หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

5 การค้นพบที่ "สุดแปลก ทั้งน่าทึ้ง และน่าสะพรึงกลัว"


เขียนโดย ลูกสาวอบต

 

1.มัมมี่ของกษัตริย์ตุตันคามุนถูกตัดศีรษะและแยกชิ้นส่วนหลังการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์

เป็นการค้นพบที่มาพร้อมกับความเสียหาย แม้ว่าการค้นพบสุสานของกษัตริย์ตุตันคามุน (King Tut) ในปี 1922 โดย Howard Carter จะเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมาคือ ร่างมัมมี่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำมือของทีมนักวิจัยเอง

 เมื่อ Carter เปิดโลงศพชั้นในสุดที่ทำจากทองคำแท้ เขาพบว่าร่างของกษัตริย์หนุ่มถูกยึดติดแน่นกับก้นโลงด้วย "ยางไม้สีดำ" ปริมาณมากที่เทลงไปในระหว่างพิธีศพ เมื่อเวลาผ่านไปยางไม้เหล่านี้ได้แข็งตัวจนกลายเป็นเหมือนหิน

เพื่อที่จะนำสมบัติและหน้ากากทองคำอันล้ำค่าออกมา Carter และทีมงานได้พยายามหลายวิธี ตั้งแต่การนำโลงไปตากแดดที่ร้อนจัดเพื่อให้ยางไม้ละลายแต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดพวกเขาจึงตัดสินใจใช้ "มีดเผาไฟจนร้อน" ค่อยๆ แซะและตัดร่างมัมมี่ออกเป็นชิ้นๆ

ในกระบวนการนี้ ร่างของกษัตริย์ตุตันคามุนถูกตัดศีรษะเพื่อเอาหน้ากากทองคำออก แขนและขาถูกแยกออกจากลำตัว และลำตัวถูกตัดแบ่งเป็นส่วนๆ เพื่อให้หลุดออกจากยางไม้ที่ยึดติดกับโลงศพ

หลังจากที่ได้สมบัติออกมาแล้ว ทีมงานได้พยายามนำชิ้นส่วนของร่างมัมมี่มาประกอบกันใหม่บนถาดทราย และใช้ยางไม้หรือวัสดุอื่นๆ ช่วยยึดไว้เพื่อให้ดูเหมือนว่าร่างยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เมื่อมีการถ่ายภาพหรือตรวจสอบในภายหลัง

มุมมองนักโบราณคดีสมัยใหม่: นักวิจัยในปัจจุบันมองว่าการกระทำของ Carter เป็น "อาชญากรรมทางโบราณคดี" แม้จะเข้าใจได้ว่าในยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ทันสมัย แต่การใช้วิธีรุนแรงและจงใจปกปิดความเสียหายถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในมาตรฐานปัจจุบัน

 

2.นี่คือผลการทำ CT สแกนเผยช่วงเวลาสุดท้ายของเด็กชาวอินคาที่ถูกบูชายัญเพื่อเป็นผู้นำสารไปสู่พระเจ้า) 

เมื่อประมาณ 500 ปีก่อน ในอาณาจักรอินคา มีพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า "คาปาโกชา" (Capacocha) ซึ่งเป็นการบูชายัญมนุษย์ (มักเป็นเด็ก) บนยอดภูเขาไฟสูงในเปรู เพื่อระงับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญ หรือเพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับเทพเจ้า

ทีมนักวิจัยได้นำมัมมี่เด็ก 4 ร่างที่ถูกพบในสภาพแช่แข็งบนภูเขาไฟอัมปาโต (Ampato) และซาร่า ซาร่า (Sara Sara) มาทำการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ซึ่งเผยให้เห็นความจริงที่โหดร้ายและขัดกับบันทึกทางประวัติศาสตร์บางส่วน

มัมมี่ "เลดี้แห่งอัมปาโต" (Ampato #1): เด็กหญิงวัย 14 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงที่ศีรษะและกระดูกเชิงกราน

มัมมี่ Ampato #2: เด็กหญิงวัย 8 ปี พบร่องรอยการเสียชีวิตที่น่าตกใจคือ "การบิดคอ" ซึ่งถือเป็นเคสแรกที่พบในพิธีกรรมนี้

มัมมี่ Ampato #4: เด็กหญิงวัย 10 ปี เสียชีวิตจากบาดแผลที่ศีรษะ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือร่างของเธอถูก "ทำมัมมี่อย่างจงใจ" หลังเสียชีวิต โดยมีการนำหินและผ้าไปใส่ไว้ในช่องท้องแทนอวัยวะภายใน

