เพราะอะไร...ทำไมชาวกัมพูชาบางส่วนจึงเลือกที่จะไม่ยอมรับการมีอยู่ของเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศตนเอง ?
ถ้าพูดถึงภัยสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อของกัมพูชามักจะถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในรายงานของสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพราะความมีอคติระหว่างประเทศแต่ประการใด แต่มันเป็นเพราะนานาชาตินั้น ต่างก็มีหลักฐาน ข้อมูลการสืบสวน และคำให้การของเหยื่อจำนวนมาก ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการหลักของเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวอาชญากรรม กลับเป็นปฏิกิริยาของชาวกัมพูชาบางกลุ่ม ที่เลือกจะ “ไม่ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธอย่างแข็งขัน” ต่อความจริงนี้
กลุ่มคนที่น่ากลัวพอๆ กับแก๊งสแกมเมอร์ อาจไม่ใช่คนที่นั่งหลังคอมพิวเตอร์โทรหลอกเหยื่อโดยตรง แต่คือคนบางส่วนในสังคม ที่เลือกจะหลับตา ไม่รับรู้ และช่วยกันปกปิดปัญหา ทั้งที่ผลกระทบของมันกำลังทำลายชีวิตผู้คนจริงๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีชาวเกาหลีใต้กว่า 80 คน ที่หายตัวหรือถูกกักขังในประเทศกัมพูชา ข่าวนี้ถูกนำเสนออย่างจริงจังในสื่อเกาหลี มีการติดตามจากองค์กรสิทธิมนุษยชน และมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเครือข่ายค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ของกัมพูชากลับไม่ใช่การตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้” หรือ “ใครต้องรับผิดชอบ” หากแต่เป็นการออกมาปฏิเสธข่าว พยายามลดทอนความร้ายแรงของเหตุการณ์ และเร่งอธิบายว่า รัฐบาลกัมพูชาและคนกัมพูชาเป็นผู้บริสุทธิ์
เหยื่อกว่า 80 ชีวิต แทบไม่ถูกพูดถึง
ความเจ็บปวดของครอบครัวพวกเขา แทบไม่มีพื้นที่
สิ่งที่ถูกปกป้องอย่างแข็งขันที่สุด คือ “ภาพลักษณ์ของประเทศ”
การปฏิเสธเหล่านี้มักมาพร้อมกับการโยนความผิดไปให้ “คนจีน” โดยอธิบายว่าสแกมเมอร์ทั้งหมดเป็นอาชญากรรมจากต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัว ใช้พื้นที่กัมพูชาเป็นเพียงฉากหลัง ฟังเผินๆ อาจดูมีเหตุผล เพราะเครือข่ายเหล่านี้มีลักษณะข้ามชาติจริง แต่ปัญหาคือ การอธิบายเช่นนี้ถูกใช้เพื่อ “ลบความรับผิดชอบภายในประเทศ” ออกไปทั้งหมด ราวกับว่าอาชญากรรมขนาดมหาศาลสามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่ต้องอาศัยการเอื้ออำนวยจากโครงสร้างรัฐ การเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ หรือผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ เลย
ในความเป็นจริง อาชญากรรมประเภทนี้ไม่อาจเติบโตได้ หากไม่มีพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีการคุ้มครอง และไม่มีการหลับตาข้างหนึ่งของผู้มีอำนาจ การปฏิเสธความจริงตรงนี้ จึงไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็น “การเลือกไม่รู้”
อีกประโยคที่ได้ยินบ่อยจากสื่อและคอมเมนต์ของชาวกัมพูชาบางกลุ่มคือ
“อย่าเผยแพร่ข่าวร้าย เดี๋ยวพวกสยามจะเอาไปล้อ”
หรือ
“อย่าให้ต่างชาติเห็นด้านเน่าเฟะของประเทศเรา”
ประโยคเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดที่ให้ความสำคัญกับ “การไม่เสียหน้า” มากกว่าการแก้ปัญหา ความอับอายต่อสายตาคนนอก กลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าความทุกข์ของเหยื่อที่ถูกทรมาน ถูกกักขัง หรือถูกบังคับให้หลอกคนอื่นต่อไป วัฒนธรรมแบบนี้ทำให้การเปิดโปงปัญหาภายใน ถูกมองว่าเป็นการทำลายชาติ แทนที่จะเป็นการช่วยชาติ
