ลัทธิสุขนิยม: แนวคิดชีวิตที่มีความสุขที่สอนให้เราไม่กลัวตาย
หากกล่าวถึงลัทธิหรือแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความสุขในชีวิต ความสุขนิยมคงเป็นหนึ่งในลัทธิที่หลายคนคุ้นเคยและเข้าใจได้ไม่ยาก
.
สุขนิยม หรือ "รตินิยมลัทธิ" (Hedonism) คือ แนวคิดที่ยืนยันว่า ความสุข (pleasure) คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรแสวงหา โดยมองว่าความสุขคือคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต และมนุษย์ควรแสวงหาความสุขเป็นหลักที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการมุ่งมั่นในการหาความสุขและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด
.
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ว่า พฤติกรรมของมนุษย์ได้รับการขับเคลื่อนด้วยความต้องการเพิ่มพูนความสุขและลดทอนความทุกข์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงเคยกล่าวไว้ว่าจุดหมายสูงสุดของมนุษย์คือการแสวงหาความสุขและการรักษาความสุขนั้นให้ยั่งยืน
.
หลักสำคัญของลัทธินี้ประกอบด้วย:
1) ความสุขทางกายคือสิ่งที่ดีที่สุด
2) ความสุขเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอย่างอื่น
3) ความสุขคือสิ่งที่มนุษย์แสวงหา
4) การกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรม คือ การกระทำที่นำไปสู่ความสุข
.
แนวคิดสุขนิยมได้รับการพัฒนาจากนักปรัชญาสองท่านที่มีชื่อเสียง คือ อาริสติปปุส (Aristippus) และเอพิคคิวรัส (Epicurus) ซึ่งได้แยกออกเป็นสองสายแนวคิดตามทิศทางของแต่ละท่าน
.
อาริสติปปุส ผู้ก่อตั้งลัทธิไซเรเนอิค (Cyrenaicism) เชื่อว่า ความสุขคือความพึงพอใจทางกาย ซึ่งมีค่าสูงกว่าความสุขทางใจ เช่น ความสุขจากการรับประทานอาหารอร่อย ดื่มเครื่องดื่มที่ถูกปาก หรือการมีความสุขทางเพศ หลักการของเขาคือ มนุษย์ที่ฉลาดควรแสวงหาความพึงพอใจในทุกๆ โอกาสอย่างเต็มที่ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา
.
ในทางกลับกัน เอพิคคิวรัส ผู้ก่อตั้งลัทธิเอพิคคิวเรียน (Epicureanism) ให้ความสำคัญกับความสุขทางใจมากกว่าความสุขทางกาย โดยเชื่อว่าความสุขทางใจบริสุทธิ์และยั่งยืนกว่าความสุขทางกายที่มักจะผสมปนเปกับความเจ็บปวด เขายังเน้นการใช้ปัญญาในการแสวงหาความสุข และมองการณ์ไกลเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์
.
นอกจากนี้ ลัทธินี้ยังเน้นการแสวงหาความสุขเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยมองว่าความสุขของตนเองนั้นมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด การกระทำเพื่อผู้อื่นจึงมักคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะกลับมาหาตนเอง
.
“กินและดื่ม เพื่อตายอย่างสำราญในวันพรุ่งนี้เถอะ” หรือ “Eat, drink and be merry, for tomorrow we die” จากคัมภีร์ไบเบิลฉบับพระเจ้าเจมส์ (King James Bible) เป็นวลีที่ชวนให้เราหันมาชื่นชมและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องกังวลกับความทุกข์หรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้ความทุกข์เข้าครอบงำ จะเห็นได้ว่า เอพิคิวรัส สนับสนุน ‘สุขที่ไม่ร้อนรน’ และมองว่าคนเราไม่ควรกลัวตาย
.
นอกจากอาหารที่เป็นสิ่งสำคัญในการประทังชีวิตให้ดำรงอยู่ในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ยังมุ่งหมายที่จะค้นหาความหมายและเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมาและมีชีวิตที่อยู่ในโลกนี้ การวิวัฒนาการและต้นกำเนิดของมนุษย์ได้รับการอธิบายทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และทางศาสนา เมื่อเข้าใจถึงที่มาของตนเอง ก็จะนำไปสู่การค้นหาคำตอบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า ‘ความหมายของการมีชีวิตอยู่’ คืออะไร
.
แอดมินเองเห็นด้วยกับเอพิคิวรัสที่มองว่าการเป็นมนุษย์ต้องการสิ่งที่ช่วยชโลมให้จิตวิญญาณมีความสมบูรณ์ ก็คือจิตใจของคนเราเองก็ไม่ต่างอะไรจากกระเพาะอาหารที่หิวโหยและรออาหารมาเติมเต็ม ความสุขทางใจคือ อิสระ เพราะเอพิคิวรัสเชื่อว่า มนุษย์จะอยู่เป็นสุขได้โดยการที่ไม่ต้องตกเป็นทาสใคร สามารถอยู่อย่างสันโดษได้อย่างที่ตัวเองต้องการ แต่ในอีกขณะนึงก็ไม่ลืมที่จะให้คุณค่าแก่มิตรภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์อีกด้วย
.
แต่แนวคิดของอาริสติปปุสมันจะดูสุดโต่งเกินไป โดยเฉพาะในแง่ของการแสวงหาความสุขทางกายที่อาจทำให้หลงลืมความสำคัญของความสุขทางใจ ในขณะที่เอพิคคิวรัสเสนอแนวทางที่เป็นทางสายกลาง และเป็นรากฐานของสุขนิยมในยุคต่อ ๆ มา โดยให้ความสำคัญกับทั้งความสุขทางกายและทางใจ พร้อมกับการใช้ปัญญาในการแสวงหาความสุข ซึ่งจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการสุดโต่งจนเกินไป และรักษาสติในการดำเนินชีวิต
.
แอดมินเองสนับสนุนแนวคิดของสุขนิยมบางประการ โดยเชื่อว่าความสุขควรเป็นสิ่งที่เราควรแสวงหาด้วยตัวเอง โดยไม่ไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และในขณะเดียวกันการแสวงหาความสุขก็ควรทำด้วยสติและปัญญา เพื่อไม่ให้หลงไปในทางที่ผิดเช่นกัน
.
และแอดมินเห็นด้วยและสนับสนุนกับแนวคิดของเอพิคิวรัสที่ได้บัญญัติความหมายของความสุขทิ้งท้ายไว้ว่า “การมีความสุข คือการรู้จักพอใจกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ”
.
แล้วคุณเห็นด้วยกับเอพิคิวรัสไหม แชร์ให้ฟังกันหน่อยค่ะ
______________________





















