หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ เกมถอดรหัสภาพ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่
ลงโษณาตำแหน่งนี้

DARK ซีรีย์ไซไฟ Netflix ที่ดูแล้ว...บอกเลย 10/10 รีวิวทั้ง 3 ซีซั่น

     เมื่อปัจจับันการแข่งขันด้านธุรกิจภาพยนต์เป็นไปได้มากกว่าที่เคยเป็น การตลาดใหม่ๆทำให้เราได้ไปสัมผัสกับภาพยนต์ที่แปลกใหม่มากมาย และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ทางผู้เขียนว่างจากงประจำเลยอยากจะมาเล่าสู่กันฟังกับซีรีย์เรื่องนี้ " DARK " ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ติดตามมาจนถึงซีซั่นที่สาม

     Dark 1-2-3 รีวิว สปอย ซีรีส์ไซไฟสุดล้ำของ Netflix จากเยอรมนี ย้อนเวลาเปลี่ยนอดีต ปัจจุบัน อนาคต เล่าเรื่องได้น่าลุ้น ระทึกขวัญ บรรยากาศดาร์กสมชื่อ พลอตคล้ายอนิเมะดังอย่าง Steins Gate ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวจะเต็มไปด้วยความมืดหม่น และวิปลาสยังไง แต่ก็สรุปเรื่องราวได้โรมานซ์อย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับใครที่ชอบเรื่องไซไฟแนวเดียวกับ Steins Gate นี่เป็นซีรีส์ที่มีพล็อตเรื่องและไอเดียหลายอย่างคล้ายกันมาก แต่ก็มีความทะเยอทะยานที่ฉีกแนวอีกแบบ เป็นสุดยอดผลงานใน Netflix ที่ต้องรับชมครับ

Dark เรื่องย่อ 

เรื่องราวเริ่มขึ้นในเมืองวินเดม ชุมชนเมืองเล็กๆแถบชนบทของเยอรมนี ที่มีจุดเด่นคือมีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่นี่เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบเงียบ แต่ก็เคยมีคดีเด็กหายสาบสูญที่ยังคลี่คลายไม่ได้เกิดขึ้น

ในปี 2019 เกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายปริศนาของ มิเคล ที่ทำให้​ โยนาส ลูกชายของเขาต้องเข้ารับการบำบัดไประยะหนึ่ง

ต่อมาเมื่อโยนาสกลับมาเรียน วันหนึ่งเขาก็ได้ร่วมกับเพื่อนๆในกลุ่มไปสำรวจถ้ำลึกลับในป่าที่ลือกันว่ามีการเอายาไปซ่อนไว้โดยคนที่เคยหายไป แต่แล้วเหตุการณ์นี้กลับทำให้ มิเกล น้องชายที่ยังเด็กของ มาร์ธ่า ผู้หญิงที่โยนาสแอบชอบ ต้องหายตัวไปด้วย

แล้วนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นความวิปลาสของเรื่องราวทั้งหมด ที่ทำให้โยนาส และผู้ที่เกี่ยวข้องในเมืองนี้พยายามค้นหาว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคนดูจะพบว่า เรื่องราวมันไปไกลยิ่งกว่าแค่คดีเด็กหายเอามากๆ

Dark ตัวละคร

     โยนาส ครูเกอร์ ลูกชายของ มิคาเอล และ ฮันนาห์ ตัวละครเอกที่ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่อง ซึ่งตัวตนของเขาทำให้เกิดเรื่องราวหลักที่อยู่ในซีซัน 1-2

โยนาสเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัว เขามีความแคลงใจในสาเหตุการตายของพ่อคือ มิเกล เขายังมีความรักอยู่กับ มาร์ธ่า แต่ภายหลังจึงพบว่าความรักของพวกเขาเป็นเรื่องต้องห้าม

