มอมเมาให้คนเสพสุข คือยาพิษ
เขียนโดย doctorsopon
เรามักได้รับ forward mail ฉบับแล้วฉบับเล่าสอนให้คนเสพสุข แนวคิดแบบนี้มอมเมาให้ถ่วงความเจริญของตัวเองและประเทศชาติและพาชาติและตนเองไปสู่ความลำบากในที่สุด
เมื่อเร็วๆ นี้ มี forward mail ฉบับหนึ่ง ความย่อว่า "คติพจน์จีน" สอนใจไว้ดีมาก. . .ขณะจากไป, ก็เอาอะไรไปไม่ได้ ฉะนั้นจงอย่าประหยัดจนเกินไป. . .สิ่งใดสมควรเสพสุข, ก็จงเสพซะ ระวังอย่างเดียว เงินทองไม่ควรเหลือให้ลูกหลานมากเกินไป. . .อย่าไปใส่ใจเรื่องของลูกๆ ลูกหลานก็มีทางรอดของเขาเอง. . .เมื่อเขามีลูก, จงปล่อยให้เขาไปดูแลกันเอง หรือไม่ก็ให้เขาไปจ้างพี่เลี้ยงกันเอง ไม่ควรมากินแรง มาเบียดเบียนสิทธิความสุขท่องเที่ยว และสุขภาพของพ่อแม่ที่เหลือน้อยลงเต็มที . . ." ทั้งนี้มีเขียนภาษาจีนกำกับทีละบรรทัดเสียด้วย ผมก็เป็นคนจีนไม่เคยได้ยินคำสอนมั่วๆ แบบนี้เลย การคิดแบบนี้เป็นพิษร้ายอย่างยิ่ง
ผมเคยได้ยินหลู่ซิ่น กวีเอกในยุค 100 ปีก่อน สอนให้คนเป็น "วัวงาน" ปราชญ์และคติพจน์จีนก็ล้วนสอนให้ทำงานหนักเพื่อตนเองและผู้อื่น อาม่า (ยายของผม) ก็สอนผมโดยเป็นภาคปฏิบัติให้ผมดูมา 50 ปีแล้ว ให้ทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะบอกว่ายุคสมัยเปลี่ยนแล้ว เราไม่ได้ทุกข์อยากอะไรมากนักแบบกัดก้อนเกลือกินเช่นเดิม เราจึงต้องเสพสุขเสียบ้าง พวกเสี่ยๆ ลูกหลานคนรวยที่คิดแบบนี้จึงไม่สามารถเจริญก้าวหน้าต่อไปได้และพากันล่มจมในที่สุด
ผมขอแบ่งปันแนวคิดดีดีในทางตรงกันข้ามบัตรครับ อาม่าของผมสอนให้รู้ซึ้งว่าอันที่จริง
1. เงินทองนั้นต้องหามาให้ได้มากที่สุดตราบเท่าที่ไม่ได้โกงใครมาและได้มาจากการทำงานที่สุจริต
2. แต่ใช่ว่าเราจะต้องตระหนี่หรือไม่คิดแบ่งปันผู้อื่นแต่อย่างใด นั่นมันคนละเรื่องกัน
3. เราไม่ได้เน้นการใช้จ่ายหรือเสพสุขส่วนตัวแต่ใช่ว่าต้องปฏิเสธเสียทั้งหมด
4. เงินทองที่หามาได้ก็เพื่อลูกหลานในอนาคต นี่เป็นภาระอันศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแม่ แต่ถ้าเขาไม่รู้จักทำให้งอกเงยและผลาญจนหมดสิ้นก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว
5. เราเน้นการเก็บสะสมไว้ ไม่เน้นการใช้เสพสุข แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการใช้จ่ายตามสมควรการเสพสุขที่แท้อยู่ในชาติหน้า (แต่ผมไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า)
แนวคิดอันตรายที่เน้นการเสพสุขแบบนี้ในประเทศตะวันตกก็แยกให้เห็นเป็นสองแนวทางได้แก่
1. Hedonism. คือการยึดติดกับความสุขสนุกสนานชั่วครู่ชั่วแล่นไปวันๆ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศเรื่องยาเสพติดไปด้วย เลยไม่ใฝ่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
2. Self-centeredness คือการยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใส่ใจสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตัวเอง เหมาเจ๋อตงเคยบอกว่าสำหรับคนพวกนี้ "แค่ถูกตะปูตำเท้าตัวเดียวก็ลืมโลกไปทั้งโลก" แล้ว
เราจึงไม่ควรหลงยึดติดใฝ่สุข เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะจะทำให้เราก็คงไม่ทำงานหนักเท่าที่ควร ส่งผลให้ทั้งตัวเราเอง ทั้งครอบครัว และทั้งประเทศชาติโดยรวม ก็คงไม่เจริญเท่าที่ควรเช่นกัน เราจึงไม่ควรหลงการมอมเมาที่เคลือบยาพิษโดยขาดวิจารณญาณ ชาตินี้เราเกิดมาทำงานหนักไม่รอชาติหน้าสังคมพูนสุข ค่อยเสพสุขก็ยังไม่สาย! (ชีวิตเราชาติหน้าไม่มี แต่ชีวิตลูกหลานรุ่นหลังที่จะเกิดมาสบายเพราะเรา มีแน่นอน)
อย่าลืมคติสั้นๆ แบบไทยๆ "รักสนุก ทุกข์ถนัด"
ที่มา: http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1957.htm
พื้นที่จังหวัดที่มาแรงที่สุดในฐานะเมืองหลวงแห่งที่2ของไทย
สะพานที่ข้ามแหล่งน้ำจืดที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย
เปิดวาร์ป 5 จังหวัด ค่าครองชีพถูกม๊าก แต่คุณภาพชีวิตดีเว่อร์
วิเคราะห์เลขตารางทักษาอาจาร์ออร่า งวดวันที่ 16 เมษายน 2569
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/4/69
ที่เที่ยวไทยคนน้อย ฟิวเหมือนไปต่างประเทศ..
5 เมืองสงบ ใช้ชีวิตสบาย ห่างไกลความวุ่นวาย
3ชนิดต้นไม้ “หน้าบ้าน” ที่เน้นความสวยงามและความเขียวสดตลอดปี
สถานศึกษาที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
เปิดเลขเด่นตำราท้าวเวสสุวรรณ...16 เมษายน 2569
ประเทศในอาเซียนที่ถือครองทองคำเยอะที่สุด
10 อันดับ ภาษาที่ยากที่สุดในโลก ท้าทายสมองจนต้องร้องขอชีวิต
หนังสือพาสปอร์ตของไทย ได้คะแนนมากแค่ไหนเมื่อเทียบกันในระดับโลก
หนีฝุ่นควัน! 5 จังหวัด "อากาศดี-โรงพยาบาลเริ่ด" สวรรค์ของการพาพ่อแม่ไปใช้ชีวิตวัยเกษียณ
มี 1 ล้าน ย้ายประเทศไปไหนดี? เทียบ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไหน "อยู่สบาย-เงินหมดช้าสุด"?
หนีเมืองกรุงไปพึ่งเมืองรอง! 5 จังหวัด "ค่าเทอมถูก-โรงพยาบาลดี" สวรรค์ของคนอยากสร้างครอบครัว
มนุษย์เงินเดือน กทม. VS คนต่างจังหวัด! กางบิลรายจ่าย "กิน-อยู่" 1 วัน ชีวิตใครสบายกว่ากันแน่?