ห้างยักษ์โดน Disrupt เงียบๆ : เมื่อช้อปปิ้งหนีจากห้างไปอยู่ในมือถือ
ภาพ : freepik
จากมูลค่าตลาดค้าปลีกรวมในปี 2568 ที่ประมาณการณ์ไว้ 5.4 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวสู่ 5.7 ล้านล้านบาทในปี 2569 (เติบโตเฉลี่ย CAGR ประมาณ 5.7% ต่อปี)
เป็นที่น่าสนใจว่าเซกเมนต์ไฮเปอร์มาร์เก็ตมีอัตราการเติบโตต่ำในลักษณะประคับประคองที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ถือว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซที่โตกว่า 10-16% ซึ่งการเติบโตในระดับนี้คือสภาวะที่เรียกว่า "Market Saturation & Disruption" หรือภาวะตลาดอิ่มตัวที่ถูกซ้ำเติมด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
5 เหตุผลหลักที่ทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ต ขยับตัวช้าลง
- การขยายสาขาทำได้ยากขึ้น (Physical Limitation)
ในอดีต ไฮเปอร์มาร์เก็ตโตได้จากการ "เปิดสาขาใหม่" แต่ปัจจุบันพื้นที่ยุทธศาสตร์ (Prime Location) ในเมืองใหญ่ถูกจับจองจนเต็มหมดแล้ว
กฎหมายผังเมือง: ข้อกำหนดเรื่องการสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การหาพื้นที่เปิดห้างขนาด 10,000 ตร.ม. ขึ้นไปทำได้ยากและใช้ต้นทุนสูงมาก
จุดคุ้มทุนนานขึ้น: ราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้น การเปิดสาขาใหม่หนึ่งแห่งจึงต้องใช้เวลาคืนทุนนานกว่าเดิมหลายเท่า
- ถูกขนาบข้างด้วย "E-commerce" และ "Convenience Stores"
ไฮเปอร์มาร์เก็ตกำลังเผชิญกับสภาวะ "Sandwich Effect" หรือการถูกบีบจากทั้งบนและล่าง: ฝั่งบน (Online): สินค้ากลุ่มของใช้ในบ้าน (Dry Grocery) เช่น กระดาษทิชชู่ ผงซักฟอก คนหันไปกดสั่งจากแอปฯ เพราะมีคูปองส่วนลดและส่งฟรีถึงบ้าน ไม่ต้องแบกเอง
ฝั่งล่าง (Convenience Store): ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือ Lotus’s go fresh ขยายตัวเข้าถึง "หน้าปากซอย" ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนจาก "ซื้อตุนรายเดือน" (Stock-up) เป็น "ซื้อเมื่ออยากรายวัน" (Daily Top-up)
- พฤติกรรม "Small Family" และสังคมเมือง
ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง (อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นคู่มากขึ้น) ไม่ต้องซื้อเยอะ: การซื้อของยกแพ็กขนาดใหญ่ (Bulk Buy) ซึ่งเป็นหัวใจของไฮเปอร์มาร์เก็ตเริ่มไม่ตอบโจทย์ เพราะที่พักอาศัยในเมือง (คอนโด) มีพื้นที่จำกัด และคนต้องการของปริมาณน้อยแต่เน้นความสดใหม่
ความเร่งรีบ: คนทำงานรุ่นใหม่มองว่าการเดินในห้างขนาดมหึมาเป็นเรื่อง "เสียเวลา" หากไม่ได้มีความต้องการพิเศษจริงๆ
- สงครามราคาที่ไม่มีผู้ชนะ (Price War Immobility)
ในอดีต คนไปไฮเปอร์มาร์เก็ตเพราะ "ราคาถูกที่สุด"แต่ปัจจุบัน แพลตฟอร์มออนไลน์และ Marketplace ต่างๆ ทำสงครามราคา (Burn Cash) ที่ดุเดือดกว่ามาก เมื่อจุดขายเรื่อง "ราคาถูก" ถูกดึงออกไป ไฮเปอร์มาร์เก็ตจึงสูญเสียแรงจูงใจหลักในการดึงคนเข้าร้าน ยอดขายต่อบิล (Basket Size) จึงเติบโตได้น้อยลง
- กำลังซื้อระดับฐานรากยังเปราะบาง
กลุ่มเป้าหมายหลักของไฮเปอร์มาร์เก็ตคือ "ชนชั้นกลางลงไปถึงระดับฐานราก" ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและสภาวะค่าครองชีพพุ่งกระฉูด ทำให้กลุ่มนี้ "ระมัดระวังการจ่าย" มากขึ้น ลูกค้ายังคงเข้าห้าง แต่จะเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นจริงๆ หรือรอช่วงที่มีโปรโมชั่นแรงๆ เท่านั้น ทำให้ยอดขายโดยรวมเติบโตเพียงแค่ตามอัตราเงินเฟ้อ
เมื่อสัญญาณเตือนภัย ส่งเสียงดังขึ้น
ตัวเลข 2-3% นี้เองที่เป็น "สัญญาณเตือนภัย" ที่ทำให้ Lotus’s และ Big C ต้องเร่งปรับตัวเป็น Smart Community Center เพราะหากใช้กลยุทธ์แค่ของถูกและของเยอะเหมือนเดิม วันหนึ่งจะตายไปพร้อมกับพฤติกรรมเก่าๆ การปรับกลยุทธ์จึงไม่ใช่การขยายเพื่อหายอดขายสินค้าเพิ่มเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการขยายเพื่อ "กินส่วนแบ่งค่าเช่าพื้นที่ (Rental Income)" และ "การเก็บดาต้าออนไลน์" เพื่อหาช่องว่างในการทำกำไรใหม่ๆ แทนยอดขายบนชั้นวางที่เริ่มนิ่ง
