทยAI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวด 16 มี.ค. 2569สถานศึกษาที่มีนักเรียนน้อยที่สุดในประเทศไทยเปิด 10 สิ่งก่อสร้างใหญ่ที่สุดในโลก มนุษย์สร้าง ไทยติดอันดับด้วย7 ประเทศร่วมกันคว่ำบาตร พิธีเปิดและปิดพาราลิมปิกฤดูหนาวประเทศที่ขอสัญชาติได้ยากที่สุด อันดับที่หนึ่งของโลกค่าตอบแทนพนักงานเช็ดกระจกบนตึกสูงเปิด 8 ความเข้าใจผิดเรื่องรถยนต์ ที่คนใช้รถยังเชื่อกันอยู่เงินเดือนพนักงานรถไฟฟ้าBTSเปิดรายได้นักบิน F-16 ในประเทศไทย3 อันดับเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ย้อนคดี เสริม สาครราษฎร์ จากอัจฉริยะ สู่ฆาตกรสะเทือนสังคมไทยเมื่อ "งานวัด" เปลี่ยนไป: หมดยุคตักปลา สลัดพู่กัน แล้วหันมาสวมวิญญาณ "เชฟตัวจิ๋ว"ประเทศที่ขอสัญชาติได้ยากที่สุด อันดับที่หนึ่งของโลกแจ้งความเอาผิดสามีนางเอกช่องดัง "นนนี่" หลอกลงทุนคริปโต สุดท้ายหนีออกนอกประเทศทั้งคู่"เลขเด็ดจากดวงดาว" งวดวันที่ 16 มีนาคม 69..เลขไหนมา เอาปากกาจดเลย!
เมื่อ "งานวัด" เปลี่ยนไป: หมดยุคตักปลา สลัดพู่กัน แล้วหันมาสวมวิญญาณ "เชฟตัวจิ๋ว"รู้จัก แกะแร็กก้า แห่งฮังการี แกะเขาเกลียวสุดแปลกของโลกชาวคาลมิก พุทธศาสนิกชนกลุ่มสุดท้ายบนแผ่นดินยุโรปทำไมพฤติกรรมบางอย่างของคนไทย ถึงทำให้ต่างชาติแปลกใจ
ตั้งกระทู้ใหม่