ประโยคหนึ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเรื่องนี้คือที่เขาชอบพูดกับมาร์ธ่าว่า “พวกเราสองคนเป็นคู่แท้ อย่าได้เชื่อเป็นอื่น” ซึ่งหลังจากเรื่องราวจบลง มันก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ (ลองอ่านในสปอยบทสรุปตอนจบ)

มาร์ธ่า นีลเซ่น ลูกสาวของ อูลริช และ คาธารีน่า เรื่องราวของเธอเป็นตัวแปรระดับกุญแจสำคัญมากอีกหนึ่งของเรื่องราวที่ถูกเฉลยในซีซัน 3

มาร์ธ่าเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างธรรมดา เธอมีความรักกับโยนาส แต่ก็พบว่าเรื่องราวระหว่างพวกเธอมันมีเบื้องหลังซับซ้อนกว่านั้น มาร์ธ่ามีบุคลิกที่มุ่งมั่นเกินกว่าภาพลักษณ์ภายนอก

Dark Season 1-2-3 รีวิว

     สุดยอดซีรีส์สัญชาติเยอรมนีเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่คนดูอาจจะต้องดูแบบเก็บรายละเอียดตั้งใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลย ชนิดที่ว่าหากเราพลาดซีนไหนหรือคำพูดประโยคไหนไป อาจจะดูไม่รู้เรื่องเอาเลยก็ได้ แต่ตัวซีรีส์ก็ไม่ได้ทำออกมาในแบบที่ดูยากหรือน่าเบื่อ ในทางกลับกันมันนำเสนอเรื่องราวได้มีสีสัน สนุก น่าติดตามเอามากๆทั้งในส่วนของดราม่าชีวิตตัวละครและปมปริศนาในเรื่องที่มีพลอตรองเต็มไปหมด

     สำหรับจุดที่ทำให้คนดูอาจจะรู้สึกปวดหัวที่สุดของเรื่องนี้อยู่ที่ “การย้อนเวลา” ที่ได้ส่งผลกระทบในระดับลูกโซ่ของกลุ่มตัวละครเกือบทั้งเรื่อง และไม่ไช่แค่คนไม่กี่คน แต่มันยังทำให้เกิดผลกระทบทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เนื่องจากเมื่อตัวละครหนึ่งได้ย้อนเวลากลับไปอดีต แล้วกลายเป็นว่าเขาทำให้เกิดวงจรสุดอุบาทว์ขึ้นมา ดังนั้นนี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่สุดของเรื่องทั้งใน 2 ซีซันแรกที่คนดูจะได้ดูเรื่องราวผ่านกลุ่มตัวละครต่างๆ แล้วต้องมาเรียบเรียงเอาเองในระหว่างที่รับชมว่า ใครทำอะไรบ้าง ถึงได้เกิดเหตุการณ์และวงจรต่างๆ ขึ้น

     ซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของเรื่องจากการย้อนเวลาก็คือ การทำให้เกิดวันสิ้นโลกในปี 2019 ที่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเป็นผลมาจากการที่ตัวละครบางคนไปยุ่งกับการเปิดถังที่เก็บสสารสีดำบางส่วนที่เรียกว่าอนุภาคพระเจ้า ที่อยู่ในโรงงานนิวเคลียร์

ในซีซันแรก เรื่องราวเน้นไปที่การสืบค้นหาความจริงของการย้อนเวลาในถ้ำปริศนา ผ่านทางตัวละครเอกอย่างโยนาส และนักสืบอูลริค กระทั่งตอนจบซีซันแรก เรื่องราวได้เปิดเผยเหตุการณ์ที่พลังงานดังกล่าวระเบิดออกมาจนนำมาสู่วันสิ้นโลก และทำให้เราเห็นภาพในโลกอนาคตที่ล่มสลายว่ามีสภาพยังไง

