หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ผมเกือบทำให้แม่ตายเพราะพาไปเที่ยวฮ่องกง

บอร์ด ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต เรียบเรียงโดย most posts

พอดีตัวผมเองไม่ค่อยได้เล่นพันทิพย์ ก็เลยยืมแอคเค้าท์น้องที่รู้จักมาตั้งกระทู้นี้นะครับ อยากแชร์เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีคนใกล้ตัวเป็นโรคเบาหวาน !!

ท้าวความนิดนึงบ้านผมเป็นทั้งบ้านครับ ก่อนนี้ก็ไม่สนใจ จนกระทั่งเจอเหตุการณ์นี้ถึงเข้าใจว่ามันน่ากลัวขนาดไหน

ปลายปีที่ผ่านมาครอบครัวผมยกโขยงกันไปเที่ยวฮ่องกง ไปกันแบบลุยๆ เดินทางด้วยการนั่งรถไฟใต้ดิน และเดินเป็นหลัก 


แม่ผมอายุ 74 ก็เดินด้วยกันนี่แหละ เราเห็นแกเดินได้ก็คิดว่าดีแล้วได้ออกกำลังกาย

ในทริปนี้มีอยู่วันนึง เป็นวันที่เดินเยอะมากๆ แถมยังขึ้นลงบันไดเยอะด้วย 



หลังจากที่เดินเที่ยวกันเหน็ดเหนื่อยทั้งวันก็แยกย้ายกันไปนอน...

คืนนั้นแกนอนๆ อยู่ก็รู้สึกว่าใจเต้นแรงมากแรงจนเหมือนจะหลุดออกมานอกหน้าอก 

"คืนนั้นแม่คิดว่าจะตายแล้ว" 

ต้องนอนสูดหายใจลึกๆครึ่งชั่วโมงถึงหาย

ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่มีใครในทริปทราบเลย เพราะแม่ไม่ได้เล่าให้ฟัง และก็ยังดำเนินการเที่ยวต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

หลังจากกลับมาสามสี่วันแม่ก็โทรหาผม แม่บอกว่าแกแน่นหน้าอก ซึ่งผมเพิ่งรู้ตอนนี้นี่แหละ ว่าแม่ไม่ได้เพิ่งเป็นครั้งแรก 

แต่แกเป็นตั้งกะตอนเที่ยวที่ฮ่องกงแล้ว !! 

แถมยังมีอาการก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยวซะอีก แต่รอบนั้นมีแค่อาการแน่นหน้าอกเบาๆ แล้วคิดว่าแค่น้ำตาลตก กินโค้กเดี๋ยวก็หาย (ซึ่งแกก็อาการหายดี ณ ขณะนั้นนะ)

คือถ้ารู้ว่าแม่มีอาการแบบนี้ตั้งแต่แรก ผมคงไม่พาแกไปทรมาณที่ฮ่องกงแน่ๆ 
เพราะเป็นไรหนักที่ฮ่องกงนี่มันมืดแปดด้านเลยนะ ไหนจะค่ารักษา ไหนจะเรื่องภาษาที่คุยกันไม่รู้เรื่องอีก

ยิ่งวินาทีที่แม่บอกว่าแม่คิดว่าจะตายแล้วในคืนนั้น ผมยิ่งใจเสียสุดๆ ครับ 

คือถ้าท่านเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ผมคงโทษตัวเองไปทั้งชีวิตแน่ๆ

ตัดภาพมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน แกบอกว่ารอบนี้อาการค่อนข้างหนักอีกแล้ว เลยอยากให้ผมถามเพื่อนที่เป็นหมอให้หน่อยว่ามีอาการแบบนี้ควรทำไงดี ?

