ทักษะสําคัญที่โรงเรียนไม่เคยสอน
หลายคนอาจเคยคิดว่าคนที่ประสบความสําเร็จ คือคนที่พูดเก่ง เจรจาเก่ง ขายเก่ง แต่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นจะไม่มีประโยชน์อะไร เลยถ้าพวกเขาฟังไม่เป็น เพราะการพูดให้คนเข้าใจ การเจรจาให้ลุล่วง และการปิดการขายให้สําเร็จได้นั้นล้วนเกิดขึ้นจากการเข้าใจความ ต้องการของอีกฝ่ายและตอบโจทย์เขาได้อย่างตรงจุด ฉะนั้น ถ้าคุณไม่ ฟังก็เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรู้ความต้องการของอีกฝ่ายได้
ครั้งหนึ่งหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ของตึกสํานักงานให้เช่าแห่งหนึ่ง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานบริษัทที่เช่าตึกเกี่ยวกับปัญหา “ลิฟต์ช้า อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนับวันก็ยิ่งมีผู้ร้องเรียนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่โต
หัวหน้าฝ่ายฯ จึงเรียกทีมวิศวกรจากบริษัทที่ติดตั้งลิฟต์มาหาวิธี ทําให้ลิฟต์เร็วขึ้น หลังจากทีมวิศวกรได้ตรวจสอบลิฟต์อย่างละเอียด แล้ว ก็บอกกับหัวหน้าฝ่ายฯ ว่า "วิธีเดียวที่จะทําให้ลิฟต์เร็วขึ้นได้ คือ การเปลี่ยนเป็นลิฟต์รุ่นใหม่ที่เร็วกว่า" ซึ่งแน่นอนว่าราคาของลิฟต์ใหม่นั้น ไม่ใช่ถูกๆ เพราะอย่างต่ำก็อยู่ที่ประมาณ 7 หลัก
หัวหน้าฝ่ายฯ จึงส่งเรื่องขอเปลี่ยนลิฟต์ใหม่ไปยังผู้จัดการของตึกสํานักงานแห่งนี้ เมื่อผู้จัดการได้รับเรื่องดังกล่าว จึงตัดสินใจเข้าไปทดลองใช้ลิฟต์ที่สํานักงานพร้อมกับพนักงานคนอื่นๆที่ร้องเรียนเข้ามา เมื่อเข้าไปในลิฟต์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนอัดกันในลิฟต์จนแน่นไปหมด แถมยังต้องอยู่ร่วมกับคนไม่รู้จัก นั่นจึงทําให้ผู้จัดการค้นพบว่า “ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เพราะลิฟต์ช้า แต่เป็นเพราะคนไม่ชอบประสบการณ์ตอนอยู่ในลิฟต์” และ “คนก็ไม่ได้ต้องการลิฟต์ที่เร็ว แต่คนไม่ต้องการ รอลิฟต์”
วันรุ่งขึ้นผู้จัดการจึงสั่งให้ช่างมาติด “กระจก” บานใหญ่บนผนังทุก กระจกที่ติดอยู่ในลิฟต์เข้าไปเปลี่ยนประสบการณ์ของด้านภายในลิฟต์
การใช้ลิฟต์ ทําให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเวลาที่อยู่ในลิฟต์นั้นสั้นลง ไม่รู้สึกว่าตัวเองกําลังรอลิฟต์นานๆ เพราะมัวแต่ส่องกระจกอยู่ ผลปรากฏว่าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาลิฟต์ช้านั้นลดลงถึง 90% เพราะลึกๆ แล้วมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบดูหน้าตัวเอง เห็นกระจก ที่ไหนก็มักจะส่องดูตัวเองเสมอ กระจกจึงกลายเป็นนวัตกรรมที่ทําให้ลิฟต์เร็วขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทํางานของลิฟต์เลย การแก้ปัญหาของผู้จัดการเกิดจากการเข้าใจถึงความต้องการลึกๆ จริงๆ ของคน ไม่ใช่แค่การฟังจากสิ่งที่คนพูดเท่านั้น เพราะผู้ใช้ไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร จนกว่าเขาจะได้เห็นสิ่งนั้น
อย่างคํากล่าวของปีเตอร์ ดรักเกอร์ที่ว่า “สุดยอดของการฟัง คือการ ฟังให้ได้ยินในสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูด"ผู้จัดการตึกสํานักงานแสดงให้เห็นแล้วว่า "การฟัง” ช่วยให้เขาสามารถเข้าถึงหัวใจของปัญหาที่แท้จริงได้ แถมยังทําให้ไม่ต้องเสียเงิน หลักล้านในการซื้อลิฟต์ใหม่อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม “การฟัง” ถือเป็นสิ่งที่ยากกว่า “การพูด” เพราะการ ได้พูดในสิ่งที่คิด ได้แสดงความคิดเห็น และการได้รับความสนใจจาก ผู้คนเป็นเรื่องสนุก แต่ “การฟัง” ต้องใช้ความอดทน แม้ว่าสิ่งที่ได้ยินจะ ขัดกับความคิดของเราจนอยากจะพูดสวนออกไปแค่ไหน ก็ต้องอดทนเก็บมันไว้ในใจก่อน
