เบื้องหลังการประหารชีวิต ราชวงศ์โรมานอฟแห่งจักรวรรดิรัสเซีย
ราชวงศ์โรมานอฟแห่งจักรวรรดิรัสเซีย (จักรพรรดินิโคลัสที่ 2, จักรพรรดินีอะเลคซันดรา เฟโอโดรอฟนา พระมเหสี และพระราชโอรสทั้ง 5: โอลกา, ตาตยานา, มารีเยีย, อะนัสตาซียา, อะเลคเซย์) ถูกยิงและถูกแทงด้วยดาบปลายปืนจนเสียชีวิต
โดยนักปฏิวัติบอลเชวิค ภายใต้การนำของยาคอฟ ยูรอฟสกี ตามคำสั่งของคณะกรรมการบริหารอูราลในเยคาเตรินบุร์กในคืนของวันที่ 16–17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 และผู้ที่ถูกประหารในคืนนั้นยังเป็นข้าบริพารที่ติดตามราชวงศ์โรมานอฟ
ประกอบด้วย: ดร. อูจีน บอตคิน แพทย์ประจำราชวงศ์, อันนา เดมีโดวา นางสนองพระโอษฐ์, อเล็กเซ ทรุปป์ ข้ารับใช้ และอีวาน ฮารีโตนอฟ หัวหน้าคนทำครัวศพของราชวงศ์ถูกนำไปที่ป่าคอปตยากี ที่ซึ่งศพของราชวงศ์ถูกปล้นทรัพย์สิน ฝัง และถูกทำลายด้วยระเบิดเพื่อป้องกันการพิสูจน์รูปพรรณ
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2000 ศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซียประกาศให้สมาชิกราชวงศ์โรมานอฟเป็นนักบุญสำหรับ "ความถ่อมพระองค์ ความอดทนและความนอบน้อม"
อย่างไรก็ตาม บิชอปไม่ได้ยกย่องสมาชิกราชวงศ์เป็นมรณสักขี (martyr) แต่เป็น "ผู้แบกรับกิเลส" (passion bearer) แทน อันสะท้อนให้เห็นถึงการโต้เถียงกันอย่างเข้มข้นก่อนหน้าเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ศาลสูงสุดแห่งสหพันธรัฐรัสเซียมีคำพิพากษาให้จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชวงศ์เป็นเหยื่อของการปราบปรามทางการเมืองและได้รับการกอบกู้ชื่อเสียง
เบื้องหลัง
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1917 นิโคลัส ผู้มิได้เป็นพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และได้ถูกทหารยามเรียกอย่างดูถูกว่า "นิโคลัส โรมานอฟ" กลับมารวมกับครอบครัวอีกครั้งที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ในซาร์สกอเย เซโล เขาถูกขังไว้ในบ้านตามหมายกักกันของรัฐบาลเฉพาะกาลพร้อมกับครอบครัว สมาชิกราชวงศ์ถูกสอบสวนอย่างหยาบคายในคืนแรกที่นิโคลัสกลับมาถึงบ้าน
ในคืนเดียวกันนั้น ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งบุกรุกเข้าไปในหลุมศพของเกรกอรี รัสปูติน และยกศพที่กำลังเปื่อยเน่าขึ้นมาด้วยแท่งไม้ แล้วขว้างศพนั้นไปบนกองฟืนแล้วราดด้วยน้ำมัน ร่างนั้นถูกเผาเป็นเวลาหกชั่วโมงจนเถ้าถ่านลอยไปกับสายลม
ภาพถ่ายสุดท้ายของบรรดาเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์โรมานอฟระหว่างถูกคุมตัว
อดีตซาร์ยังคงสงบและมีภูมิฐาน กระทั่งยืนกรานให้บุตรธิดามารับการสอนวิชาประวัติศาสตร์กับภูมิศาสตร์กับตนด้วย เขายังสนใจติดตามข่าวความเป็นไปของสงครามทางหนังสือพิมพ์อย่างกระตือรือร้น ซึ่งในนั้นก็มีทั้งวิธีที่สื่อปัจจุบันตีพิมพ์เรื่องราวอันน่าตื่นตกใจระหว่างรัสปูตินกับจักรพรรดินี "การสารภาพ" ของอดีตข้าราชบริพารและชีวิตส่วนตัวของผู้อ้างตนเองเป็น "คนรัก" ของธิดาของซาร์ทั้งสี่
เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1917 รัฐบาลเฉพาะกาลของอเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี ย้ายสมาชิกราชวงศ์ไปยังโตโบลสก์ โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องสมาชิกราชวงศ์จากกระแสการปฏิวัติที่เพิ่มสูงขึ้น พวกเขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของอดีตผู้ว่าการด้วยความสะดวกสบายพอสมควร หลังจากพรรคบอลเชวิคยึดอำนาจจากรัฐบาลสาธารณรัฐรัสเซียในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917
สภาพการถูกคุมขังก็ได้เข้มงวดขึ้นและการอภิปรายเพื่อนำตัวนิโคลัสมาพิจารณาคดีมีบ่อยครั้งขึ้น นิโคลัสถูกห้ามสวมอินทรธนู และทหารยามวาดรูปลามกหวัด ๆ บนรั้วเพื่อล่วงเกินธิดาของเขา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1918 ราชวงศ์ถูกจัดให้ดำรงชีพด้วยอาหารปันส่วนของทหาร ซึ่งหมายถึงการแยกจากข้าราชบริพาร 10 คน และการยกเนยเหลวและกาแฟให้เป็นของฟุ่มเฟือย