ในซีซันสอง เรื่องราวได้เผยว่า สถานการณ์ทำให้ โยนาส ได้กลายมาเป็นนักท่องกาลเวลาได้ยังไง รวมถึงการที่โยนาสในวัยรุ่นได้พบกับโยนาสที่เป็นนักท่องเวลาไปแล้วในวัยกลางคน แล้วไม่เพียงเท่านั้น ตัวละครในช่วงเวลาอื่นๆก็ได้เริ่มมากับตัวเองกันมากขึ้น รวมถึงการที่อูลริคย้อนเวลาไปทำให้เรื่องราวในอดีตมันยุ่งเหยิงกว่าเดิม

อีกทั้งการที่บางตัวละครเลือกที่จะใช้การย้อนเวลาไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือทำตามความปรารถนาของตนเองมากกว่าจะสนใจเรื่องอื่นๆ และจบซีซันสองด้วยการที่เราเริ่มจะมองเห็นการแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนระหว่าง อดัม และอีกฝั่งที่ส่งคนของตนเองเข้ามาผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆและต่อสู้ตามเป้าหมายในการแทรกแซงไทม์ไลน์ของตน รวมถึงการเฉลยว่า อดัมคือใครกันแน่ และจบซีซันสองด้วยการเปิดเผยว่า ไม่ใช่แค่ไทม์ไลน์ที่แตกต่างกัน แต่มันยังมี “เวิร์ลไลน์” คือโลกที่แตกต่างกันอยู่อีก

โดยโลกที่ว่านั้นมีจุดแตกต่างกันก็คือ โลกแรกคือโลกที่มีโยนาส และโลกสองคือโลกที่ไม่มีโยนาส ซึ่งนี่เองคือสิ่งที่เราจะได้รับชมใน ซีซัน 3

ในซีซันสาม เรื่องราวต่อเนื่องมาจากตอนจบซีซันสอง เมื่อเราจะได้พบว่า มาร์ธ่า นางเอกของเรื่องนี้ ก็เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญมากในระดับเป็นตัวฟันเฟืองของทั้งสองโลกไม่แพ้โยนาสเลยทีเดียว โดยในซีซันสาม เรื่องราวจะเล่าในมุมของตัวละครโยนาสที่หลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกที่ไม่มีตัวเขาเกิดขึ้นมา

โดยในซีซันสาม มาร์ธ่า จะมาเป็นตัวหลักในการเดินเรื่องอีกคน ทำให้เราเห็นสภาพโลกที่สอง ที่ไม่มีโยนาส และได้เห็นว่าในขณะที่ฝั่งหนึ่งมีอดัมที่ต้องการค้นหาและทำลายปมของวงจรอุบาทว์ อีกฝั่งหนึ่งก็มี เอวา ที่พยายามทำให้เกิดปมขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อรักษาวงจรนี้เอาไว้ชั่วนิรันดร์ เรื่องราวจึงเสมือนเป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่าง อดัม และ เอวา (อดัม และ อีฟ ตามที่ทั้งสองตัวละครเคลมไว้) โดยมีตัวตนของ โยนาส จากโลกแรก และ มาร์ธ่า จากโลกสอง เป็นตัวแปรสำคัญ

Dark สปอยล์ขั้นรุนแรง

ถือว่าเป็นการสปอยล์ขั้นรุนแรงเลยก็ว่าได้ ว่าที่จริงแล้ว ใครเป็นลูกใคร ใครรักใคร ใครเกี่ยวข้องกับใคร ซึ่งเราก็จะพบว่าบรรดาชื่อของตัวละครบางคนและแนวคิดบางอย่างจะมีส่วนพ้องกับในคีมภีร์ไบเบิลด้วย ไม่ว่าจะเป็น อดัม เอวา (อีฟ) มิเกล (มิคาเอล) โยนาส โนอาห์ 