มัมมี่ Sara Sara: เด็กหญิงวัย 14 ปี พบรอยร้าวที่กะโหลกศีรษะจากการถูกทุบเช่นกัน

ผลการตรวจวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ประกอบกับข้อมูลใหม่ระบุว่า เด็กเหล่านี้จะถูกมอมด้วย เหล้าข้าวโพด (Chicha) และ ใบโคคา เป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีก่อนจะถูกฆ่า เพื่อให้เด็กอยู่ในสภาวะมึนงงและยอมรับชะตากรรมได้ง่ายขึ้น

ในบันทึกของชาวสเปนยุคโบราณระบุว่า เด็กที่จะถูกเลือกมาบูชายัญต้องมีร่างกาย "สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ" แต่ผล CT Scan พบว่าเด็กหลายคนมี ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ร่องรอยของความอดอยากหรืองานหนักในช่วงวัยเด็ก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเลือกเหยื่ออาจไม่ได้เคร่งครัดเรื่องความสมบูรณ์ทางร่างกายเสมอไป

 

3.การค้นพบความลับอันน่าสะพรึงกลัว มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกินเนื้อผู้หญิงและเด็ก

เมื่อ 45,000 ปีก่อนในถ้ำที่เบลเยียม โดยนักโบราณคดีที่วิเคราะห์เศษกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลจากถ้ำ Goyet ในประเทศเบลเยียม ได้พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการกินพวกเดียวกันเอง  แต่ความน่าสนใจของการวิจัยล่าสุดนี้คือ เหยื่อถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง

จากการวิเคราะห์ DNA และไอโซโทปของเศษกระดูก พบว่าเหยื่อมีอย่างน้อย 6 ราย ประกอบด้วย ผู้หญิงวัยผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น 4 ราย และ เด็กอีก 2 ราย (หนึ่งในนั้นเป็นทารก) ที่สำคัญคือ พวกเขา "ไม่ใช่คนในพื้นที่" ผลการวิเคราะห์ไอโซโทปกำมะถันชี้ให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้เดินทางมาจากที่อื่น ก่อนจะถูกจับและนำมาที่ถ้ำแห่งนี้เพื่อเป็นอาหาร

กระดูกมีร่องรอยของการใช้เครื่องมือหินตัด เฉือน และการกระแทกเพื่อสกัดเอาไขกระดูกออกมา ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการชำแหละซากสัตว์ (เช่น ม้าหรือกวางเรนเดียร์) ที่พบในถ้ำเดียวกัน นอกจากถูกกินแล้ว กระดูกบางชิ้นยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับทำเครื่องมือหินอีกด้วย

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าการมีสัดส่วนของเหยื่อเป็นผู้หญิงและเด็กทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่อาจเป็นหลักฐานของ "การล่าเหยื่อแบบเฉพาะเจาะจง" (Targeted Predatory Behavior) โดยกลุ่มเจ้าถิ่นอาจจงใจพุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่อ่อนแอกว่าจากกลุ่มศัตรู หรือ "คนนอก" เพื่อกำจัดความสามารถในการขยายพันธุ์ของกลุ่มคู่แข่ง หรือเป็นการแสดงอำนาจเหนืออาณาเขต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประชากรนีแอนเดอร์ทัลกำลังลดน้อยลง และมนุษย์สมัยใหม่ (Homo sapiens) เริ่มอพยพเข้ามาในยุโรปเหนือ ความกดดันด้านทรัพยากรและการแย่งชิงพื้นที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างกลุ่มจนถึงขั้นกินเนื้อกันเอง

 

4. โลงศพแขวน' โบราณในจีน ปริศนาโลงศพแขวนบนหน้าผา

เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ "โลงศพแขวน" (Hanging Coffins) บนหน้าผาสูงชันในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเฉพาะในมณฑลยูนนานและเสฉวน เป็นปริศนาทางโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง ใครเป็นคนทำ? ทำไปเพื่ออะไร? และพวกเขาหายไปไหน?

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์พันธุกรรม (DNA) จากตัวอย่างกระดูกในโลงศพแขวนที่มีอายุระหว่าง 400 ถึง 2,500 ปี และได้ข้อสรุปที่สำคัญคือ...
ชาว "โป" (Bo People): เจ้าของโลงศพแขวนเหล่านี้คือกลุ่มชาติพันธุ์โบราณที่รู้จักกันในชื่อชาว "โป" และชาว "เหลียว" (Liao) ซึ่งในประวัติศาสตร์จีนบันทึกว่าพวกเขาถูกกวาดล้างหรือหายสาบสูญไปในช่วงสงครามกับราชวงศ์หมิง (ประมาณศตวรรษที่ 16-17)

ความเชื่อมโยงกับปัจจุบัน: สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ผล DNA ยืนยันว่าชาวโปไม่ได้สูญพันธุ์ไปเสียทีเดียว แต่ "ทายาทของพวกเขายังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม" โดยปัจจุบันพวกเขาถูกกลืนกลายและเรียกตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น ชาวต้ง (Dong) หรือชาวเกอเหลา (Gelao)