ครั้งหนึ่งผมนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาในห้องโถงของบ้าน ขณะเดียวกัน พ่อของผมก็นั่งคุยกับคู่ค้าทางธุรกิจคนหนึ่งอยู่ที่โต๊ะทานกาแฟใกล้ๆ
ในจังหวะนั้นเองผมก็ได้ยินประโยคหนึ่งที่พ่อพูดกับคู่ค้าคนนั้น ซึ่ง ประโยคนั้นยังคงเป็นเครื่องเตือนใจผมมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ให้ใช้หูฟังก่อนใช้ปากพูดเสมอ เพราะการฟัง คือ “กําไร”
แต่ถ้าเอาแต่พูด มันมีแต่จะ “เสมอตัว” กับ “ขาดทุน”
ซึ่งมันก็จริง เพราะเราจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นก็ต่อเมื่อเราฟัง แต่การพูดเท่ากับว่าเรารู้ทุกอย่างเท่าเดิม มิหนําซ้ำถ้าพูดอะไรออกไปโดยไม่คิด อาจจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อตัวเราเองก็ได้
ทั้งที่ “การฟัง” ถือเป็นทักษะสําคัญที่สุดที่มนุษย์ทุกคนควรได้เรียน รู้ แต่น่าแปลกที่วิชานี้กลับไม่มีสอนกันในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ทั้งที่ตอนเด็กๆ ครูก็มักให้เราท่อง “หัวใจนักปราชญ์” ที่ประกอบไปด้วย สุ จิ ปุ ลิ (ฟัง คิด ถาม เขียน) ก่อนเลิกเรียนอยู่เป็นประจํา
มาถึงตรงนี้หลายคนคงรู้แล้วว่า “การฟัง” นั้นสําคัญขนาดไหน ก็ได้ เวลามาศึกษา “ระดับของการฟัง” ซึ่งผมได้มาจากเว็บไซต์ School of Changemakers ซึ่งมีอยู่ 5 ระดับ ได้แก่ 1 ฟังแบบไม่สนใจ 2. แกล้งฟัง 3. เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่อยากฟัง 4 ตั้งใจฟัง 5.ฟังด้วยใจ
ระดับที่ 1 ฟังแบบไม่สนใจ
นี่เป็นการฟังระดับแรก จะว่าไปแล้วมันแทบจะไม่ใช่การฟังด้วยซ้ํา เรียกว่า “ได้ยิน” น่าจะถูกกว่า เหมือนการได้ยินเสียงนกร้อง เสียงแอร์ เสียงรถผ่านบนถนนเท่านั้น เพราะเสียงที่มันเข้าหูจะไม่ถูกประมวลผล เข้าไปในใจ และไม่ได้ทําให้เกิดการไตร่ตรองใดๆ
ยกตัวอย่างเช่น คุณนั่งเล่นมือถืออยู่ แล้วเพื่อนก็เล่าเรื่องที่เขากําลัง ขัดแย้งกับหัวหน้าในที่ทํางานให้ฟัง ซึ่งคุณก็ได้ยิน แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับ ใดๆ ไม่ต่างกับการได้ยินเสียงนกร้อง เสียงแอร์ หรือเสียงรถนั่นแหละ
ระดับที่ 2 แกล้งฟัง
การฟังในระดับนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับระดับแรก เพียงแต่ผู้ฟังจะ รับคํา พยักหน้า แต่ไม่ได้ฟังจริงยกตัวอย่างเช่น เพื่อนกําลังเล่าเรื่องที่เขากําลังขัดแย้งกับหัวหน้าใน ที่ทํางานให้ฟัง แล้วคุณก็พยักหน้า หรือตอบกลับไปด้วยคําว่า อ่อ อืม. เหรอ ก็ดี บางทีเพื่อนยังไม่ทันพูดจบก็ตอบกลับแล้ว ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่รู้ หรอกว่าเพื่อนพูดอะไรไปบ้าง
ระดับที่ 3 เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่อยากฟัง หรือคิดว่าเป็นประโยชน์
การฟังแบบนี้เริ่มใช้หูเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงฟังแบบที่ จะเลือกฟังในสิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น คุณไปฟังสัมมนาหัวข้อการบริหารเงิน ซึ่งตลอด ระยะเวลา 2 ชั่วโมงคุณแทบไม่รู้เลยว่าวิทยากรพูดอะไรบ้าง แต่พอถึง ช่วงท้ายที่เขามีแจกของรางวัล คุณก็หันมานั่งฟังในทันที
ระดับที่ 4 ตั้งใจฟัง
เป็นการฟังด้วยหู อยู่กับปัจจุบัน ได้ข้อมูลครบตามที่ได้ฟัง ซึ่งดู เหมือนจะเป็นการฟังที่ดีที่สุด เพราะได้ฟังในสิ่งที่ผู้พูดต้องการเทความ ในใจออกมาให้ฟังทั้งหมด แต่จะมีการเติมความคิดของเราเข้าไป ซึ่ง อาจจะแนะนําไปด้วยความหวังดี แต่หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วผู้ฟังไม่ได้ อยากได้คําแนะนํา เขาแค่อยากเล่าให้เราฟังเฉยๆ
ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนกําลังเล่าเรื่องที่เขากําลังขัดแย้งกับหัวหน้าในที่ทํางานให้ฟัง แต่คุณก็แนะนําไปว่า ด่วนสรุปไปหรือเปล่า เจ้านายอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็ได้ หรืออย่าคิดมาก เจ้านายอาจจะมีเหตุผลของเขาก็ได้
ระดับที่ 5 ฟังด้วยใจ
เป็นการฟังที่ไม่ใช่แค่ “ฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด” แต่ “ฟังในสิ่งที่อีกฝ่าย เป็น” ฟังแบบเห็นและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด คิดตามอย่าง มีสติ ไม่ตัดสิน อยู่กับปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนกําลังเล่าเรื่องที่เขากําลังขัดแย้งกับหัวหน้าใน ที่ทํางานให้ฟัง ซึ่งคุณก็ฟังและคิดตามในบริบทของผู้พูดโดยไม่เติม ความคิดของตัวเองเข้าไป แต่อาจจะมีคําถามต่อเพื่อให้ผู้พูดได้พูดสิ่งนั้น ออกมาให้หมด เช่น ทําไมถึงคิดแบบนั้น แล้วเป็นไงต่อ, ถ้าสามารถพูด กับเจ้านายตรงๆ ได้ อยากจะบอกเขาว่าอะไร
อย่างไรก็ตาม การฟังไม่ใช่เรื่องของการใช้หูอย่างเดียว แต่มันยังมี เรื่องของสายตา สีหน้า จังหวะในการตอบโต้ และอากัปกิริยาต่างๆ ที่ ต้องใช้ “ศิลปะ” มากพอสมควร กลายเป็นว่ายุคนี้ศาสตร์แห่งการฟัง โดยไม่ตัดสินหรือไม่คาดหวังที่จะทําอะไรเลยกลายเป็นทักษะที่ยาก แต่ ทักษะอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องยาก มักจะเป็นทักษะที่ “มีค่า”
เพราะทุกวันนี้เรามีคนที่ “พูดเก่ง” มากพอแล้ว คนที่ “ฟังเก่ง” จึง กลายเป็นที่ต้องการของสังคมยุคนี้อย่างมาก ยิ่งถ้าคุณสามารถนําสิ่ง ที่ฟังนั้นไปต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ รับรองเลยว่าคุณจะเป็นคนที่ประสบความสําเร็จมากกว่าคนที่ “พูดเก่ง” หลายเท่าอย่างแน่นอน
ค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ทำไมไม่ถูกหวยงวดนี้ แต่งวดหน้าก็ยังอยากซื้ออีก
ตรวจหวย 1 กรกฎาคม 2569 ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล อัปเดตสดวันนี้
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
จริงไหมที่ยุงเลือกกัดเฉพาะบางคน มากกว่าคนอื่น?
สหรัฐฯ เริ่มส่งตัวผู้อพยพไปปาเลา คนแรกมาถึงแล้วก่อนเดินทางออก
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
จังหวัดในไทยที่ชวนเข้าใจว่าติดทะเล
ล้อรถไฟไม่ได้กลมธรรมดา ทำไมต้องออกแบบให้เป็นทรงกรวย?
มัลดีฟส์ไม่ได้แพงเสมอไป เปิดงบเที่ยวตั้งแต่ประหยัดถึงหรู
นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต หลังซุ้มหินปูนบนเกาะโคมิโน มอลตา พังถล่ม
สหรัฐฯ เริ่มส่งตัวผู้อพยพไปปาเลา คนแรกมาถึงแล้วก่อนเดินทางออก
ล้อรถไฟไม่ได้กลมธรรมดา ทำไมต้องออกแบบให้เป็นทรงกรวย?
ทำไมไม่ถูกหวยงวดนี้ แต่งวดหน้าก็ยังอยากซื้ออีก
คำสาปแช่งนกราบจากพระราชาอินทรี
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปท่องเที่ยว “ยุคไดโนเสาร์” ต้องเตรียมตัวยังไง และโลกในตอนนั้นโหดแค่ไหนกันแน่
เห็นชื่อแล้วนึกไม่ออก รวมอาหารไทยชื่อแปลก
เครื่องบินรบเกิดขึ้นได้อย่างไร จากสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงยุคไร้คนขับ
ร่างของ "รองเท้าบู๊ตสีเขียว" อันโด่งดัง ซึ่งถูกฝังอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์มาเกือบ 30 ปี กำลังจะกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมแล้ว
ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ ญี่ปุ่น มีระบบใหม่แล้ว! ตอนนี้ตั๋วขายแบบ "ตั๋วเครื่องบิน" – ยิ่งซื้อเร็ว ยิ่งถูกลง
ลิงแสนรู้ฉกโทรศัพท์มือถือนักท่องเที่ยวไปถ่ายเซลฟี่ และต้องมีของมาแลกเปลี่ยนถึงจะคืนโทรศัพท์