ผมบอกแม่ว่าเพื่อนผมเป็นหมอสมอง ไม่น่าตอบได้ขนาดนั้น เราไปตรวจที่รพ.กันเลยดีกว่า เดี๋ยววันอาทิตย์พาไป (ยังชะล่าใจคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก)

วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. ผมพาแม่ไปที่รพ.รามคำแหง ไปตรวจหัวใจที่นั่น เพราะก่อนหน้านี้พ่อผมเคยผ่าตัดกะเพื่อนผมที่รพ.นั้นแล้วได้ตรวจหัวใจด้วย เลยไปหาหมอคนเดิมด้วยความคุ้นเคย คุณหมอก็น่ารัก พอเจอหน้าก็ทักทายว่าจำนามสกุลได้ วันนี้เปลี่ยนจากพ่อเป็นแม่มาหาหมอแทนเหรอ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันไป

หัวเราะได้แผลบเดียว ผลตรวจคลื่นหัวใจมาบรรยากาศก็เปลี่ยน

กล้ามเนื้อหัวใจแม่ขาดเลือด ต้องสวนหลอดเลือดหัวใจ! และควรทำทันที เพราะอาการค่อนข้างรุนแรง!!!

แม่ผมเป็นคนขี้กลัว ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังประสานงานเตรียมห้องสวนหัวใจ ผมก็พยายามอยู่ข้างๆแม่ตลอด เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียวแม่จะต้องใจเสียมากแน่ๆ มือก็กุมมือแม่ไว้ ปากก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก แต่ในใจคิดนู่นคิดนี่ไปไกลแล้ว 

ทำไมกูไม่รู้ว่าแม่เป็นอะไรตั้งแต่อยู่ฮ่องกง ทำไมไม่พาเค้ามาหาหมอตั้งแต่วันแรกที่เค้าบอกว่าแน่นหน้าอก ถ้าแม่เป็นไรไปกูจะทำยังไง...

ระหว่างที่กำลังคิดนู่นนั่นนี่ พยาบาลจากห้องสวนหัวใจก็มาปลอบผมว่าโชคดีแล้วที่มาตรวจเจอ ไม่ต้องกลัวนะ หมอที่จะทำสวนหัวใจให้ท่านเก่งมาก สบายใจได้

ผมก็เลยสบายใจขึ้น...

ผ่านไปกี่ชั่วโมงจำไม่ได้ แม่ผมเข้าห้องสวนหัวใจไปได้พักนึง พยาบาลก็เดินออกมา และบอกผมว่าคุณหมอเชิญเข้าไปในห้อง

เกิดอะไรขึ้น
เคสก่อนๆหน้านี้ไม่เห็นมีญาติคนไข้คนไหนโดนเรียกเข้าไปพบถึงในห้องสวนหัวใจเลย
แม่เป็นอะไรรึเปล่า ?

ผมเดินเข้าไปเจอหมอทั้งสองท่าน ท่านนึงคือหมอที่ตรวจแม่ผมเมื่อตอนบ่าย อีกท่านก็คือหมอที่เป็นคนสวนหัวใจให้แม่

หมอบอกกับผมพร้อมกับให้ดูภาพหัวใจแม่บนจอคอม ภาพที่เห็นบนจอคือหมอได้ฉีดสีเพื่อดูว่าเส้นเลือดตีบตรงไหนบ้าง ปรากฏว่าแม่หลอดเลือดหัวใจตีบสามเส้น

และที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้หลอดเลือดตีบนั้นไม่ใช่ลิ่มเลือดเหมือนคนทั่วไป แต่เป็นแคลเซี่ยม หรือเรียกง่ายๆว่าหินปูน เพราะแม่เป็นเบาหวานมานานหลายปี และคุมน้ำตาลได้ไม่ดีมาก แคลเซี่ยมเลยไปสะสมที่เส้นเลือด 

การสวนหัวใจธรรมดาจึงไม่สามารถทำได้ ถ้าจะยืนยันว่าจะสวนหัวใจก็คือต้องใช้หัวกรอเพชร ซึ่งก็ค่อนข้างเสี่ยง เพราะหากพลาดไปโดนหลอดเลือดก็อาจฉีกขาดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


ทางเลือกอีกทางคือ...

