ความท้าทายในรั้วมหาวิทยาลัย
เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาต่ออยู่ในจังหวัดชลบุรี ผมจึงต้องหาหอพักในมหาวิทยาลัยที่กำกับดูแล อีกทั้งค่าใช้จ่ายถูก ผมจึงตัดสินใจเข้าพักพร้อมลุ้นว่ารูมเมทร่วมค้างแรมนั้นจะมีบุคลิกอย่างไรบ้าง
สังคมมหาวิทยาลัยมีความท้าทายที่ต้องปรับตัวในช่วงปีแรกอยู่ตลอด โชคดีที่รูมเมทผมไม่ใช่คนไร้เหตุผล เขาพูดคุยด้วยตกลงอะไรกันได้แม้จริตจะไม่ตรงกับผม แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากระทบกระทั่งรุนแรง เช่น เรื่องการยืมของ เขามักเข้าใจผิดว่าผมงก แต่จริงๆแล้วคือยืมได้ แต่ขอให้รักษาของที่ผมให้ยืมไปด้วย เป็นต้น
มีรุ่นพี่และอาจารย์ให้การชี้แนะ ตลอดช่วงเวลาปี 1 คือเน้นปรับตัวและรู้จักกับเพื่อนๆให้ได้มากที่สุด เพราะปี 1 เป็นปีเดียวที่มีโอกาสเข้าทักทายกับใครก็ไม่เคอะเขิน ขณะเดียวกันการเรียนก็ต้องสอบให้ผ่านเช่นกัน ผมตั้งใจเรียนเข้าเรียนครบทุกครั้ง แต่เชื่อหรือไม่ ผมสอบตกแคลคูลัส
ทันทีที่ผมทราบชะตากรรมตัวเอง ผมรีบถามเพื่อนๆที่เคยบ่นท้อกับแคลคูลัสเลยว่าได้เกรดกันเท่าไหร่ ผมช็อคมาก เพื่อนๆผ่านกันแทบทุกคน อย่างน้อยก็ได้เกรด D ไม่ต้องลงทะเบียนเรียนซ่อมใหม่ มีเพื่อนเพียง 6-7 คนเท่านั้นที่ต้องลงเรียนใหม่ช่วงซัมเมอร์เหมือนผม ตอนนั้นผมถามหาคนล้มเหลวเหมือนกันกับผม เพราะผมต้องการหาคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับผม จะได้หาทางแก้ไขไปด้วยกันได้ และจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวล้มเหลวเพียงลำพัง และนี่คือรสชาติความล้มเหลวที่ผมทุกข์ใจหนักมาก ผมอายสังคม คอยบิดเบือนความจริงไม่ให้ใครรู้เกรดตัวผมเอง ยกเว้นคนที่อยู่ในสถานะเดียวกันกับผม หากใครไม่เคยเป็นอย่างผมคงนึกดูถูกผมในใจ ผมมั่นใจว่ามี ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมถูกตำหนิตลอดไม่ว่าเรื่องน้อยใหญ่ ผมยังไม่สามารถพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่คนให้เกียรติผมได้ แม้แต่ช่วงวัยทำงานตอนอายุ 22 ก็เช่นกัน
ตั้งแต่นั้นมา ผมพยายามให้หนักขึ้น ลดทอนเวลากิจกรรมไปช่วยเหลือเพื่อนในงานสังคมของคณะเท่าที่จะไปได้ เพื่อประโยชน์ในการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนในภายภาคหน้า
พยายามมากกว่าที่เป็นอยู่ของผมในตอนนั้นเกิดจากแรงขับของความกลัว กลัวจะต้องถูกขับไล่ออกจากการเป็นนิสิต กลัวเรียนไม่จบเหมือนคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ ผู้แต่งมหาลัยเหมืองแร่ ศิลปินแห่งชาติ ผมพยายามที่จะสรุปทบทวนบ่อยๆ ปรับทุกข์กับเพื่อน หาทริคที่เพื่อนผมใช้ว่าเขาทบทวนบ่อยแค่ไหน 3 ครั้ง หรือทบทวนในส่วนของตัวเองสรุปเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายก็พอ เพราะเนื้อหาเยอะมาก ทั้งจำและใช้ความเข้าใจกระบวนการทั้งหมด จนผมถูกทักว่าเป็นคนเครียดตลอดเวลาคุยด้วยแล้วไม่สบายใจ แต่ผมไม่รู้ตัวเลย ถึงกระนั้นผมก็ไม่เคยตวาดตะคอกใครเพราะความกดดันเลย มีแต่คนอื่นมากระแนะกระแหนสิ่งที่ผมเป็นเสียเอง โดยเฉพาะความกดดันจากการทำแลปปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
ช่วงฝึกงานคือช่วงวัดธาตุคนได้เป็นอย่างดี พอผมผ่านตรงนั้นมาแล้ว ผมแทบไม่อยากเจอหน้าเพื่อนร่วมฝึกงานอีกเลย ผมมักมีอาการเงอะๆเงินๆ สับสนและเข้าใจอะไรๆได้ยาก สร้างความรำคาญและลำบากต่อเพื่อนร่วมงานไปโดยปริยาย เขาไม่คุยกับผมเลยเหมือนคว่ำบาตร เขาจะคุยกับผมก็ต่อเมื่อต้องการจะต่อว่าด่าทอ เชื่อหรอไม่ วิธีการนี้รุนแรงเสียยิ่งกว่าถูกชกต่อย ถึงกระนั้นผมก็พยายามปรับปรุงตัวเสมอ ทว่าความแค้นยังสุมอกมาเป็นเวลานาน มันอยากจะหยุด ไม่อยากทำงานแล้ว เพราะทำงานไปตัวเราก็รู้สึกไร้ค่า นานวันเข้าก็เกลียดชังทุกๆคน เกลียดชังตัวเอง
ผมเพียรมีวินัยกับการนั่งสมาธิมาตลอดตั้งแต่หลังเลิกเรียนสมัยปี 2 จนถึงวันฝึกงาน ก็ยังคงปฏิบัติมาตลอด คิดทบทวนวันร้ายๆที่ผ่านมาว่าถ้าเราย้อนกลับเวลาไปได้จะแก้ไขยังไง อนาคตเกิดเป็นเช่นนี้อีกจะทำอย่างไรจะได้ไม่เกิดปัญหาซ้ำขึ้นอีก
สุดท้ายทุกอย่างก็อีหรอบเดิม นี่คือชนวนเหตุเริ่มต้นของการที่ผมไปทำงานที่ไหนก็มีปัญหาเรื่องคนเรื่องงานตลอด โดยที่ผมประพฤติตัวให้อยู่ในการนอบน้อมอยู่เสมอไม่เคยก้าวร้าวใครเลย บางครั้งผมก็เกิดมุมมองใหม่อย่างสุดโต่งว่า คนเราถ้าเก่งจริง ไม่จำเป็นต้องไปน้อบน้อมเลยเสียก็ยังได้ คนอื่นต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายมาเข้าหาเราเอง
ปัญหาฝึกงานกับเพื่อนร่วมงานส่งผลมาถึงการทำโปรเจกต์ก่อนจบปี 4 ด้วย เพราะโครงงานวิจัยที่อาจารย์มอบหมายมาให้นั้นพอดีกับสมาชิกที่จับกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ไปฝึกงาน
แม้การทำโปรเจกต์จะกระท่อนกระแท่นมีการระหองระแหงเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ แต่ก็ผ่านและจบปี 4 มาได้ แม้ผมจะมีส่วนในการทำงานและหาข้อมูล แต่ผมกลับรู้สึกไม่ภูมิใจเลย คงเป็นเพราะผมและเพื่อนในกลุ่มถูกอาจารย์ที่ปรึกษาตำหนิในโปรเจกต์ที่ทำมาอย่างร้ายแรง เวลานำเสนอกลับพบว่าโปสเตอร์มีข้อบกพร่องเรื่องการใช้โทนสีที่ไม่สบายตา การส่งมอบข้อมูลช้ากว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวลบ่งชี้ว่าผมและสมาชิกทำงานมีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สร้างความอับอายทั้งทีมสมาชิกและตัวอาจารย์ที่ปรึกษาเอง เพื่อนหลายคนปลอบใจบอกว่ามันผ่านไปแล้ว อย่างไรก็เรียนจบแน่ๆ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก ถึงกระนั้น เมื่อผมมองเพื่อนกลุ่มอื่น พวกเขาจบการนำเสนอด้วยรอยยิ้ม ด้วยความปีติยินดีกับสิ่งตนเองได้รับ พวกเขารู้สึกดีกับตัวเอง แต่ผมกลับรู้สึกตรงกันข้าม ผมรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ ผมอยากเรียนรู้ที่จะปีติได้เหมือนเพื่อนคนอื่นเขา