อาจกล่าวได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีการแฝงแนวคิดและปรัชญาที่อิงและล้อคริสต์ศาสนาเข้าไปในตัวส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสวรรค์ ที่ในซีรีส์นำเสนอว่า “ความมืดรึเปล่า ที่เป็นสวรรค์” ตามชื่อ Dark และถ้าหากเราลองมองทุกอย่างให้หลุดไปจากแค่การมีสองสิ่งที่คู่ขนานกัน เช่นในกรณีของ อดัม และ เอวา ที่เป็นมนุษย์คู่แรกที่ให้กำเนิดมนุษย์ตามความเชื่อในไบเบิล เราอาจจะค้นพบว่าที่จริงแล้ว มนุษย์ก็ไม่ได้เกิดจากชายหญิงคู่แรกของโลกตามที่คริสต์ศาสนาสอนไว้ 

หรืออาจกล่าวได้ว่า ความจริงแท้หรือสัจธรรมที่มนุษย์เรารับรู้ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่หยดน้ำเล็กๆ ของสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลึกล้ำอย่างมหาสมุทร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครในเรื่องได้พูดไว้ในช่วงท้ายเรื่อง 

จากนี้เป็นการสปอยขั้นรุนแรง เพื่ออธิบายการย้อนเวลา ที่ส่งผลกระทบหลักๆในเรื่องราว โดยเฉพาะสองตัวละครเอก ไปจนถึงการอธิบายตอนจบ

สปอยล์โลกแรก อยู่ใน ss1-2

โยนาส – เกิดจาก มิเกล ถูกส่งตัวย้อนเวลามาปี 1986 แล้วไปพบรักกับฮันนาห์ จนมีลูกเกิดขึ้นมาคือโยนาส เป็นจุดเริ่มสำคัญของวงจร

อูลริค – เส้นเรื่องของอูลริคจะเป็นส่วนสำคัญในสองซีซันแรก เนื่องจากการหายตัวไปของมัดส์ น้องชายของเขาในวัยเด็ก และการหายตัวไปของมิเกล ลูกชายคนเล็ก ทำให้เขาฝังใจกับการค้นหาปริศนา และตามสืบว่าใครคือคนร้ายที่จับตัวลูกชายเขาไป ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นคนเดียวกับคนที่จับตัวมัดส์ด้วย สุดท้ายแล้วเขาพบว่าถ้ำลึกลับเป็นช่องทางข้ามวลา เมื่อข้ามไปยุค 50 เขาจึงตามหาคนที่เขาสงสัยว่าเป็นคนร้าย นั่นคือ เฮลเกอ แต่การกระทำของเขาที่ทำร้ายเฮลเกอในวัยเด็ก ก็ส่งผลกระทบต่อการข้ามโลก (ในซีซันสาม) ส่วนอูลริคก็ถูกจับขังไว้ในยุค 50ตระกูลนีลเซ่น (ตระกูลของมาร์ธ่า) – ที่จริงแล้ว การกำเนิดของตระกูลนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอดีต เนื่องจากต้นตระกูลคนสำคัญคือ แอ็กเนส เป็นเด็กสาวที่เกิดมาจากการที่ บาร์โทส (หนึ่งในเพื่อนของโยนาสและมาร์ธ่า) ถูกพาตัวย้อนเวลาหนีวันสิ้นโลกไปอยู่ในปี 1890 ซึ่งเขาได้ใช้ชีวิตต่อมาจนกระทั่งได้พบกับเด็กสาวคือ ซิลยา แล้วทั้งสองก็มีลูกกันสองคนคือ ฮันโน และ แอ็กเนส

ภายหลัง แอ็กเนส ได้มีลูกชายคือ ทรอนเทอ ซึ่งก็เป็นพ่อของอูลริค นีลเซ่น

เท่ากับว่า ตระกูลนีลเซ่น ถือกำเนิดขึ้นได้เพราะแอ็กเนส แต่การที่มีตัวตนของเธอเกิดขึ้นได้ก็เพราะ บาร์โทสย้อนเวลากลับไปอดีต

ฮันนาห์ – การย้อนเวลาทำให้เธอกลับไปอยู่ในยุค 60 และเลือกที่จะคบชู้กับเอกอน ทีเดอมันน์ที่ยังเป็นนายตำรวจในยุคนั้น จนกระทั่งเธอได้ลูกสาวคือซิลยา ซึ่งหลังจากนั้นเธอก็พากลับมาหาโยนาสในยุค 1910 แต่เวลานั้น โยนาสกำลังกลายสภาพเป็นอดัมที่มีความบิดเบี้ยวและจิตใจโหดเหี้ยมเลือดเย็น เพราะได้รับผลกระทบจากการย้อนเวลาหลายครั้งไปแล้ว และจากนั้นอดัม ก็ฆ่าฮันนาห์ แล้วพาซิลยาย้อนเวลากลับไปอีก เพื่อให้เธอได้ไปพบกับบาร์โทสในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งนั่นเองที่จะเป็นการให้กำเนิดตระกูลนีลเซ่นในภายหลัง เนื่องจากแอ็กเนสคือต้นตระกูลคนสำคัญ

โนอาห์ – เดิมเขามีเจตนาที่จะหาทางช่วยเหลือและแก้ไขการย้อนเวลา แต่เนื่องจากในอนาคต ลูกสาวของเขาและเอลิซาเบธได้ถูกเอลิซาเบธและชาล็อตเธ่อในโลกอนาคตมาชิงตัวไป เขาจึงย้อนเวลากลับไปตามหา

ปริศนาของโนอาห์เป็นอีกคีย์สำคัญ เนื่องจากที่จริงแล้ว เขาก็คือฮันโน (ชื่อจริงสลับด้านกัน) ในขณะที่ภรรยาของเขาเอลิซาเบธ ที่จริงแล้วคือลูกสาวของชาล็อตเธ่อ ซึ่งให้กำเนิดชาล็อตเธ่ออีกที !!!????

ชาล็อตเธ่อ – ตัวตนของเธอเป็นหนึ่งในวังวนอุบาทว์ที่มัดปมของเรื่องราวไว้ หรือเราจะกล่าวว่าตัวละครนี้เป็นหนึ่งในบั๊คของไทม์ไลน์ในเรื่องนี้ก็ว่าได้ เนื่องจากคนดูจะรับรู้มาตลอดว่า เธอคือหลานสาวของ ทันส์เฮ้าส์ เจ้าของร้านนาฬิกาและเป็นนักเขียนกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่มีความสามารถ แต่ที่จริงเขามาเปิดเผยความจริงให้เธอได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งเขาสูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานสาว จากอุบัติเหตุรถยนต์ แล้ววันนั้นก็มีคนเอาทารกหญิงคนหนึ่งมามอบให้เขา จึงกลายมาเป็นชาล็อตเธ่อ คนปัจจุบัน ซึ่งคนที่เอามาให้เขา ที่จริงก็คือเอลิซาเบธในโลกอนาคตที่เกิดวันสิ้นโลกไปแล้วนั่นเอง

เคลาเดีย – มีสองไทม์ไลน์หลักของตัวละครนี้คือ เคลาเดียในยุค 80 ที่ทำงานเป็นผู้บริหารของโรงงานนิวเคลียร์ อีกไทม์ไลน์คือเธอกลายเป็นนักท่องเวลา (ตัวละครป้าแก่ผมขาว) ที่มักโผล่ออกมาอย่างเป็นปริศนาในเรื่อง เธอเป็นฟันเฟืองสำคัญของเรื่องราวนี้ที่ต้องการสืบหาว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดของลูปนรกอุบาทว์นี้และต้องการปลดมันให้ได้ ในท้ายที่สุดเคลาเดียก็ได้ค้นพบหนทางจนได้ ซึ่งนำมาสู่ลูปสุดท้ายในเรื่องที่เราได้ดูกันตั้งแต่แรกจนถึงตอนสุดท้ายของซีซัน 3