เมื่อข่าวร้ายเกี่ยวกับประเทศตัวเองเริ่มเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาคือการเบี่ยงประเด็น ชาวกัมพูชาบางส่วนเลือกที่จะหมกมุ่นกับข่าวร้ายของประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศไทย การวิจารณ์คดี อาชญากรรม หรือความล้มเหลวของเพื่อนบ้าน กลายเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ช่วยให้รู้สึกว่า “ประเทศเราไม่ได้แย่ไปกว่าคนอื่น” แม้ในความเป็นจริง ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ยังไม่ได้ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
ทั้งหมดนี้สะท้อนพฤติกรรมที่น่ากังวล เพราะมันคล้ายกับตรรกะของสแกมเมอร์เอง นั่นคือ การโกหก การบิดเบือน การเลือกเล่าเฉพาะสิ่งที่เข้าข้างตัวเอง และการปฏิเสธความจริงเมื่อมันไม่เป็นประโยชน์ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคนกัมพูชาทุกคนเป็นแบบนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มคนที่คิดเช่นนี้ กำลังมีเสียงดัง และกำลังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่ออาชญากรรม
เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจบางส่วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม การยอมรับว่าประเทศเป็นฐานสแกมเมอร์ เท่ากับการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจทั้งระบบ และนั่นคือสิ่งที่หลายคนไม่กล้าทำ หรือไม่อยากทำ เพราะมันสั่นคลอนผลประโยชน์และความมั่นคงของตัวเอง
ในบริบทนี้ คำว่า “Scambodian” จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อการล้อเลียน แต่มันคือการเล่นคำเชิงเสียดสี ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของความกะล่อน ปลิ้นปล้อน และการปฏิเสธความจริงในโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ได้เกิดจากคนทั้งชาติ แต่เกิดจากพฤติกรรมของกลุ่มคนที่เลือกจะปกป้องภาพลวง มากกว่าปกป้องมนุษย์จริงๆ
ตราบใดที่สังคมยังเลือกเงียบ
เลือกปฏิเสธ
และเลือกโจมตีคนอื่น แทนการมองปัญหาของตัวเอง
สแกมเมอร์ก็จะยังคงอยู่
ไม่ใช่เพราะมันแข็งแกร่ง
แต่เพราะมีคนจำนวนหนึ่ง ช่วยกันทำให้มัน “อยู่ได้” อย่างสบายใจ
สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ชี้แจงเอง ไม่ใช่เจ้าของหาดทรายขาว
7 ข้อผิดพลาดในการใช้แอร์ที่ทำให้ค่าไฟสูงกว่าที่ควร
ชุมชนคนไทยในเมืองนอก ที่มีขนาดใหญ่และมีคนไทยอยู่มากที่สุด
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด
ราคาทอง 30 เม.ย. 69 พุ่งแรง คนถือทองเช็กจังหวะก่อนขาย
ประเทศที่นอนน้อยที่สุด
ทำไมคนเกาหลี-ญี่ปุ่น-จีน แทบไม่มีกลิ่นตัว คำตอบอยู่ที่ยีน ABCC11
“กะเหรี่ยงรวมมิตร” เสน่ห์วิถีชุมชนกลางขุนเขาเชียงราย จุดบรรจบวัฒนธรรมที่ใครไปก็หลงรัก
😁 ชวนเข้ามาดูเคล็ดลับในครัวง่าย ๆ ที่คนส่วนน้อยรู้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ 😉
เจ๋งเลยนะเนี่ย เปิดความลับ 'ถุงแก้มมหัศจรรย์' ของชิปมังก์ ที่เอาไว้ใส่อาหารได้เยอะมากๆ จนน่าทึ่ง
ปลาหรือเอเลี่ยน สัตว์ประหลาดใต้ทะเลลึกที่มีตาเหมือนกล้องส่องทางไกล!
จังหวัดของไทยที่แห้งแล้งที่สุด มีปริมาณฝนตกต่อปีน้อยที่สุดในประเทศ
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด
“กะเหรี่ยงรวมมิตร” เสน่ห์วิถีชุมชนกลางขุนเขาเชียงราย จุดบรรจบวัฒนธรรมที่ใครไปก็หลงรัก
จังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอ
"คนละครึ่งพลัส" หรือ "คนละชั้น"? วิพากษ์นโยบายแจกเงินที่ลืมหัวคนจน... ยาพิษในคราบขนมหวานที่รอวันชดใช้!
Navy Blue สำหรับสัมภาษณ์งาน แดงสำหรับพรีเซนต์ คู่มือเลือกสีเสื้อ 4 โทน
AI agentทำพลาดครั้งใหญ่ ลบฐานข้อมูลทั้งหมดภายใน 9 วินาที
พนักงานส่งของหลงทางบ่อย เจ้าของบ้านจึงใช้โดรนจำนวนมากช่วยนำทาง