ผมล้มเหลวในการฝึกงานมาแล้ว และผมต้องลงเอยด้วยความล้มเหลวด้วยโปรเจกต์ก่อนปี 4 จนถึงวันรับใบปริญญาบัตร ผมก็ไม่ภูมิใจกับตัวเอง ผมไม่ไปรับปริญญาวันนั้นไม่ใช่เพราะไม่อยากเจอหน้าใครต่อใคร แต่เป็นเพราะเรื่องค่าใช้จ่ายและสิทธิวันลาในที่ทำงานที่จำกัด จะว่าไป การไม่ต้องเจอหน้าคนที่เราเกลียดถือเป็นผลพลอยได้ และวันรับปริญญาจริงๆนั้นผมก็เห็นว่ามันกดดันและเครียดโดยใช่เหตุ
นี่คือข้อสรุปที่ทำให้ผมรักตัวเองน้อยลงจากรั้วมหาวิทยาลัย อย่างไรเสียเราทุกคนก็ต้องรับผิดชอบชีวิตและอนาคตที่ปรารถนาของตนเอง
อนาคตเป็นสิ่งที่ทุกคนมีแน่ๆ แต่มันจะเป็นอนาคตที่มืดมนหรืออนาคตที่สดใสเท่านั้นเอง
เผยเทคนิค "ซื้อหวยยังไงให้ถูกรางวัล"..รับประกันถูกแน่นอน!
การลักลอบนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้น จำนวนมหาศาลจากประเทศกัมพูชาเข้าไทย
"แป๊ะกง" ให้เลขเด็ดงวด 1/4/69
ถอดรหัสปริศนา "แม่ตะเคียนให้โชค" ลุ้นรวยงวดวันที่ 1 เมษายน 2569
จังหวัดในเขตภาคอีสานของไทย ที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งทะเลมากที่สุด
แค่ 3 พยัญชนะ! จังหวัดไทยที่สั้นที่สุดในประเทศไทย
"ปลัดอำเภอ" กับ "นายอำเภอ" ต่างกันอย่างไร? ใครตำแหน่งสูงกว่า?
"แต๋วจ๋าพารวย" งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2569 คืนความสุขสู่ความรวย
เลขลับจากปกสลาก งวดวันที่ 1 เมษายน 2569
หมอช้างเตือน 2 ราศี ระวังการเงินตึงตัว รายจ่ายพุ่ง รายรับเข้าช้า
อันดับประเทศที่มีความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลกประจำปี 2026
หนังที่ทำรายได้มากถึง 100 ล้านบาท เรื่องแรกสุดในประเทศไทย
3 จังหวัดของไทย ที่ไม่มีป่าไม้เหลืออยู่เลยในพื้นที่ธรรมชาติ
การลักลอบนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้น จำนวนมหาศาลจากประเทศกัมพูชาเข้าไทย
หายใจเข้าออกลึก ๆ 5 วินาที ช่วยลดความเครียดได้
สังเกตสัญญาณบ่งชี้ว่า ชีวิตของคุณกำลังก้าวไปข้างหน้า หมดเคราะห์กรรม ชะตาชีวิตกำลังเปลี่ยน
Gen Z ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance เพราะโลกการทำงานเปลี่ยน ความขยันแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
คนเซนซิทีฟไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่เป็นจุดแข็ง เสมือนมีพลังวิเศษ มีสกิลล้ำค่า ทำให้เข้าใจโลกได้มากกว่าคนทั่วไป