ดังนั้นปรากฏการณ์ที่กำลังก่อตัวและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต ประการแรก คือ ภาพจำ"ที่ขายของถูก" จะหายไป และแปรสภาพเป็น "Smart Lifestyle Hub" ที่สู้กันด้วยข้อมูลและการบริหารพื้นที่ (Asset Management) มากกว่าแค่การลดราคาเฉลี่ยรายวัน โดยภาพรวมการเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นชัดเจนในปีนี้ มีดังนี้
1.การเปลี่ยนจาก Hypermarket เป็น "Happy Mall"
Lotus’s และ Big C หยุดห่ำหั่นกันที่ "ความใหญ่ของชั้นวางสินค้า" แต่หันมาแข่งกันที่ "ความหลากหลายของพื้นที่เช่า"
-Lifestyle Destination: ห้างกลายเป็นที่รวมร้านอาหารดัง, Co-working space, และพื้นที่กิจกรรมครอบครัว เพื่อดึงให้คน "ใช้เวลา" ในห้างนานขึ้น เพราะรายได้จากค่าเช่าที่และการบริการมี Margin สูงกว่าการขายน้ำปลากระป๋องเพียงอย่างเดียว
-Compact Size: เราจะเห็นการขยายสาขาขนาดกลางและเล็ก (Lotus’s go fresh / Big C Mini) มากกว่าการสร้างตึกยักษ์ เพราะเข้าถึงชุมชนได้ง่ายกว่าและต้นทุนต่ำกว่า
2.วัดกันที่Omni-channel: "แอปฯ ใครฉลาดกว่ากัน?" โดยการแข่งไม่ได้จบที่หน้าชั้นวาง แต่สู้กันในมือถือ
-Personalized Offer: เมื่อเดินเข้าห้าง แอปฯ จะยิงโปรโมชั่นสินค้าที่คุณ "ซื้อประจำ" เข้ามือถือทันที (Hyper-personalization)
-Seamless Shopping: สั่งออนไลน์ผ่านแอปฯ แล้วขับรถไปรับที่จุดบริการ (Click & Collect) หรือส่งถึงบ้านภายใน 1 ชม. กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทั้งสองแบรนด์ทำได้อย่างไร้รอยต่อ
- "Premiumization" ของสินค้า House Brand
ภาพลักษณ์ใหม่ของสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) ของทั้งสองค่ายได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจาก "ของเกรดประหยัด" มาเป็น "ของพรีเมียมในราคาคุ้มค่า"
-โดย Lotus’s เน้นภาพลักษณ์ทันสมัย มีความ Minimalและชูเรื่อง "คุณภาพที่คัดสรรแล้ว" เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
-ส่วน Big C เน้นความหลากหลายและสินค้าท้องถิ่น (Local Sourcing) รวมถึงการมีสินค้า "เฉพาะที่บิ๊กซี" เพื่อสร้างความแตกต่าง
10 อันดับจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมากที่สุดในประเทศไทย
5 จังหวัดที่เจริญที่สุดของภาคเหนือในประเทศไทย
หนุ่มไปทอดแหหาปลาและพบ "ทองโบราณ" ก่อนนำไปให้ช่างนะโมหลอมพิสูจน์มูลค่า
5 เครื่องดื่มยามเช้าที่ดีต่อตับและระบบย่อยอาหารเป็นอย่างยิ่ง
ไทม์ไลน์ที่หลายคนไม่เคยรู้! ใครกันแน่ที่มาทีหลังในปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
กาปิตัน : แมวใหญ่ใจดีผู้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้เเมวตาบอด
แยกออกไหม? อันไหนตะเเบก เสลา หรือ อินทนิล : ไม้แฝดสาม: ความต่างที่สัมผัสได้จากลำต้น
เจาะเลขเด็ดธูปพยากรณ์ เจ๊ฟองเบียร์ งวดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2569
นี่คือเซเว่นหรือตู้คอนเทนเนอร์? บุกสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทย
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี..งวดวันที่ 1 มีนาคม 69
“เธอเรียน” (Therian) คนที่ระบุตัวเองว่าเป็นสัตว์
"เลขเด็ดจากดวงดาว" งวดวันที่ 1 มีนาคม 69..เลขไหนมา เอาปากกาจดเลย!
ทำไมแมวต้องไล่จับหนู
รวมสูตร การทำสมุนไพรอาบน้ำไก่ชน
มหาวิทยาลัยไทยที่สอบเข้ายากที่สุด มีอัตราการรับนักศึกษาน้อยที่สุด
พืชพรรณไม้น่าสนใจ : "ตะไคร้หอม" พรรณไม้ไล่ยุงได้ ปลูกแล้วยุงไม่มากวนใจ เหมาะกับการปลูกเอาไว้ในทุกๆบ้านได้เลยน๊า
จังหวัดที่มีเส้นทางรถไฟฟ้ายาวที่สุด อันดับหนึ่งในประเทศไทย
สัตว์บกที่อันตรายที่สุด และสังหารมนุษย์มากที่สุดในโลก
"เหรียญเงินตราพระมหามงกุฎ-พระแสงจักร" เหรียญที่ออกใช้ในสมัยรัชกาลที่ 4