ห้องใต้ถุนบ้านที่ราชวงศ์โรมานอฟถูกสำเร็จโทษ
เมื่อบอลเชวิคมีกำลังกล้าแข็งขึ้น นำไปสู่การต่อต้านเต็มรูปแบบเมื่อถึงฤดูร้อน นิโคลัส อเล็กซานดรา และธิดา มาเรีย ถูกย้ายไปยังเยคาเทรินบุร์กในเดือนเมษายน อเล็กซีป่วยเกินกว่าจะร่วมเดินทางไปกับพ่อแม่และอยู่กับพี่สาว โอลกา ทาเทียนาและอนาสตาเซีย โดยไม่ออกจากโตโบลสก์จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 ราชวงศ์ถูกคุมขังโดยมีผู้ติดตามที่เหลืออยู่ไม่กี่คนในบ้านอีปาเตียฟในเยคาเทรินบุร์ก ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น บ้านจุดประสงค์พิเศษ (รัสเซีย: Дом Особого Назначения)
พรรคบอลเชวิคต้องการนำตัวซาร์มาพิจารณาคดี แต่สถานการณ์แวดล้อมได้นำไปสู่การตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะสังหารราชวงศ์อย่างรวบรัด ราชวงศ์โรมานอฟถูกจับกุมโดยกองทัพแดงในเยคาเทรินบุร์ก
เมื่อสงครามกลางเมืองดำเนินไปและกองทัพขาว (อันเป็นพันธมิตรของฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างหลวม ๆ) คุกคามที่จะยึดเมืองดังกล่าว ความกลัวที่ว่าราชวงศ์โรมานอฟจะตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายรัสเซียขาว
หนึ่งในมือสังหารชื่อ ปีเตอร์ เออร์มาคอฟ
ซึ่งพรรคบอลเชวิครับไม่ได้ด้วยเหตุผลสองประการคือ ซาร์หรือสมาชิกราชวงศ์สามารถถูกใช้เพื่อระดมการสนับสนุนอุดมการณ์ของฝ่ายขาว และอย่างที่สอง ซาร์หรือสมาชิกราชวงศ์คนใดหากซาร์เสียชีวิตแล้ว จะถูกชาติยุโรปอื่นพิจารณาว่าเป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรมของรัสเซีย ซึ่งจะหมายความว่าผู้นั้นจะสามารถเจรจาให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงมากขึ้นในนามของฝ่ายขาว
ไม่นานหลังจากราชวงศ์ถูกประหารชีวิต เมืองก็ตกเป็นของฝ่ายรัสเซียขาว
วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 กองทัพเช็คกำลังรุกเข้าใกล้เยคาเทรินบุร์ก ซึ่งไม่ทราบมาก่อนว่าสมาชิกราชวงศ์รัสเซียกำลังถูกคุมขังอยู่ตามหมายกักกัน
พรรคบอลเชวิคซึ่งเชื่อว่าทหารเช็คกำลังอยู่ในระหว่างภารกิจช่วยเหลือราชวงศ์รัสเซีย ตื่นตระหนกและประหารชีวิตยามรักษาการณ์ เหตุผลที่แท้จริงที่ทหารเช็คถูกส่งมายังเยคาเทรินบุร์กนั้นเพื่อป้องกันทางรถไฟทรานส์ไซบีเรีย ซึ่งฝ่ายขาวมีการควบคุมสมบูรณ์ สถานการณ์แวดล้อมมีผลอย่างมากต่อการประหารชีวิตราชวงศ์รัสเซีย[
เขียนโดย ลูกสาวอบต
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด
อาหารไทยสุดหายาก ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะกำลังสูญหายไป
นักวิจัยทำให้ “เพชรสร้างไฟฟ้า” ได้ หลังตำรามองว่าเป็นไปไม่ได้มานานกว่าศตวรรษ
เปิด 5 อันดับ หอพักมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในไทย น่าอยู่แค่ไหน?
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
เลขเด็ดหวยสัญจร จ.ระยอง 1/9/2569
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
ดราม่า “โค้ชชิน” ผู้ช่วยโค้ชวอลเลย์ฯ ทิ้งญี่ปุ่นเพื่อมาช่วยไทย..จริงหรือ?
มาแล้ว! แม่น้ำหนึ่ง เปิดแนวทางเลขเด็ด “ปิ่นแก้ว” งวด 1/9/69 จับปิงปองให้เห็นกันชัด ๆ 7-3-9 แฟนหวยแห่สาธุ
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?
ไขสงสัย! ทำไมหมอลำต้องตะโกน "สอย สอย" ก่อนร้องกลอน? (เกร็ดอีสานที่หลายคนไม่เคยรู้)
อาหารและขนมไทยยอดนิยมของชาวต่างชาติ
10 กลยุทธ์ที่ร้านอาหารใช้เอาชนะคู่แข่งโดยไม่ต้องลดราคา
แก้วมังกร"เนื้อแดง"กับ"เนื้อขาว" ต่างกันอย่างไร?เปิดความลับเรื่องวิตามินและสารอาหาร
เปิดอันดับเครือข่ายมือถือที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2569
ยุคที่น้ำหมากกลายเป็นของต้องห้าม
ปลั๊กพ่วงมี 6 ช่อง ไม่ได้แปลว่าเสียบได้เต็ม 6 ช่องพร้อมกัน จุดที่ต้องดูจริง ๆ คือเลข “MAX” ข้างตัวมัน