“ผ่าเปิดหน้าอกเพื่อทำบายพาส”

ข้อดีคือจะอยู่ได้นานกว่าการสวนหัวใจ เพราะสวนไปไม่กี่ปีมันก็อาจจะกลับมาตีบอีกด้วยความที่เป็นเบาหวานนี่แหละ

ผมตัดสินใจให้แม่ทำบายพาสทันที เพราะทางเลือกที่มีอยู่ตอนนี้มีก็เหมือนไม่มีอยู่ดี 

แม่ต้องนอนห้อง CCU เพื่อรอผ่าตัดวันที่ 14 ธ.ค.

ที่ต้องรอเพราะแม่เป็นเบาหวาน กินยาละลายลิ่มเลือดมาตลอดเวลาหลายปี เคยแอบหยุดกินไปสองสามวัน เส้นเลือดสมองตีบ โชคดีที่รอดมาได้ ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่กล้าหยุดกินอีกเลย

แต่พอกินมันมานานๆ บวกกับตอนเข้าห้องสวนหัวใจมีการให้ยาด้วย ก็เลยต้องให้ยามันหมดฤทธิ์ก่อน ไม่งั้นตอนผ่าตัดเลือดมันจะไม่หยุดไหลเอา

ระหว่างที่นอนรอวันผ่าตัดที่ห้อง CCU ทั้งหมอทั้งพยาบาลต่างก็ให้กำลังใจ และบอกด้วยว่าไม่ต้องกังวล หมอที่จะผ่าตัดบายพาสให้แม่เป็นหมอระดับเทพ เคยเป็นหัวหน้าแผนกผ่าตัดหัวใจที่อเมริกาด้วย

ได้ฟังก็สบายใจ เป็นถึงหมอที่โรงพยาบาลที่อเมริกายังยอมรับเป็นหัวหน้าแปลว่าต้องสุดยอดมากจริงๆ แม่เราน่าจะปลอดภัย รู้สึกว่าโคตรโชคดีที่มารพ.ราม ไม่งั้นคงไม่ได้เจอหมอคนนี้แน่

ถึงวันผ่าตัด แม่เข้าห้องผ่าตัดตั้งแต่ 6 โมงเย็น ผมกับภรรยาและพี่ๆนั่งรออยู่หน้าห้องจนถึงสองทุ่ม เพื่อนผมที่เป็นหมอที่รพ.นี้ก็เดินมาบอกว่ากลับบ้านไปก่อนเหอะ น่าจะเสร็จตีหนึ่งตีสองแหละ

คิดในใจ กูนั่งรอไม่กี่ชั่วโมงยังเมื่อยตูดเลย หมอที่ผ่าตัดนี่เค้าต้องเพ่งสมาธิตลอดเวลานานขนาดนั้นจะเหนื่อยขนาดไหนวะเนี่ย

ผมกับภรรยาและพี่ๆกลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าแล้วกลับมาใหม่ประมาณตีหนึ่ง นั่งรอลุ้นอยู่หน้าห้องผ่าตัดซักพักก็เริ่มเห็นพยาบาลเดินไปๆมาๆ แอบดูสีหน้าไม่มีใครหน้าเครียด เลยเดาว่าแม่น่าจะผ่าตัดเสร็จแล้วและเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรนะ ทุกคนเลยดูสบายๆ

ซักพักพยาบาลก็เข็นเตียงแม่ออกมา การผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว!

คุณหมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัด และเรียกพวกผมเข้าไปอธิบายการผ่าตัดที่เกิดขึ้น สรุปก็คือที่ผ่าตัดนานเพราะตอนแรกจะใช้เส้นเลือดแถวๆหน้าอกมาใช้บายพาส แต่ปรากฏว่าเส้นเลือดแม่ยุ่ยจนใช้ไม่ได้ เพราะเป็นเบาหวานมานาน (เบาหวานอีกแล้ว) เส้นเลือดที่แขนก็ไม่แข็งแรงอยู่ดี เลยไปเอาที่ขา ผ่าตรงน่องก็ยังไม่เวิร์ค เลยต้องผ่ายาวไปถึงต้นขา กว่าจะเจอเส้นเลือดที่มาใช้บายพาสได้

คุยกับหมอเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปนอน จบวันนั้นด้วยเวลาประมาณ 3.00 น.