สปอยล์โลกสอง อยู่ใน ss3

ซีซัน 3 จะหันมาบอกเล่าเรื่องในโลกที่สอง คือโลกที่ไม่มีโยนาส สำหรับรายละเอียดหลักไม่ได้ต่างจากโลกแรก ยกเว้นจุดเล็กๆน้อยๆ

แต่ที่สำคัญคือ ถ้าหากโลกแรกมีอดัม (โยนาส) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการย้อนเวลา โลกนี้ก็จะมี อีฟ หรือ เอวา (มาร์ธ่า) เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพียงแต่เป้าหมายของสองคนแตกต่างกัน เนื่องจากอดัมต้องการหาทางทำลายสิ่งที่เป็นปมของวงจรอุบาทว์ แตเอวาจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาวงจรนี้ไว้

ส่วนสาเหตุที่ต้องรักษาวงจร เนื่องจาก มาร์ธ่า ได้ไปมีอะไรกับ โยนาส (จากโลกแรก) จนตั้งท้อง ซึ่งลูกชายของพวกเธอที่เกิดขึ้นมาจะมีลักษณะที่ปากแหว่ง ตามยีนส์ด้อย จากการ โยนาสและมาร์่ธ่า ที่จริงแล้วถือว่าเป็นป้าและหลาน จากการย้อนเวลา ซึ่งหากไม่มีการย้อนเวลาที่มิเกล น้องชายของเธอถูกพาตัวไป ก็จะทำให้โยนาสไม่ได้เกิด และลูกชายของเธอก็จะไม่ได้เกิดไปด้วย ดังนั้นมาร์ธ่า ที่กลายเป็นอีฟหรือเอวา จึงต้องทำกระบวนการซ้ำๆในโลกแรกให้เกิดขึ้น เพื่อรักษาให้วงจรของโลกแรกยังอยู่ในสภาพนี้ไว้

สปอยล์ตอนจบ อธิบาย

เคลาเดีย ได้ออกเดินทางข้ามเวลาและพยายามค้นหาว่า อะไรคือต้นกำเนิด เป้าหมายของเธอคือต้องการรักษาชีวิตเรกีนา ลูกสาวของเธอไว้ เพราะทั้งสองโลก เรกีนาเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด

เคลาเดียได้เกิดความคิดใหม่ว่า ที่จริงแล้ว การหลุดพ้นจากวงจร อาจจะไม่ใช่การเลือกรักษาโลกใดโลกหนึ่งในสองโลกเอาไว้ ด้วยแนวคิดว่า ให้มองออกไปจากกรอบเล็กๆของโลกที่ครอบเราไว้ หมายความว่าอาจจะมี “โลกที่สาม” ซึ่งเป็นโลกต้นกำเนิดที่แท้จริงที่ทำให้เกิดสองโลกสุดอุบาทว์อย่างที่เห็นอยู่ สุดท้ายเคลาเดียได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่แค่ โยนาส (อดัม) ที่เป็นตัวตนผิดแผกจากโลกเท่านั้น แต่ มาร์ธ่า (เอวา) ก็เป็นตัวตนที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาเช่นกัน ดังนั้นทางที่จะช่วยทุกอย่างไว้ รวมถึงหยุดวันสิ้นโลก จึงอยู่ที่การย้อนกลับไป โลกที่สามซึ่งเป็น โลกต้นกำเนิด (Beta) ที่แท้จริง

แต่จะไปโลกนั้นได้ ต้องอาศัยพลังงานมหาศาลของวันสิ้นโลกในทั้งสองโลกที่จะทำให้เกิดช่วงเวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ แล้วจึงใช้เครื่องมือย้อนเวลาพาตัวทั้งโยนาสและมาร์ธ่าข้ามไปยังปี 1986 ของโลกต้นกำเนิด ซึ่งเคลาเดียพบว่า ทุกอย่างเริ่มมาจากการที่ ทันส์เฮ้าส์ ผู้ซึ่งเศร้าโศกจากการเสีย ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานสาว จากอุบัติเหตุรถยนต์ จึงได้สร้างเครื่องย้อนเวลาขึ้นมา แล้วผลจากเหตุการณ์นี้เองทำให้โลกเกิดการแยกเป็นสอง ที่มาเป็นโลกในเรื่อง Dark ทั้ง 3 ซีซัน

