ขั้นตอนการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค
เขียนโดย machete007
ขั้นตอนการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมี 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
- Top Down Approach
วิเคราะห์ดัชนีตลาดก่อนดัชนีกลุ่ม แล้วจึงวิเคราะห์หุ้นรายตัว สามารถอธิบายเริ่มจากการวิเคราะห์ดัชนี (index) รวมก่อน หากดัชนีรวมไม่น่าไว้ใจก็เลิก วิเคราะห์เลย หากดัชนีรวมใช้ได้ ก็มาวิเคราะห์แต่ละเซกเตอร์ (sectors) ว่าเซกเตอร์ ใดดีกว่า น่าสนใจกว่า หรือเป็นกลุ่มนําตลาด จากนั้นจึงเจาะเข้าหาว่าหุ้นตัวใดตัว หนึ่งในกลุ่มดังกล่าวเป็นตัวนําตลาด แล้วจึงวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง
- Bottom up Approach
วิเคราะห์หุ้นรายตัวก่อนจึงวิเคราะห์กลุ่มของมัน แล้วจึงดูตลาดรวม สามารถอธิบายได้ดังนี้
เริ่มจากการสังเกตว่าหุ้นใดเป็นตัวนำตลาด หรือในปัจจุบันนี้ก็ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นช่วยกรองหาหลักทรัพย์ตามเงื่อนไขที่ต้องการ (วิธี scanning หรือ explore) เมื่อได้หลักทรัพย์ตามต้องการแล้ว จากนั้นจึงวิเคราะห์กลุ่มของมันว่ากราฟใช้ได้หรือไม่ หากพอใช้ได้ ก็วิเคราะห์ดัชนีรวมอีกครั้งว่าพอใช้ได้ไหม หากใช้ได้ ก็กลับมาวิเคราะห์หลักทรัพย์นั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง
สรุปว่าในอดีตที่คอมพิวเตอร์ยังมีราคาแพง การวิเคราะห์หลักทรัพย์ต้องใช้เวลาอย่างมากมาย แต่เมื่อคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลง ประกอบกับโปรแกรมวิเคราะห์หลักทรัพย์ก็ได้รับการพัฒนา จนมาถึงปัจจุบันเราสามารถวิเคราะห์หุ้นได้สะดวกและใช้เวลาน้อยลง โดยมีขั้นตอนดังนี้
- หาระบบ Trading ที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้น หรือโดยการทำ System Test บางโปรแกรมอาจเรียกว่า Back Test
- กรองหาหลักทรัพย์ตามเงื่อนไขที่ต้องการ (วิธี scanning หรือ explore)
โดยการกรองหุ้นที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่เราต้องการออกไปเหลือไว้แต่หุ้นที่น่าสนใจ เช่น
-หุ้นที่แข็งกว่าตลาดรวม (Outperform)
-หุ้นที่พร้อมจะวิ่ง
-หุ้นราคาถูกที่เริ่มมีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี
เราวิเคราะห์หุ้นเพื่อหาหุ้นที่มีแนวโน้มที่ดีน่าลงทุน และควรจะหาข้อมูลของหุ้น
- แนวโน้มของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร
- หาจังหวะเวลาที่ควรเข้าซื้อ
- หาราคาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ
- หาจุดที่ควรตั้งเป็นจุด Stop Loss
- หาจุดที่ควรขายออก
อย่าลืมว่า อย่าซื้อหุ้นมากจนดูแลไม่ทั่วถึง และวิเคราะห์ให้มั่นใจว่าหุ้นที่สนใจมีแนวโน้มที่ดี แล้วซื้อให้มากเพื่อให้คุ้มกับการติดตาม เมื่อซื้อแล้วก็ควรติดตามให้ดีว่ายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจหรือไม่ หากการเคลื่อนที่ของราคาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ก็ควรหาวิธีการแก้ไขไว้ล่วงหน้า เพราะไม่มีใครที่จะวิเคราะห์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้องทุกครั้ง การวิเคราะห์ได้ใกล้เคียงก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
เครื่องมือที่ใช้ในการติดตามที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ Check list ควรจะออกแบบให้สะดวกในการดู ซึ่งแต่ละคนอาจต้องการไม่เหมือนกัน เพราะความเชื่อถือในเครื่องมือของแต่ละคนอาจไม่ตรงกัน ที่ควรจะใช้ Check list เพราะเป็นการกันลืมว่ายังไม่ได้ดูอะไรบ้าง
และในระหว่างการติดตาม ควรมีการประมาณการว่าถ้าหุ้นปิดสูงจะทำให้สัญญาณเป็นอย่างไร ถ้าหุ้นปิดต่ำจะทำให้สัญญาณเป็นอย่างไร ซึ่งเรียกว่า “What if” บางท่านอาจต้องการรู้ว่า หากหุ้นปิดที่ราคาที่คิดไว้ จะทำให้สัญญาณที่สนใจมีค่าเท่าใด อย่างนี้ก็สามารถทดลองใส่ค่าลงไปได้
มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้น
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
อำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย
คณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?
2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
ชีวิตคนไม่มีแอร์ในหน้าร้อน…อยู่ยังไงให้รอด?”
สัตว์สายพันธุ์หายากมาก ที่ครั้งหนึ่งเคยพบได้ในประเทศไทย
แคมเปญสุดแปลก! ป้ายนักแสดง Netflix พรึ่บโค้งฟาร์มโชคชัย ชาวบ้านโอดหลอนช่วงกลางคืน
บุกจับโรงงานน้ำมะพร้าวผสมน้ำบาดาล
เจาะลึก..อาชีพทำความสะอาดกระจก ตึก "เบิร์จ คาลิฟา" ตึกที่สูงที่สุดในโลก
ทำไมจบมหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่โอกาสในการทำงานถึงไม่เท่ากัน?
ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหาเงินไม่พอใช้ ทั้งที่มีโอกาสมากกว่าคนรุ่นก่อน
เผยความลับ "แอร์โฮสเตส" บนเครื่องบิน..พวกเธอนอนพักกันที่ไหน ?
ค่าไฟเดือนละ 2,000 ติด "โซล่าร์เซลล์" คุ้มไหม? สรุปให้ชัดๆ ต้องกี่ปีคืนทุน หรือแค่ติดคูลๆ ตามกระแส?