ปวดหัวจนตาลาย อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก! เตือนสัญญาณร่างกายที่หลายคนมองข้าม
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง “อาการปวดหัว” ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคยกันดี บางคนปวดนิดเดียวก็หาย แต่บางครั้งกลับปวดจนตาลาย มึนงง เหมือนโลกหมุน จนทำอะไรไม่ค่อยถนัด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ยังรู้สึกปกติดีอยู่
พอได้อ่านรายละเอียดลึกลงไป ก็ทำให้รู้ว่าอาการปวดหัวที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แท้จริงแล้วร่างกายกำลังส่งสัญญาณบางอย่างมาบอกเราอยู่ เพียงแต่หลายคนมักจะไม่ทันสังเกต หรือคิดว่าเดี๋ยวก็คงหายเอง
ในชีวิตประจำวันของคนเรา อาการปวดหัวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งก็เป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกสะสมหลายวัน ร่างกายอ่อนล้า สมองจึงตอบสนองด้วยอาการปวดหัว บางคนทำงานหนักหรือใช้สายตากับหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์นานเกินไป กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ตึงตัว ก็ทำให้เกิดอาการปวดหัวตามมาได้เหมือนกัน
อีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยก็คือการดื่มน้ำน้อย หลายคนยุ่งกับงานทั้งวันจนลืมดื่มน้ำ พอร่างกายขาดน้ำก็จะเริ่มมีอาการมึนหัว เวียนศีรษะ หรือปวดหัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว บางคนก็เกิดจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา โดยเฉพาะถ้าปล่อยให้ท้องว่างนาน ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ร่างกายจะเริ่มอ่อนแรง มือสั่น และมีอาการตาลายร่วมกับปวดหัวได้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลายคนมองไม่เห็น แต่กลับส่งผลกับร่างกายอย่างมาก เมื่อความเครียดสะสมอยู่ในร่างกายนาน ๆ กล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและต้นคอจะตึงตัว จนทำให้รู้สึกปวดหัวแบบตื้อ ๆ ได้ทั้งวัน
บางคนอาจเคยเจออาการปวดหัวแบบตุบ ๆ ปวดแรงเป็นพัก ๆ บางครั้งมีอาการคลื่นไส้หรือแพ้แสงร่วมด้วย ลักษณะนี้อาจเป็นไมเกรน ซึ่งเป็นอาการปวดหัวอีกชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในคนที่พักผ่อนน้อยหรือมีความเครียดสูง
ส่วนอาการปวดหัวที่มาพร้อมกับตาลาย หน้ามืด หรือเหมือนจะเป็นลม บางครั้งก็อาจเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นความดันสูงหรือความดันต่ำก็ตาม
เมื่อเริ่มรู้สึกปวดหัว สิ่งที่ควรทำก่อนอย่างแรกก็คือหยุดพักสักครู่ ลองนั่งนิ่ง ๆ ในที่อากาศถ่ายเท ดื่มน้ำสักแก้ว หรือหลับตาพักสายตาสักระยะ บางครั้งเพียงแค่ร่างกายได้พัก อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น
การนวดเบา ๆ บริเวณขมับ ต้นคอ หรือหัวไหล่ ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดหัวได้ไม่น้อย รวมถึงการนอนพักในห้องที่เงียบและแสงไม่จ้า เพราะแสงและเสียงบางครั้งก็ทำให้อาการปวดหัวหนักขึ้นได้
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการดูแลตัวเองในระยะยาว พยายามนอนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ดื่มน้ำให้มากพอในแต่ละวัน และหาเวลาพักผ่อนจากความเครียดบ้าง เพราะสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง
อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดหัวเกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ หรือปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว โดยเฉพาะถ้ามีอาการตาลาย แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือรู้สึกเหมือนจะหมดสติร่วมด้วย แบบนี้ไม่ควรปล่อยผ่าน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด
บางครั้งร่างกายของคนเราก็เหมือนกำลังส่งสัญญาณเตือนเล็ก ๆ มาให้รู้ว่า ถึงเวลาที่ควรหยุดพักและหันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะอาการปวดหัวที่ดูเหมือนเล็กน้อยในวันนี้ หากปล่อยไว้นาน ๆ ก็อาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่าที่คิดได้เหมือนกัน.
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
อำเภอที่เจริญที่สุด มีเศรษฐกิจดีที่สุดในประเทศไทย
ไขความลับยีราฟ: ทำไมลิ้นต้องยาวครึ่งเมตรและมีสีน้ำเงินเข้ม?
เลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 1 ตุลาคม 69
เทียบ 5 สำนักงวด 1 ต.ค. 69 เลขไหนซ้ำกัน? 3-5-8 โผล่หลายโพย
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 1 ตุลาคม 69
กรุงเทพฯ เคยน้ำท่วมนาน 4 เดือน! ย้อนรอยมหาอุทกภัยปี 2526
ไขปริศนาใกล้ตัว: รูเล็กๆ บนขาปลั๊กไฟ มีไว้ทำไมและช่วยอะไรได้บ้าง
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ตุลาคม ย้อนหลัง 5 ปี
Google Earth เช็กได้ไหมว่าบ้านเราอยู่ในแอ่ง? ดู Elevation Profile ได้ แต่ห้ามใช้แทนแผนที่น้ำท่วม
ปฏิทินจีน 1 ต.ค. 69 เลข 2-7-8-0-3 โผล่ในปฏิทินครอบครัวข่าว 3
โรงเรียนกวดวิชายุค 90s หายไปไหน ทำไมสยามไม่เหมือนเดิม
ปฏิทินคำชะโนด 1 ต.ค. 69 เลข 56-08-69 เปิดอีกชั้น 95 จากวันออกรางวัล
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ตุลาคม ย้อนหลัง 5 ปี
รถยนต์แบรนด์สัญชาติไทย รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดกาล


