SPF สำคัญอย่างไรต่อการผลิตครีมกันแดดที่ได้มาตรฐาน
SPF สำคัญอย่างไรต่อการผลิตครีมกันแดดที่ได้มาตรฐาน
การผลิตครีมกันแดดในปัจจุบันไม่ใช่แค่การใส่สารกันแดดลงไปในสูตรแล้ววางขายได้ทันที แต่ต้องเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของ รังสี UV, ความหมายของ SPF, ความแตกต่างของ SPF กับ PA, ไปจนถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและการทดสอบประสิทธิภาพอย่างถูกต้อง บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตครีมกันแดดอย่างมืออาชีพ
รังสี UV คืออะไร? ทำไมจึงเป็นภัยเงียบของผิว
รังสี UV (Ultraviolet) คือรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดที่สามารถทำลายผิวหนังได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แม้ในวันที่ไม่มีแดดจัด ผิวก็ยังได้รับรังสี UV อยู่เสมอ หากสะสมเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหลายรูปแบบ เช่น ผิวไหม้แดด ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA อย่างเหมาะสม
รังสี UV มีกี่ประเภท?
1. รังสี UVA (Ultraviolet A)
- ความยาวคลื่นประมาณ 320–400 นาโนเมตร
- ทะลุผ่านกระจกได้
- ทำร้ายผิวชั้นลึก (Dermis)
- เป็นสาเหตุของริ้วรอย ผิวแก่ก่อนวัย ฝ้า และจุดด่างดำ
UVA เป็นรังสีที่เราพบได้ตลอดวัน แม้อยู่ในที่ร่มหรือในอาคาร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมครีมกันแดดควรมีค่าป้องกันรังสีชนิดนี้ด้วย
2. รังสี UVB (Ultraviolet B)
- ความยาวคลื่นประมาณ 290–320 นาโนเมตร
- ทำร้ายผิวชั้นนอก (Epidermis)
- ทำให้เกิดผิวไหม้แดด (Sunburn)
- เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
รังสี UVB คือรังสีที่ค่า SPF ใช้ในการวัดประสิทธิภาพการป้องกัน
3. รังสี UVC (Ultraviolet C)
- ความยาวคลื่นประมาณ 100–280 นาโนเมตร
- ส่วนใหญ่ถูกกรองโดยชั้นโอโซน
- ใช้ประโยชน์ด้านการฆ่าเชื้อโรค (UVGI)
โดยทั่วไป UVC ไม่ใช่รังสีหลักที่ต้องกังวลในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่มีอันตรายสูงหากสัมผัสโดยตรง
SPF คืออะไร?
SPF คือค่าที่บ่งบอกความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) และเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง
ยิ่งค่า SPF สูง ยิ่งช่วยยืดระยะเวลาที่ผิวจะเกิดอาการไหม้แดดได้มากขึ้น เช่น
- SPF 15 ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 93%
- SPF 30 ป้องกันได้ประมาณ 97%
- SPF 50 ป้องกันได้ประมาณ 98%
อย่างไรก็ตาม ค่า SPF ที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าป้องกันได้ 100% และยังคงต้องทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแดดจัด
SPF ทำงานอย่างไร?
SPF บอกได้ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ
1. ระดับการป้องกันรังสี UVB (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์โดยประมาณ)
- SPF 15 ป้องกันได้ประมาณ 93%
- SPF 30 ป้องกันได้ประมาณ 97%
- SPF 50 ป้องกันได้ประมาณ 98%
จะเห็นได้ว่าค่าเพิ่มขึ้น แต่เปอร์เซ็นต์เพิ่มไม่มากแบบก้าวกระโดด
2. ระยะเวลาที่ผิวทนแดดได้มากขึ้น
หากปกติผิวเริ่มไหม้ใน 10 นาที:
- SPF 15 = 150 นาที
- SPF 30 = 300 นาที
- SPF 50 = 500 นาที
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณในห้องทดลอง การใช้งานจริงควรทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง
PA (Protection Grade of UVA) คืออะไร?
PA เป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นรังสีที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวได้ลึกกว่า UVB และเป็นสาเหตุสำคัญของริ้วรอยก่อนวัย ความหย่อนคล้อย ฝ้า กระ และจุดด่างดำ
ค่า PA จะแสดงเป็นเครื่องหมายบวก (+) เช่น
- PA+ = ป้องกันระดับหนึ่ง
- PA++ = ป้องกันระดับปานกลาง
- PA+++ = ป้องกันระดับสูง
- PA++++ = ป้องกันระดับสูงมาก
ยิ่งมีจำนวนเครื่องหมายบวกมาก ยิ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ได้ดีขึ้น
SPF กับ PA แตกต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งค่า SPF และ PA จะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของครีมกันแดดเหมือนกัน แต่ทั้งสองค่านี้มีหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสีคนละประเภท และส่งผลต่อปัญหาผิวแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจความหมายของทั้งสองค่าจะช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ทำไมครีมกันแดดที่ดีต้องมีทั้ง SPF และ PA?
เนื่องจากรังสี UVA และ UVB ส่งผลเสียต่อผิวแตกต่างกัน หากผลิตภัณฑ์มีเพียงค่า SPF แต่ไม่มีค่า PA ผิวอาจไม่ไหม้แดดแต่ยังคงเสี่ยงต่อริ้วรอยและปัญหาฝ้าในระยะยาว
ดังนั้น ครีมกันแดดที่มีทั้งค่า SPF และ PA จะช่วยปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม ทั้งการป้องกันผิวไหม้แดด ลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง และชะลอความเสื่อมของผิวจากแสงแดด ช่วยให้ผิวแข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ในระยะยาว
ความแตกต่างของ SPF 15, 30 และ 50
ค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการผิวไหม้แดด และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง แม้ตัวเลขจะดูแตกต่างกันไม่มาก แต่ประสิทธิภาพในการกรองรังสี UVB มีผลต่อระดับการปกป้องที่ชัดเจน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและแดดจัด
SPF 15
- ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 93%
- เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันในที่ร่ม หรืออยู่ในอาคารเป็นหลัก
- เหมาะกับผู้ที่ออกแดดเพียงช่วงสั้น ๆ เช่น เดินทางระยะใกล้
- ไม่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งหนัก หรือการเผชิญแสงแดดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
SPF 15 จึงเหมาะกับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ทำงานออฟฟิศ หรือแทบไม่ได้สัมผัสแสงแดดโดยตรง
SPF 30
- ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 97%
- เหมาะกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- เหมาะกับผู้ที่ต้องพบแดดบ้าง เช่น เดินทางกลางวัน ทำกิจกรรมกลางแจ้งระยะสั้น
- เป็นค่ามาตรฐานยอดนิยมที่หลายแบรนด์เลือกพัฒนา
SPF 30 ถือเป็นระดับที่สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความสบายผิว เหมาะกับผู้บริโภคส่วนใหญ่ และเพียงพอสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันของคนเมือง
SPF 50
- ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 98%
- เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ทะเล กีฬา เดินป่า หรือทำงานกลางแดด
- เหมาะกับผู้ที่มีผิวไวต่อแสง หรือมีแนวโน้มเกิดฝ้า กระง่าย
- เหมาะกับประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยที่มีค่าดัชนีรังสี UV สูงตลอดปี
แม้ตัวเลขการป้องกันจะเพิ่มขึ้นเพียง 1–2% จาก SPF 30 แต่ในสภาพแดดจัด ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้สามารถช่วยลดการสะสมของรังสี UV ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อใช้อย่างเพียงพอและทาซ้ำอย่างสม่ำเสมอ
สารกันแดดที่ทำให้ค่า SPF สูง
การเพิ่มค่า SPF ไม่ได้เกิดจากสารตัวเดียว แต่เกิดจากการผสมสารหลายชนิดอย่างเหมาะสม
1. สารกันแดดทางกายภาพ (Physical Sunscreen)
- Titanium Dioxide
- Zinc Oxide
- สะท้อนรังสี UV
- อ่อนโยน เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
2. สารกันแดดทางเคมี (Chemical Sunscreen)
- Octinoxate
- Octisalate
- ดูดซับรังสี UV แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน
- เนื้อบางเบา ไม่วอก
โรงงานส่วนใหญ่มักใช้ “Hybrid Formula” ผสมทั้งสองประเภทเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ควรผลิตครีมกันแดด SPF เท่าไร?
