พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายดวงตา เตือนภัยตาเสื่อม–ตาบอด พร้อมแนวทางดูแลให้เห็นชัดไปได้อีกนาน
เมื่อครู่นี้ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยโรคตาเสื่อมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและวัยเกษียณ อ่านแล้วอดสะดุดใจไม่ได้ เพราะ “ดวงตา” คือหน้าต่างของชีวิต เราใช้มันตั้งแต่ลืมตาตื่นจนเข้านอน แต่กลับดูแลน้อยกว่าส่วนอื่นของร่างกาย
ความจริงที่ต้องยอมรับคือ โรคเกี่ยวกับดวงตาหลายชนิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากแต่เกิดจากพฤติกรรมสะสมยาวนานโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือแม้กระทั่งภาวะสูญเสียการมองเห็นถาวร
พฤติกรรมแรกที่เสี่ยงอย่างมาก คือการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานโดยไม่พัก ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ แสงสีฟ้าจากหน้าจอและการเพ่งตาต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า เกิดภาวะตาแห้ง ปวดตา มองภาพไม่ชัด หากปล่อยสะสมเรื้อรัง อาจเร่งให้สายตาเสื่อมเร็วขึ้น
พฤติกรรมต่อมาคือการขยี้ตาแรง ๆ โดยเฉพาะเวลาคันหรือระคายเคือง มือของเราสัมผัสสิ่งสกปรกมาตลอดวัน เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ กระจกตาอักเสบ และปัญหาอื่นตามมา
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการละเลยโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง โรคเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา หากควบคุมไม่ดี อาจเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อม เลือดออกในตา หรือถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวร
การสูบบุหรี่ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและเพิ่มโอกาสเกิดจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ ขณะที่การออกกลางแดดจัดโดยไม่สวมแว่นกันแดดคุณภาพดี ก็เพิ่มความเสี่ยงต้อกระจกในระยะยาว
สำหรับแนวทางดูแลดวงตา สิ่งแรกที่ควรทำคือพักสายตาเป็นระยะ โดยใช้หลัก 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที มองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต นาน 20 วินาที เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อตา ควรปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสม ไม่สว่างหรือมืดเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ในที่มืดสนิท
ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ ลูทีน และโอเมก้า-3 เช่น ผักใบเขียว แครอท ฟักทอง ปลา และไข่ เพื่อบำรุงจอประสาทตา ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อลดอาการตาแห้ง และที่สำคัญควรตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 50 ปี หรือมีโรคประจำตัว
สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดคือซื้อยาหยอดตามาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ใช้คอนแทคเลนส์เกินเวลาที่กำหนด หรือใส่นอนทั้งคืนโดยไม่จำเป็น รวมถึงการละเลยอาการผิดปกติ เช่น เห็นแสงแฟลช จุดดำลอยไปมา หรือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายแรง
สำหรับผู้สูงอายุ ดวงตายิ่งต้องการการดูแลมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อมของเลนส์ตาและจอประสาทตาเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราสามารถชะลอได้ด้วยการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง
อย่ารอให้ภาพที่เคยชัดเจนค่อย ๆ เลือนรางแล้วจึงหันมาใส่ใจ เพราะบางความเสียหายไม่สามารถย้อนกลับได้ ดวงตาไม่ใช่อะไหล่ที่เปลี่ยนได้ง่ายเหมือนชิ้นส่วนเครื่องจักร หากเรารักษาไว้ดีตั้งแต่วันนี้ โลกใบเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจน ก็จะอยู่กับเราไปได้อีกยาวนาน.
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69
ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ
6 ประเทศที่ไม่มีกลางวัน
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
5 (ต่าง)จังหวัด ที่สอบติดหมอมากที่สุดในประเทศไทย
ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย
จังหวัดไหนมีเส้นทางธรรมชาติขับรถสวยที่สุด
6 ประเทศที่ไม่มีกลางวัน
เจาะลึกนวัตกรรม ISB: โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในไทยปี 2026
“กลอรี่ โฮล”(Glory Hole) ประตูระบายน้ำสุดพิศวงใจกลางแคลิฟอร์เนีย
ระวังสนิมกินทั้งคัน! "รูจิ๋วใต้ขอบประตูรถ" มีไว้ทำไม? เรื่องเล็กที่คนรักรถมองข้าม จนต้องเสียเงินซ่อมหลักหมื่นแบบไม่รู้ตัว!
ย้อนรอยเมนูเด็ดรุ่นปู่ย่า! 4 วิธีกิน "ข้าวสวย" คู่กับผลไม้และน้ำมันหมู เรื่องแปลกที่อร่อยจริง

