ปรับเปลี่ยนชีวิต พิชิตความขี้เกียจ แค่เข้าใจสาเหตุ ความขี้เกียจ จัดการได้ง่ายกว่าที่คิด
ทำไมคนเราถึงขี้เกียจ ?
1.การสะสมพลังงานของสมอง ย้อนไปสมัยอดีต มนุษย์จำเป็นต้องอยู่ในโหมดรักษาพลังงาน เพื่อไว้หนีอันตราย และสมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากถึง 20% ทำให้สมองมักจะเลือกทางที่ง่ายกว่า คือ การใช้พลังงานให้น้อย เช่น หากต้องเลือกระหว่าง การตบมือ 3 ครั้ง กับ การกระโดดตบ 3 ครั้ง แน่นอนว่า เราจะเลือกการตบมือ 3 ครั้ง เพราะ สมองจะคำนวณแล้วว่า การตบมือ ใช้พลังงานน้อยกว่า การกระโดดตบ นั่นเอง
2.ปัญหาด้านอารมณ์ ความเครียด ความกังวล ส่งผลต่อความขยัน หากอารมณ์ไม่พร้อม ทำให้การจดจ่อในการทำสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งการตัดสินใจทำได้ยากขึ้น
3.ทัศนคติเชิงลบต่อการเรียน หรือการทำสิ่งต่าง ๆ การมีทัศนคติเชิงลบว่าการเรียน หรือ การทำสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นเรื่องที่ยาก เราไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน ทำให้สมองของเราเชื่อแบบนั้น และไม่พยายามที่จะเรียนรู้
4.ขาดจุดมุ่งหมาย การต้องทำบางสิ่งบางอย่าง อย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย อาจทำให้ขาดแรงจูงใจ ขาดแรงผลักดันในการที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ให้สำเร็จได้
5.กิจกรรม งาน หรือ การเรียนที่ยากเกินไป หากงานที่ต้องทำมีความยากเกินทักษะของเรา ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เราขี้เกียจทำงานนั้น ๆ เช่นกัน
ปรับเปลี่ยนชีวิต พิชิตความขี้เกียจ
1.ปรับมื้ออาหาร การแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าและความขี้เกียจได้ เนื่องจากสมองต้องการสารอาหาร เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานอยู่ตลอดเวลา ควรเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลน้อยเพื่อให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้า เช่น ถั่ว ธัญพืช ผักที่มีเส้นใยสูง น้ำมันมะกอก อาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มนาน มีเรี่ยวแรง มากกว่า การกินอาหารประเภทแป้งที่มีน้ำตาลสูง
2.นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่เรื้อรัง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ต่อแรงผลักดันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และ ระดับพลังงานในร่างกาย เป็นผลทำให้ขี้เกียจการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ป้องกันอาการง่วง เฉื่อยชา และ ขี้เกียจระหว่างวัน โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรนอนหลับวันละ 7-9 ชั่วโมง
3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีพลังงานตลอดวัน ช่วยลดความเครียด และยังเพิ่มความแข็งแรงทนทานของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ดื่มน้ำ หากเกิดภาวะขาดน้ำ จะทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายช้าลง เป็นสาเหตุทำให้รู้สึกอ่อนล้า ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอกจากนี้ อาจใส่ผลไม้ลงไปในน้ำดื่ม เช่น มะนาว เบอร์รี่ แตงกวา เป็นต้น เพื่อเพิ่มสีสัน ทำให้รู้สึกสดชื่น
5.ควบคุมความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและขี้เกียจ การพบปะสังสรรค์กับเพื่อน การเข้าร่วมกลุ่มแบ่งปันประสบการณ์กับผู้ที่เผชิญปัญหาคล้าย ๆ กัน หรือการปรึกษาจิตแพทย์ อาจช่วยลดระดับความเครียดลงได้ เลือกทำกิจกรรมช่วยผ่อนคลาย นั่งสมาธิ เล่นโยคะ หรือ ไทชิ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้รู้สึกง่วงซึม ส่งผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น กระตุ้นคลื่นสมองทำให้รู้สึกตื่นตัว เกิดปัญหานอนไม่หลับ จึงรู้สึกอ่อนเพลีย และ เหนื่อยล้าในวันรุ่งขึ้น จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในตอนกลางวัน เนื่องจากแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาททำให้รู้สึกง่วงและขี้เกียจ ควรจำกัดปริมาณให้เหมาะสม เพื่อป้องกันความอ่อนล้า อาการง่วงซึมที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้
ประเทศที่อาบน้ำบ่อย ที่สุดในโลก
5 โรงเรียนไทยพื้นที่กว้าง เดินเปลี่ยนตึกยังเหมือนข้ามโซน
จังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอ
ปลาสิงโตจากตัวรุกรานทะเล สู่เมนูที่ช่วยลดแรงกดต่อปะการัง
"ปลาแสงอาทิตย์" : ปลาที่ฉีกกฏทุกข้อของความเป็นปลา
ทำเลที่ดินน่าจับตาช่วงนี้ เมืองไหนมีปัจจัยหนุนให้โตต่อ
เทศกาลที่มีสถิติผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในโลก
อีกาอาบมด ทำไมศัตรูตัวจิ๋วจึงกลายเป็นผู้ช่วยดูแลขน
ส้มแขก สมุนไพรใต้รสเปรี้ยวกับ HCA ที่ควรรู้ก่อนกินดูแลรูปร่าง
ประเทศที่แบนราบที่สุด พื้นที่อยู่ต่ำติดน้ำทะลมากที่สุดในโลก
อาเซียนกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ประเทศไทยอยู่ตรงไหนใน 5 อันดับ
เมียนมาลดโทษอองซานซูจีอีกครั้ง แต่ยังไม่เห็นทางปล่อยตัว
ฟินแลนด์ถึงญี่ปุ่น ทำไมวัฒนธรรมกินจืดถูกโยงกับสุขภาพ
ประเทศที่มีโรงแรมสัญชาติไทย ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก
อิหร่านขู่ใช้อาวุธใหม่ หลังทรัมป์ปัดข้อเสนอฮอร์มุซ
เงินเดือนครูกับพนักงาน อบต. ต่างกันแค่ไหน งานไหนมั่นคงกว่าระยะยาว








