ไขมันพอกตับ สาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็สามารถเป็นไขมันพอกตับ ได้เช่นกัน !!
ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) เป็นภาวะที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหาร และ ดื่มแอลกอฮอล์ จนเกิดการสะสมของไขมันบริเวณตับที่มากเกินมาตรฐานของคนทั่วไป โดยจะกินพื้นที่ของตับ 5-10 % จะทำให้ตับเกิดการอักเสบ หรือ เซลล์ตับตาย และเกิดพังผืดภายในตับ จนกลายเป็นโรคตับแข็งในที่สุด หนึ่งในภัยเงียบเนื่องจากอาการที่ไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือ ไม่แสดงความเจ็บปวดอย่างชัดเจน และ สังเกตได้ยาก
สาเหตุของไขมันพอกตับ
- การดื่มแอลกอฮอล์ จะขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ที่ดื่ม เช่น ดื่มมานานแค่ไหน อายุ และ ปริมาณการดื่มต่อวัน เป็นต้น
ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ !! แต่สามารถเป็นไขมันพอกตับเพราะแบบนี้
- โรคประจำตัวอื่น ส่วนมากแล้วโรคที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงไขมันพอกตับ จะเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับน้ำหนัก เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันในเลือดสูง เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ และ นำไปสู่โรคมะเร็งตับได้
- กินอาหารปนเปื้อน เช่น สารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) หรือเชื้อรา ที่พบมากใน ถั่วลิสง ธัญพืช พริกแห้ง กระเทียม
- เนื่องจากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C เรื้อรัง
- พฤติกรรมการกิน เช่น กินอาหารปิ้งย่างบ่อยเกินไป อาหารประเภทของทอด ของมัน ขนมนมเนย และ เครื่องดื่มที่มีรสหวานเป็นประจำ การกินอาหารที่มีพลังงานสูงจำพวกไขมัน แป้ง น้ำตาลมากเกินไป
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือ ยาต้านไวรัสบางชนิด เป็นต้น
พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับ และ ทำให้ตับเกิดการกระตุ้นให้มีไขมันสะสมในตับมากขึ้นจนกลายเป็นไขมันพอกตับ
กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อไขมันพอกตับ
- บุคคลที่เป็นโรคอ้วน เช่น ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 40 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวเกิน 35 นิ้ว เป็นต้น
- บุคคลที่มีไขมันดี หรือ HDL ต่ำ
- บุคคลที่มีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป
- บุคคลที่เป็นโรคเบาหวาน และ มีน้ำตาลในเลือดสูง 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- บุคคลที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
สังเกตอาการเตือนโรคตับ
- เหนื่อย อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- ผิวเหลือง ตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้ม
- ท้องอืด เหมือนมีแก๊สในกระเพาะ
- คลื่นไส้อาเจียน
- น้ำหนักตัวลด, ใต้ชายโครงด้านขวามีอาการตึง
- เหนื่อยไม่มีแรง
- เกิดน้ำคั่งที่บริเวณขา และท้อง
การดูแลรักษาผู้ป่วยไขมันพอกตับ
- ลดน้ำหนัก ให้ลดประมาณเดือนละ 1 - 2 กิโลกรัม จะสามารถช่วยลดอาการอักเสบในตับ ลดความรุนแรงของพังผืดได้
- ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง งดการดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของไขมันพอกตับ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน เป็นเวลา 30 นาที
- รักษาโรคที่เป็นอยู่ หากป่วยเป็นโรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไขมันพอกตับ ให้รักษา และ กินยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรกินอาหารเสริมด้วยตนเองหากแพทย์ไม่อนุญาต
ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่อันตรายอย่างมาก เพราะภาวะนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการใดออกมา จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการได้ยาก รู้ตัวอีกทีอาจจะรุนแรงถึงระยะที่ 3 และ 4 แล้ว หากสังเกตเห็นความผิดปกติในร่างกายของตนเอง และอาจเข้าข่ายว่าจะเป็นไขมันพอกตับ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา รับคำแนะนำในการป้องกันตนเอง
ทำไมประเทศไทยถึงต้องมี "Land" ต่อท้าย?
จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุด อันดับหนึ่งของประเทศไทย
"โถส้วมแบบนั่งยองๆ หรือ โถส้วมแบบกดน้ำ" แบบไหนดีกว่ากัน?
สถานที่สำคัญแห่งล่าสุดของไทย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลก
เมื่อเป็นมะเร็งตับ จะมีการเปลี่ยนแปลง 3 อย่างบนใบหน้า
เขมรโมโห หลังถูกนายจ้างคนจีน ด่าว่าโง่
เซอร์เบีย ให้เงินสนับสนุนแก่เขมรแล้ว 500,000 ดอลลาร์
เหรียญราคา 10 บาทของไทย รุ่นที่หาได้ยากมากที่สุดระดับตำนาน
3 เมนูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง รับประทานพร้อมเนื้อวัว
การถาม AI หนึ่งครั้ง เท่ากับเทน้ำทิ้ง 1 ขวด
วิธีปฏิเสธ "คำขอทำงานล่วงเวลาเร่งด่วน" แบบคนมี EQ สูง
สินค้าของป่านำเข้าของไทย ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
สื่อกัมพูชาประโคมข่าว “แอนเจลินา โจลี” เตรียมขายบ้านในสหรัฐฯ เปิดทางเริ่มชีวิตใหม่ อาจย้ายพำนักที่กัมพูชา
เขมร ระเบิดค่ายตัวเอง อ้างเผาขยะเจอกระสุน DKZ ตกค้าง หวั่นไทยเข้าใจผิด
ชาวเน็ตฮือฮา เชอรี่ญี่ปุ่นลังละเป็นล้าน!!
วิสทีเรีย (Wisteria) หนึ่งในเจ็ดต้นไม้มหัศจรรย์ของโลก ดอกดกมากๆ ปลูกไว้ดูสวยชื่นใจจ้า
คนงานกัมพูชากว่า 2,000 ชีวิต ลุกฮือปิดถนน! โรงงานรองเท้า YJC วุ่น หลังถูกดูหมิ่น-ไม่จ่ายโบนัส-ห้ามหยุดวันชาติ
เสริมภูมิคุ้มกันด้วยผลไม้รสเปรี้ยว









