เกณฑ์ในการลงทุนของบัฟเฟตต์
ผมเข้าใจในธุรกิจนี้หรือไม่ ? นี่คือสิ่งบัฟเฟตต์มักถามตัวเองก่อนลงทุน ขณะที่เราลงทุนเองมักไม่ค่อยถามตัวเองเท่าไหร่ เพราะหาคำตอบด้วยตัวเองไม่เป็น คนเก่งๆด้านการลงทุนอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์...เขามองจากปัจจัยอะไรบ้าง
บัฟเฟตต์เข้าใจเฉพาะธุรกิจที่ “เรียบง่าย” อย่างลูกกวาด หนังสือพิมพ์ น้ำอัดลม รองเท้า และอิฐ เขาจําแนกออกมาชัดเจนว่า สิ่งใดคือ “ขอบข่าย แห่งความชํานาญ” ของตัวเอง และไม่เคยออกไปนอกขอบข่ายนั้น เขาอยากมองให้ออกว่า “สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 5, 10 หรือ 15 ปีข้างหน้า นับจากนี้ จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจของธุรกิจนั้นอย่างไร บ้าง ถ้าเรามองมันไม่ออก ก็อย่าไปสนใจมันตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า”
ธุรกิจนี้มีสถานะทางเศรษฐกิจที่น่าดึงดูดใจหรือไม่
พึงหลีกเลี่ยงธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพราะรัฐบาลอาจเป็นฝ่ายเข้ามากำหนดราคา และ/หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น แทนที่จะเป็นบริษัทกําหนดเอง พึงหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่ต้องลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง จงลงทุนใน บริษัทที่มีเงินสด กําไร หรือแหล่งเงินกู้ง่าย ๆ ที่ทำให้มีเงินพอสำหรับ ลงทุนในธุรกิจที่ทำอยู่ และหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีหนี้สินมากๆ
มองหาบริษัทที่มีสิ่งที่เขาเรียกว่า “แฟรนไชส์” และ “คูเมือง (Moat)” หรือ “ป้อมปราการ” ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีต้นทุนต่ําที่สุด ในอุตสาหกรรม (เนบราสก้าเฟอร์นิเจอร์มาร์ท) มีแบรนด์เนมอันทรง พลัง (โค้ก) มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่ตั้งราคาสูงได้ (ชีส์แคนดีส์) เป็น ผู้ครอบครองตลาด (วอชิงตันโพสต์)
สถานะทางเศรษฐกิจที่น่าดึงดูดใจนั้นมีความยั่งยืนหรือไม่ จงเลือกบริษัทที่มีผู้บริหารซึ่งช่วยขยาย “คูเมือง” ให้กว้างขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เลือกธุรกิจที่อุปสงค์ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช็กดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดบ้างที่อาจกระทบต่อแฟรนไชส์ของ ธุรกิจ (เช่น ธุรกิจเครือข่ายสถานีโทรทัศน์จะน่าสนใจขึ้นมากสำหรับเขา
ถ้ามีสถานีโทรทัศน์เพียงสามเครือข่าย ผู้บริหารจัดสรรเงินทุนอย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ บัฟเฟตต์อยากได้ผู้บริหารที่บริหารธุรกิจเหมือนเป็นบริษัทของตัวเอง ไม่ทำในสิ่งที่เรียกว่า “เกินห้ามใจในทางธุรกิจ” (เช่น เข้าไปเทกโอเวอร์ อีกบริษัทเพื่อเติมเต็มอีโก้ตัวเอง)