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการวางจำหน่ายในประเทศไทย การเลือกค่า SPF ถือเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในด้านประสิทธิภาพการปกป้องผิว และด้านการตลาด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อนที่มีค่าดัชนีรังสี UV สูงตลอดทั้งปี การกำหนดค่า SPF ให้เหมาะสมจึงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค และทำให้ผลิตภัณฑ์แข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น
ค่า SPF ที่เหมาะสมสำหรับตลาดไทย
SPF 30–50 ถือเป็นช่วงค่าที่เหมาะสมและได้รับความนิยมมากที่สุด
- SPF 30 เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน พบแดดบ้างแต่ไม่ต่อเนื่องยาวนาน เป็นระดับมาตรฐานที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับ
- SPF 50 เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง แดดจัด หรือผู้ที่มีปัญหาผิวไวต่อแสง เช่น ฝ้า กระง่าย และเป็นค่าที่ตลาดไทยนิยมสูง เพราะให้ความรู้สึกปกป้องได้เต็มประสิทธิภาพ
การเลือกพัฒนาสูตรในช่วง SPF 30–50 จึงช่วยตอบโจทย์ได้ครอบคลุมทั้งกลุ่มคนเมือง คนทำงาน และผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ครีมกันแดด SPF สูง ทำให้ผิวระคายเคืองไหม?
ความจริงคือ ค่า SPF สูงไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการระคายเคือง
ปัจจัยที่ทำให้ระคายเคือง ได้แก่:
- ความเข้มข้นของสารกันแดด
- การแพ้สารบางชนิด
- ผิวบอบบางเป็นทุนเดิม
- การใช้ในปริมาณมากเกินไป
ดังนั้นการทดสอบการแพ้ (Patch Test) จึงมีความสำคัญก่อนวางจำหน่าย
จังหวัดที่มี'ผังเมือง'สวยที่สุดของไทย
วิเคราะห์หวยด้วย AI งวดวันที่ 1 มีนาคม 69..เลขไหนมีสิทธิ์ออกมากที่สุด!
3 ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าแพงที่สุดในโลก
จังหวัดที่มี อุทยานมากที่สุดในไทย
"ปฏิทินจีนช่อง 3" งวดมีนาคม 2569 เลขมงคลวันเกิดสถานีฯ มาแรงอันดับหนึ่ง
กัมพูชา–ลาวผนึกกำลังทหาร ยกระดับยุทธศาสตร์ความมั่นคง
10 อันดับประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชีย
10 ภาษาที่เรียนยากที่สุดในโลก
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่คนกัมพูชานิยมมาเรียนต่อมากที่สุด
บริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติไทย ที่มีมูลค่าบริษัทมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง
เปิดสายการบินไหน ที่มีเครื่องบินมากที่สุดในไทย
3 แหล่งน้ำมันขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย
เมืองคอนพร้อมจัดงานมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติที่เมืองนคร ประจำปี 2569 สืบสาน รักษา ต่อยอดประเพณีวัฒนธรรม 25 ก.พ.- 3 มี.ค.69
แก้วมังกร สรรพคุณมากเกินกว่าที่คิด ปลูกดูแลง่าย ทั้งลงดิน และในกระถาง
บริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติไทย ที่มีมูลค่าบริษัทมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง
อย่ารอให้สายเกินแก้! 5 วิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงวัยไหนก็ต้องอ่าน
เลขเด็ด "นกตาทิพย์" งวดวันที่ 1 มีนาคม 69 บินมาให้โชคแล้ว..รีบส่องด่วน!




