หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Helicopter Money


เขียนโดย machete007

 

“วิธีที่ง่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกวิธีหนึ่ง ก็คือใช้เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไปบนฟ้า และโปรยเงินลงมาเพื่อให้ประชาชนนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย”

นี่คือ คำนิยามของทฤษฎี Helicopter money ที่ถูกคิดค้นโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันในปี 1969

ทฤษฎีนี้คืออะไร

แล้วจริงๆ มันจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้หรือไม่

 

โดยทั่วไปนั้น นโยบายที่ทุกประเทศใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมี 2 วิธีหลัก

  1. การใช้นโยบายการเงินโดยธนาคารกลาง ผ่านกลไกของอัตราดอกเบี้ย เช่น ถ้าต้องการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต ธนาคารกลางก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ในทางตรงข้าม ถ้าต้องการลดความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
  2. การใช้นโยบายการคลัง เกี่ยวกับวิธีที่รัฐบาลจัดหารายได้และรายจ่าย ผ่านการจัดเก็บภาษีซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ลดการจัดเก็บภาษีลงแล้วใช้จ่ายมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า การใช้งบประมาณขาดดุล

ในทางตรงข้าม ถ้าต้องการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ก็ต้องจัดเก็บภาษีมากขึ้นแล้วลดการใช้จ่ายของรัฐบาลลง หรือที่เราเรียกว่า การใช้งบประมาณเกินดุล

แน่นอนว่า หลายปีมานี้เศรษฐกิจทั่วโลกนั้นอยู่ในภาวะชะลอตัว มาตรการที่หลายประเทศนำมาใช้จึงเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง และการใช้งบประมาณขาดดุลของรัฐบาล

สหรัฐอเมริกา อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% ซึ่งเป็นการลดลงถึง 3 ครั้งในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2019

ประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% อยู่ในช่วงที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าเคยอยู่ในระดับนี้มาตอนปี 2008 ในช่วงวิกฤติซับไพรม์

สหภาพยุโรป อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0% มาตั้งแต่ปี 2016

ญี่ปุ่น อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ -0.1% มาตั้งแต่ปี 2016

นอกจากการลดดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ธนาคารกลางยังมีวิธีแปลกใหม่โดยการอัดฉีดปริมาณเงินเข้ามาในระบบ (Quantitative Easing) ผ่านการซื้อพันธบัตร ทำให้ราคาของตราสารเหล่านั้นสูงขึ้น และทำให้ผลตอบแทนของตราสารนั้นลดลง ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรที่อายุสั้นและยาวที่อยู่ในตลาดอยู่ในระดับต่ำ

และเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำลง ธนาคารกลางเชื่อว่าจะนำไปสู่การลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง ก่อให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะไปลงทุนภาคเศรษฐกิจจริง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกลับนำเงินไปลงทุนในตลาดการเงิน เราจึงเห็นตลาดหุ้นหลายแห่งนั้นปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา

ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นจาก 866 จุด มาสู่ 3,110 จุด เพิ่มขึ้นกว่า 259%

ตลาดหุ้นไทยที่ SET index เพิ่มขึ้นจาก 449 จุด มาสู่ 1,598 จุด เพิ่มขึ้นกว่า 256%

แม้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นจะสร้างความมั่งคั่งให้แก่นักลงทุนมากขึ้น แต่ผลประโยชน์นั้นกลับตกอยู่กับกลุ่มคนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ซึ่งถือว่ามีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่า

ยังไม่รวมในกรณีที่ผู้บริโภคมีภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง หรือแม้แต่ภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต พวกเขาจึงปฏิเสธการกู้เงินเพื่อมาบริโภคหรือลงทุนเพิ่มขึ้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

พอเรื่องเป็นแบบนี้ วิธีการต่างๆ ที่รัฐบาลและธนาคารกลางหลายประเทศใช้กันอยู่นั้น จึงไม่ได้ทำให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้นเติบโตมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

 

ที่สำคัญ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้นเป็นมาตรการส่งผ่านทั้งหมด ไม่มีวิธีไหนที่เป็นการอัดฉีดเงินเข้าระบบแล้วไปถึงมือประชาชนโดยตรงในทันที

จึงทำให้มีการพูดถึงทฤษฎี Helicopter money โดยการนำเงินที่ธนาคารกลางพิมพ์แล้วนำไปให้ประชาชนโดยตรงเพื่อใช้จ่ายหรือทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะเชื่อกันว่า วิธีนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น เปรียบเสมือนการใช้เฮลิคอปเตอร์มาบินอยู่เหนือท้องฟ้า แล้วโปรยเงินลงมาแจกประชาชน

ในอดีตที่ผ่านมานั้น หลายประเทศที่ใช้ทฤษฎี Helicopter money มีทั้งประสบความสำเร็จ อย่างกรณีของแคนาดาในช่วงระหว่างปี 1935-1975 ที่ใช้วิธีแจกเงินให้แก่ประชาชนควบคู่ไปกับการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

แต่ก็มีบางประเทศ ที่ใช้วิธีการแจกเงินให้ประชาชนเพื่อสร้างความนิยมให้แก่รัฐบาล เมื่อรวมกับการใช้จ่ายของภาครัฐที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้สุดท้ายมูลค่าเงินของประเทศนั้นลดลง พร้อมทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง เช่น กรณีของซิมบับเวในปี 1997 หรืออาร์เจนตินาในปี 2007-2015

สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้น เราคงคุ้นเคยกับหลายโครงการที่มีลักษณะคล้ายๆ กับทฤษฎี Helicopter money ซึ่งวัตถุประสงค์ก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและการบริโภคของประชาชน ซึ่งหลายฝ่ายตั้งความหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้

แต่ต้องยอมรับว่า การบริโภคนั้นสามารถช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งอาจไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโตระยะยาว

การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวนั้น ต้องมาจากการลงทุนซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สร้างความมั่งคั่งและเติบโตอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านระบบการศึกษา

หรือการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพื่อต่อยอดไปสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น โจทย์สำคัญของ Helicopter money ก็คือ หลังจากขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโปรยเงินแล้ว จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ โดยไม่ต้องรอเฮลิคอปเตอร์ลำต่อไป

เนื้อหาโดย: machete007
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
machete007's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 66 ครั้ง
เขียนโดย machete007
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำภาษาท้องถิ่นในไทยที่ไม่มีตัวอักษรและไม่สามารถเขียนได้คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด10 โรงเรียนเอกชน ที่เก่าแก่สุดในประเทศไทยประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลกจังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทย5 สัตว์ดึกดำบรรพ์ใต้ทะเลลึกสหรัฐฯ เผยรายชื่อ "12 ผักผลไม้สกปรกที่สุดปี 2026" พบสารพิษตกค้างเพียบ หลายชนิดคนไทยกินทุกวันไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เพิ่งรู้ว่า มี 9 ประเทศแล้ว ทึ่แบนโซเชียลสำหรับเยาวชนจังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทยสรุปดราม่า "พระสิ้นคิด" รุกป่า 12 ไร่ กรมป่าไม้ยืนยัน “ไม่จับ-ไม่ไล่ วัดอยู่ต่อได้”จังหวัดที่มี"ป่า"น้อยที่สุดในประเทศไทย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ประเทศที่มีความสุภาพที่สุดในโลก แล้วไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่?เปิดแอร์ 24 ชม. จ่ายกี่บาท?นักบินอวกาศคนแรกของโลก"ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
ตั้งกระทู้ใหม่