ความหลากหลายทางพันธุกรรม: DNA แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนโลงศพแขวนมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงมาก ซึ่งบ่งบอกว่าหน้าผาเหล่านี้ถูกใช้โดยกลุ่มคนที่เดินทางมาจากหลายพื้นที่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเดียว

ทำไมต้องแขวนโลงไว้บนหน้าผา ได้มีการระบุถึงความเชื่อเบื้องหลังพิธีกรรมที่ดูเสี่ยงอันตรายนี้ว่ามีหลายทฤษฎี เช่น ไดใกล้ชิดเทพเจ้า: เพื่อให้ผู้ตายได้อยู่ใกล้สวรรค์หรือเทพเจ้ามากขึ้น เป็นการปกป้อง: เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าหรือศัตรูมารบกวนร่างของผู้ล่วงลับ ทั้งความกตัญญู: ยิ่งแขวนไว้สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงถึงความกตัญญูของลูกหลานที่มีต่อบรรพบุรุษมากขึ้นเท่านั้น

 

5. ชาวโรมันใช้ อุจจาระมนุษย์ เป็นยาเมื่อ 1,900 ปีก่อน  และใช้ไทม์ช่วยดับกลิ่น

นักวิจัยได้ศึกษาบันทึกทางการแพทย์สมัยโรมันและพบหลักฐานว่า แพทย์ในยุคนั้นมีการใช้ "อุจจาระและปัสสาวะ" ทั้งของมนุษย์และสัตว์มาปรุงเป็นยารักษาโรคสารพัดชนิด ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจฟังดูน่าสะอิดสะเอียนสำหรับคนยุคปัจจุบัน

ตามความเชื่อทางการแพทย์ของชาวโรมัน (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกรีก) ร่างกายถูกควบคุมด้วย "ของเหลว 4 ชนิด" (Four Humors) ได้แก่ เลือด, เสมหะ, น้ำดีเหลือง และน้ำดีดำ การเจ็บป่วยเกิดจากความไม่สมดุลของของเหลวเหล่านี้

-สรรพคุณที่เชื่อถือ: อุจจาระถูกมองว่ามีฤทธิ์ "ทำให้แห้ง" และ "ระบายความร้อน"

-การรักษา: ใช้ทารักษาบาดแผล, แผลอักเสบ, อาการปวดข้อ หรือแม้แต่ปัญหาทางผิวหนัง

-วิธีใช้: มักจะนำอุจจาระไปตากแห้งแล้วบดเป็นผง หรือผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมันเพื่อให้ทาได้ง่ายขึ้น

การดับกลิ่นด้วยสมุนไพร แน่นอนว่ากลิ่นของ "ยา" ชนิดนี้เป็นปัญหาใหญ่ แพทย์ชาวโรมันจึงมีเทคนิคในการจัดการ มีการใช้สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรงอย่าง ไทม์ หรือ ดอกกุหลาบ ผสมลงไปเพื่อ "กลบกลิ่น" ให้อยู่ในระดับที่คนไข้พอจะรับไหว น้ำหอม ในบางกรณีมีการใช้น้ำมันหอมระเหยราคาแพงผสมร่วมด้วยสำหรับคนไข้ที่มีฐานะ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ลูกสาวอบต's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 272 ครั้ง
เขียนโดย ลูกสาวอบต
ลูกสาวอบต วิเคราะห์ รวมทั้งสรุปเรื่องราว เรื่องแปลกหายากและเรื่องทั่วไปให้เข้าใจง่าย
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: sakura1569, ลูกสาวอบต
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่งสิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทยทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่นมีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้นคณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”อำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย10 จังหวัดในประเทศไทย “ชื่อมงคลที่สุด” ความหมายดีงาม ฟังแล้วเป็นสิริมงคลตั้งแต่ชื่อเมือง15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
อิหร่านอนุญาต ให้เรือผ่านเข้าออกได้เพียง 15 ลำต่อวันเท่านั้น!!เห็ดที่มีราคาแพงที่สุด ที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในประเทศไทยเหมือนจนน่าขนลุก...งานศิลปะ "ไก่ต้มขาวแล่เนื้อ" แต่ไม่ใช่ไก่จริงๆนะ สร้างมาจากวัตถุชนิดอื่น...สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?“นนนี่” เปิดหมดเปลือก! ท้องก่อนแต่งไม่ใช่เรื่องผิดคณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
กับดักเงินกู้นอกระบบ! ปัจจัยอะไรทำให้คนไทยยังคง "กู้เงินนอกระบบ"เหมือนจนน่าขนลุก...งานศิลปะ "ไก่ต้มขาวแล่เนื้อ" แต่ไม่ใช่ไก่จริงๆนะ สร้างมาจากวัตถุชนิดอื่น...Chengdu J-7 "ของเลียนแบบราคาถูก"คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
ตั้งกระทู้ใหม่