7 ความเชื่อผิด ๆ กับการบริจาคเลือด ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
การบริจาคโลหิตถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกหลายร้อยคนที่มีความต้องการเลือดอย่างเร่งด่วนในการรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งหากมีการบริจาคโลหิตมาสำรองเก็บไว้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องของการบริจาคโลหิตก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมีข้อสงสัย และทำให้เกิดความเชื่อที่ไม่ถูกต้องในการบริจาคเลือด ทีมงานดิเอเชี่ยนพาเร้นท์ มี 7 ข้อควรรู้ของการบริจาคโลหิตมาฝากค่ะ
1.หลังจากการบริจาคโลหิต ต้องนอนพักผ่อนทั้งวัน
หลังการบริจาคโลหิตไม่ถึงขั้นที่ต้องนอนพักผ่อนทั้งวัน คือหลังจากบริจาคเลือดสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ แต่ให้เน้นดูแลตัวเองในเรื่องต่อไปนี้ คือ หลีกเลี่ยงการตากแดด หลีกเลี่ยงการขับรถหลังบริจาคโลหิต 2-3 ชั่วโมง ไม่ควรสูบหรี่หลังบริจาคโลหิต 4 ชั่วโมง และงดการดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง
2.บริจาคโลหิตจะทำให้รู้ผลตรวจเอชไอวีในทันที
สำหรับบางคนก่อนการไปบริจาคเลือด อาจไปทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (HIV) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วภายใน 11 วันยังจะตรวจไม่พบเชื้อ ฉะนั้นหากรู้ตัวว่ามีเรื่องสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ(แพร่เชื้อ) ไม่ควรที่จะไปบริจาคโลหิต เพราะจะไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ทันทีในวันที่ไปบริจาคเลือด
3.การบริจาคโลหิต จะเจ็บมาก
ในหลายท่านๆ อาจจะยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริจาคโลหิต ทำให้นึกจิตนาการไปได้ว่าจะต้องเจ็บมากเวลาที่เจาะบริจาคเลือด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการบริจาคโลหิตไม่ได้เจ็บมากจนทนไม่ได้อย่างที่คิด เพราะจะแค่รู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนที่เจาะเข็มลงบนเส้นเลือดที่แขนเท่านั้น พอเข้าสู่กระบวนการเลือดถ่ายเทมายังถุงเก็บเลือดก็จะไม่รู้สึกอะไรแล้วค่ะ
4.การบริจาคโลหิตเป็นประจำจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และภูมิคุ้มกันลดลง
ผู้บริจาคโลหิตที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสามารถบริจาคโลหิตได้ทุกๆ 3 เดือน และไม่ได้ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย หรือทำให้ภูมิคุ้มของร่างกายลดลงแต่อย่างใดค่ะ
5.การบริจาคโลหิตจะทำให้อ้วน
เชื่อว่าหลายๆ ท่านคิดแบบนี้ว่าการบริจาคเลือดทำให้อ้วน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการบริจาคโลหิตไม่มีผลทำให้น้ำหนักอ้วนขึ้นเลยค่ะ แต่ความอ้วนส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยเหล่านี้ เช่น พฤติกรรมการกิน พันธุกรรม และโรคบางอย่าง เป็นต้น
6.การบริจาคโลหิต จะทำให้เสี่ยงต่อการรับเชื้อโรค
ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะทุกขั้นตอนของการบริจาคโลหิตมีความสะอาด และปลอดภัยสูงสุด ตามหลักสากล เหมือนกันทั่วโลกค่ะ
7.ไม่จำเป็นต้องบริจาคโลหิต ถ้าไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ขอความช่วยเหลือ
สำหรับการบริจาคเลือดนั้นไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชาสัมพันธ์ว่าเลือดขาดแคลนแล้วค่อยไปบริจาคกันนะคะ เพราะหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ก็สามารถไปบริจาคโลหิตได้ทุก 3 เดือนเลยค่ะ การมีโลหิตสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินย่อมดีกว่ามากค่ะ
สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการจะบริจาคเลือด และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีภาวะเจ็บป่วยร้ายแรง และไม่มีภาวะสุ่มเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคให้กับผู้รับบริจาคโลหิต ก็สามารถที่จะไปบริจาคได้ที่สภากาชาดไทย หรือตามโรงพยาบาลที่รับบริจาคค่ะ อย่าลืมว่าทุกหมู่เลือด (A B O AB ) มีความสำคัญ และจำเป็นไม่น้อยไปกว่ากันนะคะ
ขอขอบคุณที่มา : www.facebook.com/MTlikesara/?fref=nf
4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อน
7 ยอดพืชพื้นบ้านที่หลายคนไม่รู้ว่ากินได้ บางชนิดต้องปรุงให้สุกก่อน
8 อย่างที่แมวชอบทำ และมนุษย์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ
10 ต้นไม้มงคลหน้าบ้าน คนไทยนิยมปลูก เสริมร่มเงาและความสบายใจ
อาหารไทยที่กำลังสูญหาย
ทำไมพระโมคคัลลานะจึงถูกลอบสังหาร ปมศรัทธาที่กระทบผู้เสียผลประโยชน์
มอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมัน 2026 รุ่นไหนน่ามอง ถ้าอยากลดค่าน้ำมันทุกวัน
ทำไมคำพูดแย่ ๆ ประโยคเดียว ถึงวนอยู่ในหัวได้นานกว่าคำชม
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
รถจักรยานสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน
พระพุทธเจ้าให้พระฉันกี่มื้อกันแน่? คำตอบคือไม่จำกัดจำนวน แต่จำกัดเวลา
8 อย่างที่แมวชอบทำ และมนุษย์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ
รถยนต์ไฮบริดไทย ปี 2026 รุ่นไหนบ้างที่ประหยัดน้ำมันสุดๆ
คอมพิวเตอร์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล
ทำไมถึง กรน อาการที่คนข้างๆ สุดหลอน นอนไม่ได้!!
พระพุทธเจ้าให้พระฉันกี่มื้อกันแน่? คำตอบคือไม่จำกัดจำนวน แต่จำกัดเวลา
7 ยอดพืชพื้นบ้านที่หลายคนไม่รู้ว่ากินได้ บางชนิดต้องปรุงให้สุกก่อน