หากผู้บริหารไม่สามารถเอากําไร 1 ดอลลาร์ไปลงทุนเพื่อให้ได้มูลค่า อีก 1 ดอลลาร์ ก็ควรเอาเงินทุนคืนให้ผู้ถือหุ้น ด้วยการจ่ายเงินปันผล เพิ่มขึ้น หรือซื้อหุ้นคืนซะจะดีกว่า
ผมอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจนี้หรือไม่ หากมีผู้บริหาร “ชุดนี้” บัฟเฟตต์จะลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ “บริหารโดยคนที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถ เป็นคนซึ่งเขาชื่นชมและไว้วางใจได้เท่านั้น”ต้องเป็นผู้บริหารที่มีความบริสุทธิ์ใจ ซื่อสัตย์ และรอบคอบ เป็นคนที่กล้าแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ถือหุ้น ไม่พยายามซ่อนเร้นหรือกลบเกลื่อนมัน “เราต้องการผู้บริหารที่บอกความจริง และที่สำคัญยิ่งกว่าคือต้องบอก ความจริงกับตัวเองด้วย เขาชอบผู้บริหารที่มีสํานึกเรื่องต้นทุนและประหยัดมัธยัสถ์
บริษัทให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่
ยิ่งผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงเท่าไร บริษัทก็มีกําไรสําหรับ เอาไปลงทุนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงเท่าไร มูลค่าของบริษัทในแต่ละปีก็จะเพิ่มเร็วขึ้นเท่านั้น
ผมชอบราคานี้หรือไม่
บัฟเฟตต์จะลงทุนก็ต่อเมื่อราคามี “ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย” ซึ่งเขาสามารถเข้าลงทุนโดยได้ส่วนลดจากมูลค่าของบริษัทที่เขาประเมินไว้ หากบริษัทเข้าเกณฑ์ทุกอย่าง แต่ถ้าราคาสูงเกินไปเขาก็ไม่ซื้อ
10 ประเทศในทวีปเอเชีย ที่มีกองกำลังทหารแข็งแกร่งมากที่สุด
อำเภอพิเศษของประเทศไทย ที่ถูกประกาศจัดตั้งขึ้นพร้อมกัน
จังหวัดล่าสุดของประเทศไทยที่ถูกยุบเลิก (ในทางประวัติศาสตร์)
"งูจงอาง" โผล่หน้ารถใช้เวลา 4 ชั่วโมง กว่าจะจับได้ คอหวยแห่ส่องเลขทะเบียนรถ
แมวเพียงชนิดเดียวในประเทศไทย ที่ถูกขึ้นบัญชีให้เป็นสัตว์ป่าสงวน
5 ประเทศในเอเชียที่มีการบริโภค ข้าวเหนียว มากที่สุด
7 ต้นไม้ปลูกต้นไม้ในแจกัน ปลูกในน้ำได้
5 ยี่ห้อน้ำปลาร้าที่คนไทยนิยมมากที่สุด
10 ไม้ประดับราคาแพงที่สุดในประเทศไทย
เปิดความลับ Culture Shock: ทำไมฝรั่งถึง (ยัง) ไม่ใช้ "สายฉีดชำระ" เหมือนบ้านเรา?
ไขปริศนา URL: ทำไมยุคนี้ "www" ถึงหายไป และเรายังจำเป็นต้องพิมพ์อยู่ไหม?
ครูมวยพิมายควบ "เจ้าทอม" สู้แดดไปเลือกตั้ง! สีสันโคราชคึกคัก ปลุกพลังใช้สิทธิเปลี่ยนประเทศ
จังหวัดของประเทศไทย ที่มีรายได้เฉลี่ยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
อลังการปีม้า🐴โรบินสันสมุทรปราการทำเก๋👀ประกวดโอรสธิดาลูกหลานเจ้าแม่กวนอิม จัดโดยมหามงคลฟิล์มสตูดิโอโปรดักชั่น
คึกคัก🪭ปีม้า🇹🇼เปิดตรุษจีนยิ่งใหญ่ประกวดโอรสธิดาลูกหลานเจ้าแม่กวนอิมโรบินสัน สมุทรปราการ สภาวัฒนธรรมสมุทรปราการ
จัดโต๊ะทำงานอย่างไรให้เฮลท์ตี้ ปัง เฮง แถมดีต่อสุขภาพการทำงาน
พัฒนาตัวเองด้วย ทฤษฎี 21 วัน เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนชีวิต สร้างคุณเป็นคนใหม่