ผมหลับยาวด้วยความสบายใจว่าแม่ปลอดภัยแล้วจนประมาณ 9 โมงเช้า โทรศัพท์จากรพ.รามฯ โทรมาหาผม คุณหมอที่ผ่าตัดให้แม่โทรมา

คุณหมออธิบายว่าแม่เลือดออกเยอะ และเลือดยังไม่หยุด ซึ่งเป็นเพราะยาละลายลิ่มเลือดที่กินก่อนหน้านี้น่าจะยังตกค้างอยู่ ปกติ 5 วันน่าจะไม่เหลือแล้ว แต่แม่อาจจะกินมานานมากๆ เลยยังค้างอยู่

หมอจะให้ยาก่อน และรอดูอาการว่าเลือดหยุดมั้ย ถ้าไม่หยุดอาจจะต้องเปิดแผลออกมาใหม่เพื่อหยุดเลือดจากข้างใน

ทุกคนนั่งเครียดกันจนถึงตอนเย็น

หมอมาดูอาการอีกครั้ง สรุปว่าดีขึ้น ไม่ต้องผ่าอีกรอบ
ทุกคนสบายใจ

หลังจากสบายใจก็เริ่มคิดว่า หมอเค้านอนกันตอนไหนเนี่ย ?มาต่อแล้วครับ เรื่องใกล้จบแล้ว


หลังจากผ่าเสร็จก็อยู่ในช่วงพักฟื้น ตอนนี้แม่ก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ และกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านแล้ว ต้องขอบคุณโรงพยาบาลรามคำแหงมากๆ ทั้งหมอทั้งพยาบาลรวมถึงบุคลากรทุกคนดูแลเราอย่างดีจริงๆ กระทั่งพนักงานแฟมิลี่มาร์ทในรพ.ยังเป็นมิตร ทักทายผมอยู่บ่อยๆ สารภาพว่าตอนแม่ออกจาก CCU ก็ใจหายนิดๆ เพราะแอบรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอพยาบาลทุกคนในห้องนั้นแล้วเหรอเนี่ย แต่ไม่เจอน่ะดีแล้วล่ะนะ ถ้าเจอก็ขอไปเจอที่อื่นแล้วกัน 5555

สุดท้ายที่อยากบอก ก็คือสิ่งบอกตั้งแต่ต้นสุด เบาหวานนี่มันน่ากลัวกว่าที่คิดมาก มันไปทำลายทุกส่วนข้างในร่างกายจริงๆ โดยเฉพาะหลอดเลือด

ใครเป็นแล้วก็ต้องคุมอาหารให้ดี หมอบอกไว้ว่าสิบปีแรกที่เป็นมันยังไม่แสดงผล แต่นั่นแหละคือช่วงที่ต้องคุมให้ดีที่สุด ยิ่งคุมดีปลายทางก็ดี

ส่วนผมใกล้เป็นแล้ว น้ำตาลสะสมใกล้ระดับที่จะเป็นเต็มที่ ขนาดเป็นคนไม่ค่อยกินหวานอะไรมาก พันธุกรรมมันแรง แต่ก็ยังดีที่ยังไม่เป็น ก็คุมอาหาร ออกกำลังกายกันไป


สุดท้ายนี้อยากให้ทุกท่านหมั่นเฝ้าถามผู้ใหญ่ด้วยครับ เพราะบางทีแกมีอาการแบบแม่ผม แกก็จะไม่บอกเราเพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร
ทั้งๆ ที่ความจริงยิ่งเจออาการก่อน ก็ยิ่งรักษาได้ไวขึ้น

อย่างแม่ผม ถ้าผมรู้ก่อนว่าแกมีอาการแบบนี้ ก็คงไม่พาไปเที่ยวและให้เดินเยอะแบบนี้แน่ๆ

รวมถึงเคสนี้ถ้าแม่ผมเป็นอะไรไปที่ฮ่องกงจริงๆ มันเป็นตราบาปที่ติดอยู่ในใจผมไปตลอดชีวิตแน่ๆ ครับ