ดังนั้นโยนาสและมาร์ธ่า จะต้องเข้าไปช่วยไม่ให้ลูกชายและลูกสะใภ้ของทันส์เฮ้าส์ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อช่วยได้สำเร็จ ทันส์เฮ้าส์และครอบครัวลงเอยด้วยดี ก็จะไม่มีการสร้างเครื่องย้อนเวลา โลกก็ไม่แตกแยกเป็นสอง วันสิ้นโลกก็ไม่เกิดขึ้น และตัวตนของโยนาสกับมาร์ธ่า ก็จะสลายไปด้วย รวมถึงตระกูลนีลเซ่น

ตอนจบจะเห็นว่า ในโลกต้นกำเนิด คนที่มีชีวิตอย่างที่ควรจะเห็น ก็มานั่งกินอาหารกันตามปกติ โดยที่ไม่มีตระกูลนีลเซ่น ไม่มีชาล็อตเธ่อ ที่ถือว่าเป็นบัคของไทม์ไลน์ โลกก็ไปอย่างที่มันควรจะเป็นตามปกติ

สปอยล์ตอนจบ สรุปว่าใครอยู่ ใครหาย ในตอนจบ

สรุปในโลกที่สาม หรือ โลกต้นกำเนิด ที่ไม่มีการสร้างเครื่องย้อนเวลา

กลุ่มคนที่หาย หรือไม่ได้เกิด

โยนาส – เมื่อมิเกลไม่ได้ย้อนเวลา โยนาสก็ไม่ได้เกิด

มาร์ธ่า และทั้งตระกูลนีลเซ่น – ต้นตระกูลคนสำคัญคือแอ็กเนสไม่ได้เกิด เพราะบาโทสไม่ได้ย้อนเวลากลับไปยุค 1890 ไม่ได้ไปเจอซิลยา ทำให้แอ็กเนสไม่ได้เกิด ส่วนซิลยาก็ไม่ได้เกิด เพราะฮันนาห์ไม่ได้ย้อนไปมีอะไรกับ อีกอน ทีเดอมันน์ และไม่สามารถส่งซิลยากลับไปเจอบาโทสได้

ชาล็อตเธ่อ – ไม่ได้เกิด เพราะเธอคือลูกสาวของ โนอาห์ และเอลิซาเบธในอนาคต แล้วถูกย้อนพากลับมาให้ทันส์เฮ้าส์เลี้ยง

กลุ่มคนที่ยังอยู่ โดยเฉพาะในฉาก Last Supper ซีนสุดท้าย

ฮันนาห์ – ในโลกต้้นกำเนิด ไม่ได้เจอกับอูลริค แต่มารักกับ ทอร์เบน โวลเลอร์ ตั้งท้องลูกและจะตั้งชื่อว่า โยนาส

คาธารีน่า – ไม่ได้พบกับอูลริค

ปีเตอร์ – ไม่ได้พบกับ ชาร์ล็อตเธ่อ เปิดตัวว่าเป็นรักร่วมเพศแล้วมาพบรักกับแบร์นาเด็ตที่แปลงเพศแทน

พี่น้องโวลเลอร์ ทั้งทอร์เบน และแบร์นาเด็ต – ทอร์เบนได้พบรักกับฮันนาห์ แบร์นาเด็ตพบรักกับปีเตอร์แบบเปิดตัวได้

เรกีนา – จากฉากที่ร่วมโต๊ะอาหารในตอนจบ คาดว่าจะไม่ต้องล้มป่วยและเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งแบบในสองไทม์ไลน์ที่ผ่านมาแล้ว

