ทำไม"เกียวโต"คือเมืองที่คนญี่ปุ่นเกลียดที่สุด
เมืองเกียวโต หรือจังหวัดเกียวโต ตั้งอยู่ที่ภูมิภาคคันไซ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสามด้าน จึงทำให้มองไปทางไหนก็มักจะเห็นวิวภูเขา เป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ที่รวบรวมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย และยังเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย
เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่ชอบจังหวัดเกียวโต
-คนที่เกิดและเติบโตในจังหวัดนี้ มีความหยิ่งยะโส ทะนงตัว และมองว่าคนที่เกิดและเติบโตนอกจังหวัดเกียวโตคือพวกป่าเถื่อน ไร้การศึกษาเพราะจังหวัด"เกียวโต"ในอดีตคือเมืองหลวงของญี่ปุ่นและมีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า1000ปีเลยทีเดียว
-จังหวัดเกียวโตมี15เมืองและแม้แต่คนที่เกิดในจังหวัดนี้แต่ไม่ได้เกิดในเมืองหลวงของจังหวัดก็จะโดนดูถูกว่าไม่ใช่คนเกียวโตแท้ๆ
-แน่นอนว่าคนเกียวโตรุ่นใหม่ไม่มีพฤติกรรมแบบนี้แล้ว แต่ยังเหลือผู้สูงอายุบางคนที่เกิดและเติบโตใจกลางเมืองหลวงยังคงมีความคิดและพฤติกรรมหยิ่งยะโส ทะนงตัวแบบนี้อยู่ และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการพูดคุยด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความไม่พอใจ
-คนเกียวโตส่วนใหญ่เป็นพวก "ตีสองหน้า" พวกเขาไม่เคยพูดในสิ่งที่ต้องการแบบตรงๆและมักจะพูดอ้อมชนิดที่ว่าอ้อมไปยาวๆ อ้อมได้อ้อมอีกสาเหตุมาจากที่พวกเขาต้องเอาตัวรอดในยุคสมัยที่คนบ้าอำนาจ พวกเขาไม่ต้องการเป็นเป้าสายตา เพราะไครก็ตามที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตานั้นอาจจะทำให้พวกเขาถึงแก่ชีวิตได้
ทีนี้ เรามาเล่นเกมทายใจกัน ศรีจะลองพูดประโยคหนึ่งแล้วให้เพื่อนๆหาความหมายที่แท้จริงของประโยคนั้น
1.วันนี้ลูกของคุณพลังงานเยอะจังเลย ดูไม่เหนื่อยเลยเนอะ
ความหมายที่แท้จริง: ช่วยหุบปากลูกของคุณได้ไหม ดื้อมากๆเลย น่ารำคาญ ถ้ามีไครบอกว่าคุณมีพลังงานเยอะหรือ กระปี้กระเป่า นั้นหมายความว่าคุณเสียงดังและทำตัวน่ารำคาญ
2.ว้าว.....ห้องของคุณสะอาดมากเลย
ความหมายที่แท้จริง: เก็บห้องของคุณสะ เพราะมันรกและสกปรกมากกกก เพราะปกติเขาจะไม่ทักกันเรื่องห้องสะอาดหรือไม่สะอาด
3.ว้าววว....เสื้อผ้าคุณสวยดีนะ
ความหมายที่แม้จริง: คุณควรส่องกระจกแล้วพิจารณาตัวเองนะ
4.นาฬิกาคุณสวยดีนะ
ความหมายที่แท้จริง: คุณควรจะหยุดพูดได้แล้ว....เพราะการที่ชมและบอกให้คนมองที่นาฬิกาคือการบอกอ้อมๆว่าคุณพูดมากและพูดมานานแล้วนะ หยุดพูดได้แล้ว
5.อยากได้น้ำชาเพิ่มไหม
ความหมายที่แท้จริง: การที่เจ้าบ้านเสนอน้ำชาเพิ่มหลังจากผ่านไปสักพักหนึ่งแล้วหมายถึงว่า ถึงเวลาที่คุณต้องกลับบ้านแล้วละ
คนญี่ปุ่นหลายๆคนกลัวการที่จะต้องได้พูดคุยกับคนจากเกียวโต เพราะการที่พวกเขาปากไม่ตรงกับใจทำให้หลายๆคนกังวลใจอย่างมากและทำตัวไม่ถูก แต่บางคนก็บอกว่าพฤติกรรมแบบนี้คือการแสดงออกถึงการรักษาน้ำใจ เพราะการที่ไม่พูดตรงๆทำให้คนรู้สึกเสียใจน้อยลง ไม่เจ็บช้ำน้ำใจเหมือนการที่พูดออกมาตรงๆว่า คุณควรส่องกระจกนะ.....คุณควรกลับบ้านได้แล้ว....คุณควรเก็บห้องบ้างนะ....แต่สำหรับศรีแล้วการพูดออกมาตรงๆดีกว่า เพราะแสดงถึงความจริงใจและเข้าประเด็นไม่ต้องมาค่อยคิดและหาคำตอบที่แท้จริงของประโยคนั้นๆ 



จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่น
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย
ผู้ใช้งานกว่า 90% ไม่ทราบว่าร่องเล็กๆบนเขียงไม้ มีไว้เพื่ออะไร?
ข้าวผัดอเมริกัน: เมนูชื่ออินเตอร์แต่สัญชาติไทยแท้ กับที่มาสุดสร้างสรรค์ในยุคสงคราม
ทึ่งทั่วโลก : "The Boneyard" หรือสุสานเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จาก "ขยะทะเล" สู่ "ราชาบนโต๊ะอาหาร": เมื่อล็อบสเตอร์เคยเป็นบทลงโทษสำหรับนักโทษในคุก
โซฟาตัวนี้ สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์ มานานกว่า 60 ปีแล้ว!!
เรื่องจริงที่ชวนสับสน: เมื่อ "ไฟแช็ก" คือพี่ใหญ่ที่เกิดก่อน "ไม้ขีดไฟ" ถึง 3 ปี
รู้จัก QF-16 เครื่องบินรบผีสิงไร้นักบิน ดัดแปลงจาก F-16
สาธารณรัฐกอทูเล "เพื่อนบ้านใหม่" ติดกับไทย
สรรพคุณสุดทึ่ง: เมื่อ "ซอสมะเขือเทศ" เคยถูกวางขายในฐานะยาสารพัดนึก
รสชาติจากความขัดแย้ง: "แฟนต้า" เครื่องดื่มที่ถือกำเนิดในยุคนาซีเยอรมันเพราะวิกฤตสงคราม
สินค้าของป่านำเข้าของไทย ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
"ไม้หนานมู่" (楠木 - Nánmù) ราชาแห่งไม้สีทอง มรดกอันล้ำค่าจากอดีต ราคาสูงมากๆ ไม้ที่ใช้กับคนระดับจักรพรรดิกับเชื้อพระวงศ์จีนในอดีตเท่านั้น
ทึ่งทั่วโลก : "หอคอยกินเนสส์" (The Guinness Tower) หอคอยที่ดูราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย
ชีวิต Digital Nomad – วันนี้บาหลี พรุ่งนี้ไม่รู้!
จิตวิทยา:ทำไมข่าวร้ายถึงดึงดูดความสนใจคนมากกว่าข่าวดีถึงร้อยละ70