ก็เลยอยากฝากเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่าอย่าประมาทกับโรคนี้ และอย่าละเลยคนใกล้ตัวเชียว

----------------------------------------------

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบ ขอให้ทุกคนสุขภาพดีถ้วนหน้า

และขอให้แม่ผมหายเร็วๆด้วย 

เรียบเรียงโดย: PPVT
แหล่งที่มา: https://pantip.com/topic/38493558?fbclid=IwAR2KlO8uLu0beiTd6AeiAIB9bfW-tKNZGCTVV_3NB_qerXhzhyGK6qk5BpE
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: most posts
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
20 VOTES (5/5 จาก 4 คน)
VOTED: zerotype, แสร์, paktronghie, โยนีแปลว่าฮี๋
 
ผมเกือบทำให้แม่ตายเพราะพาไปเที่ยวฮ่องกง
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

10 ประเทศ ที่สามารถย้ายไปอยู่ ได้ง่ายที่สุด แพลนล่วงหน้าได้เลย

กกต. ยุติการแถลงดื้อๆ “ผมไม่มีเครื่องคิดเลข” บอกให้รอผลเลือกตั้งพรุ่งนี้

เปิดรายชื่อ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ "พรรคอนาคตใหม่" 10 คนแรก

ลาออกแล้ว!! นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

ส่องานเข้า“โทนี่ รากแก่น” โพสต์บัตรเลือกตั้งในคูหา ชี้โทษหนัก

ชาวเน็ตร่วมจับตา!! มาร์ค อภิสิทธิ์ เคยลั่น หากได้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 คน ขอลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แบบนี้ก็ได้เหรอ ? กาทับเลข แต่ กกต. บอกเป้นบัตรดี จังนับคะแนนให้ พปชร.

20 หนุ่มหล่อที่ขอเอาดีด้านlอ๊กซ์ แห่งค่าย Sean C0dy

เกิดอะไรขึ้น !! ชาวเน็ตโพสต์คลิปทหารเดินเข้าไปชะโงกดูพลทหารกาบัตรในคูหา แบบนี้ได้ด้วยหรือ??

เปิดโพสต์ล่าสุด จ๊ะจ๋า ภรรยา เจ้าแหลม ศรีสะเกษ ส่อแวว เ ตี ย ง หั ก ทั้งๆที่เพิ่งจะแต่งงาน

ภาพชัด เพื่อไทย เกือบ 200 !! สวนดุสิตโพล : ผลการสำรวจ "การเลือกตั้ง ส.ส. 62" (24/03/2562)

น่ารักสุดๆ !! ช่องข่าวดัง สร้างตัวการ์ตูนขึ้นมา แอนิเมชันแคนดิเดตแต่ละพรรควิ่งแข่งกัน แบบพี่ตูน (ชมคลิป)
Hot Topic อื่นๆของ most posts
“แจน” เคลื่อนไหว หลัง เผย เรื่อง “สงกรานต์”“จดหมายเตือนจากยมบาล” สละเวลาอ่านสักนิด แล้วความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปมีคนถามว่าชีวิตผู้หญิงชาวต่างชาติที่ไปอยู่กับพวก ISIS เป็นอย่างไร คำตอบคือคนพวกนี้มักจะมีปัญหากับสังคมที่ตัวเองแม่ไปขายของเก็บกระเป๋าเงินเปล่าได้ เด็กนศ.มาตามหาแม่ก็แอบเอาเงิน 1 พันใส่ไปให้ด้วยแล้วหลังจากนั้น…
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต
เพื่อนที่หายไปเด็กสาว ม.ปลายคนหนึ่งถูกแฟนบอกเลิกเพราะ "ความอ้วน" เธอจึงหันมาเปลี่ยนตัวเองจนรูปร่างดีเว่อร์ถ้าเคยนอกใจเเฟนเเล้วเเฟนไม่รู้เเล้ว​ คุณจะรู้สึกอย่างไรผมมีภรรยาแล้ว แต่ไปเจอผู้หญิงอีกคน ที่ชอบมากกว่าจะทำอย่างไรดี?
ตั้งกระทู้ใหม่