สำหรับประโยคสำคัญที่ถือว่าเป็น “กุญแจ” ในการไขหนทางแก้ปัญหาทุกอย่างในตอนจบก็คือคำพูดที่มีการพูดไว้ในช่วงท้ายของซีซันสามว่า

หากมองในมุมหนึ่ง การมีอยู่ของทั้งสองโลกหลักในเรื่อง Dark แม้จะดูเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เสมือนเป็นการดำรงอยู่ระหว่างแสงและเงา ผู้ชายและผู้หญิง อดัมและเอวา ขั้วตรงข้ามที่ให้กำเนิดชีวิตและสรรพสิ่ง แต่ถ้าลอง “พลิกมุมมอง” เพียงแค่นิดเดียว มองออกไปให้ไกลจากกรอบของการแบ่งแยกเป็นสอง เราอาจจะพบความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ตรงนี้เสมือนเป็นการล้อเลียนและแอบกักศาสนาก็ได้ว่า ลองมองออกไปให้ไกลจนพบมหาสมุทร (วิทยาศาสตร์) ดูสิ อาจจะพบทางแก้ปัญหาทั้งหมดก็ได้

แต่ในบทสรุปของเรื่อง ก็ไม่ได้ต่อต้านศาสนาอะไรขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ดลใจให้เหตุการณ์สำคัญทีจะเป็นต้นกำเนิดของเรื่องทั้งหมด ก็มาจาก แรงดลใจเล็กๆ ที่บางทีเราอาจจะได้รับจากสิ่งที่อธิบายไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ (เช่น เทวดา) ก็เป็นได้

สรุปภาพรวมแล้ว นี่เป็นสุดยอดซีรีส์ไซไฟแนวย้อนเวลาที่มีการนำเสนอเรื่องราวได้ดาร์กสมชื่อเอามากๆ ถึงแม้ว่าไอเดียและพลอตในเรื่องจะคล้ายกับอนิเมะดังอย่าง Steins Gate มากพอสมควร แต่สำหรับคอซีรีส์แนะว่าทุกคนควรดูสักครั้ง ที่สำคัญคือ เรื่องราวที่สุดแสนจะชวนงงและระทึกขวัญนี้ กลับไปสู่สรุปที่เป็น “ดาร์กโรมานซ์” ได้อย่างยอดเยี่ยมเอามากๆ สามารถรับชมทั้ง 3 ซีซันได้เลยใน Netflix หนุกๆๆๆๆๆๆๆ.......

เนื้อหาโดย: CRYPTO Kim Thailand
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: CRYPTO Kim Thailand
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
15 VOTES (5/5 จาก 3 คน)
VOTED: CRYPTO Kim Thailand, มีร่า, มี หมี่ มี่ มี๊ หมี
 
DARK ซีรีย์ไซไฟ Netflix ที่ดูแล้ว...บอกเลย 10/10 รีวิวทั้ง 3 ซีซั่น
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ฮือฮา “lทยสวย” หอบเงินล้าน ปลูกต้นรักกว่า 1 ปี ได้ฤกษ์ดี จูงมือ “ทอมหล่อ” เข้าสู่ประตูวิวาห์แม่ก็คือแม่!แอฟ'เคลื่อนใหวแล้วหลัง'แมท'มายุ่งกับลูกสาวตัวเองเมีย 39 ลูก 94 หลาน 34 ผมดูแลไหว8 ค่าตัว นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเปิดชีวิตนางเอกหมอลำเน็ตไอดอล "แอน อรดี"
กระทู้อื่นๆในบอร์ด Review, HowTo, ท่องเที่ยว
HOW TO เล่นเกมยังไงให้เก่งซีฟู้ด ซอสเกาหลีเด้อหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬหาดที่สวยที่สุดในประเทศไทย
ตั้งกระทู้ใหม่