ถ้าโลกไม่มีแรงดึงดูด..
โพสท์โดย ลูกสาวอบต
ใครจะไปรู้ว่าของธรรมดาๆ ในโลกเราที่เห็นกันอยู่ทุกวัน เมื่อเจอกับสภาวะไร้น้ำหนักแล้วจะเกิดปรากฏการณ์แปลกๆ แบบที่เราคิดไม่ถึงขึ้น
ไฟกลายเป็นลูกพลังงานเรืองแสงกลมๆ
ก่อนที่จะอ่านต่อ ขอแนะนำให้คุณลองไปจุดไม้ขีดไฟดูก่อน ลองสังเกตดูว่าเปลวไฟมีลักษณะเป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วง ไฟถูกจุดให้ติดขึ้นโดยออกซิเจน มีการปล่อยของเสียคือคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาและน้ำก็กลายเป็นไอ สสารเหล่านี้ลอยออกไปและถูกแทนที่ด้วยออกซิเจนที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไปลองจุดไม้ขีดไฟในที่ๆ ไร้แรงโน้มถ่วง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะแปลกมากทีเดียว
ใช่แล้ว นี่คือเปลวไฟในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง ในที่ๆ แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ของบนโลกอย่างแรงพยุงหรือการพาความร้อนจะไม่มีอยู่ ดังนั้น เมื่อไม้ขีดไฟถูกจุดขึ้นมา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะไม่ลอยไปไหน มันจะมารวมตัวกันอยู่รอบๆ เปลวไฟ ในขณะที่ตรงกลางออกซิเจนก็จะเผาไหม้จนไปถึงวงจุดรอบๆ ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์กันอยู่ เกิดเป็นลูกไฟกลมๆ ขึ้น
ลักษณะของเปลวไฟที่เราคุ้นเคยกันคือพุ่งขึ้นด้านบนเพราะไฟขับลมร้อนให้พุ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นสภาพไร้แรงโน้มถ่วง เปลวไฟจะพุ่งไปในทุกทิศทางเพื่อควานหาออกซิเจน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าไฟในสภาพนี้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า ใช้ออกซิเจนในการเผาไหม้น้อยกว่า และมีความสว่างน้อยกว่า และลอยเป็นลูกไฟกลมๆอย่างที่เห็น
นอกจากนี้แล้ว คุณจะได้ผลแบบเดียวกันเวลาที่คุณต้มน้ำในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง
ตามปกติของการต้มน้ำบนโลกแล้ว จะเกิดฟองอากาศเล็กๆ จำนวนมากลอยจากก้นภาพชนะขึ้นมาสู่ด้านบน แต่สำหรับในอวกาศแล้ว ความที่มันไม่มีแรงพยุงหรือการพาความร้อนก็ส่งผลอีกครั้ง ฟองอากาศจะจมอยู่นิ่งๆ ที่ก้นภาชนะและไม่ยอมขยับจนมันมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ (ดูแล้วอยากเอามือลองลงไปจับดู แต่คิดดูอีกที ก็ไม่เอาดีกว่า)
น้ำมีความตึงผิวเพิ่มมากขึ้น (มากๆ)
เรามีการทดลองเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคุณในการไปเข้าห้องน้ำในครั้งหน้า ให้ทำนิ้วชี้กับนิ้วโป้งชนกันเป็นวงกลม จุ่มลงไปในน้ำ และพยามจับผิวน้ำขึ้นมาในวงกลมที่คุณสร้างขึ้นให้ได้ ทุกครั้งที่คุณพยายามน้ำจำนวนน้อยนิดที่คุณจับขึ้นมาได้ก็จะแพ้แรงโน้มถ่วง แล้วผิวหน้าของน้ำก็จะแตกออกทันที
ดังนั้น ลองเอาดูว่าถ้าเราเอาแรงโน้มถ่วงออกไปจะเกิดอะไรขึ้น
ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง น้ำจะมีแรงตึงผิวมากขึ้นจนกระทั่งน้ำจำนวนน้อยๆ ที่จับไว้ได้จะมีสภาพเหมือนกับเยลลี่ นี่เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงบนโลกทำให้ของเหลวร่วงลงมา แต่เมื่อแรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ ผิวหน้าของน้ำก็ไม่มีแรงที่คอยกดดันมันอีกต่อไป ทำให้มันคงสภาพอยู่อย่างนั้นจนกว่าคุณจะเขย่ามันแรงๆ ให้มันแตกออก ซึ่งต้องใช้แรงมากทีเดียวเพราะแผ่นฟิมล์น้ำนี้เหนียวพอๆกับยาง
ถ้าแค่นี้ยังเจ๋งไม่พอ คุณยังลองใส่สีเข้าไปในน้ำได้อีกด้วย
เสียงมีรูปร่าง
เมื่อแรงโน้มถ่วงหายไป แรงอื่นๆ จะมีอิทธิพลมากขึ้่น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสศึกษาหลายๆ สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ และเรื่องของเสียงก็เป็นหนึ่งในนั้น
Donald Pettit อดีตนักบินอวกาศของนาซาและเป็นวิศวกรเคมี เขาต่อเครื่องดูดฝุ่นเข้ากับ Didgeridoo (เครื่องดนตรีอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นบ้องยาวๆ) เพื่อสาธิตวิธีการที่คลื่นเสียงเดินทางกระทบกับน้ำ แต่เขาเกิดไอเดียบรรเจิดกว่านั้น Pettit ใช้ Didgeridoo เป่าลงไปในก้อนน้ำ ผลที่ได้ก็คืออย่างที่เห็น
อย่างที่เราบอกไปในหัวข้อที่แล้วว่าน้ำในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงจะมีแรงตึงผิวเหนียวเหมือนยาง แต่เสียงที่เกิดขึ้นทำให้ผิวหน้าของน้ำแตกกระจายไปทุกทิศทาง และนี่ยังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ความถี่ในระดับต่างๆ ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงทำให้เกิดได้ทุกอย่างตั้งแต่การกระเพื่อมเล็กๆ ไปจนถึงอะไรที่ใหญ่กว่านี้มาก
ที่เจ๋งกว่านั้นคือ เมื่อเปลี่ยนจากน้ำมาเป็นน้ำแป้งข้าวโพด ผลที่ได้ออกมาน่าทึ่งทีเดียว
ไฟฟ้าสถิตทำตัวเหมือนกับเป็นแรงโน้มถ่วง
ไฟฟ้าสถิตเองก็เป็นของที่แปลกโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เด็กๆ เราก็มักจะตื่นเต้นเมื่อพบว่า ถ้าเอาลูกโป่งไปถูกับเส้นผมหรือเส้นขน มันจะติดลูกโป่งขึ้นมาด้วย แต่เมื่ออยู่ในอวกาศ ไฟฟ้าสถิตที่ว่าแปลกแล้ว จะแปลกยิ่งขึ้นอีก
นี่คือภาพของหยดน้ำที่เคลื่อนตัวเป็นวงกลมรอบๆ ไม้ถักนิตติ้ง โดยปกติแล้ว วัตถุที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นของไฟฟ้าสถิตจะมีแรงดึงดูดกับวัตถุตรงข้ามอยู่แล้ว และเมื่อไม่มีแรงโน้มถ่วง แรงไฟฟ้าสถิตนี้ก็จะทำตัวคล้ายกับเป็นแรงโน้มถ่วงเสียเอง ดังนั้น เมื่อนำกระดาษเปียกมาถูกับไม้ถักนิตติ้งเพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิต และบีบน้ำลงไปหยดน้ำเล็กๆ นี้ก็จะกลายเป็นวัตถุไฟฟ้าสถิตวนอยู่รอบๆ ไม้ถักนิตติ้ง
ส่วนผู้ทำการทดลองครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก Donald Pettit ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงขึ้นมาจากการค้นพบเรื่องต่างๆ โดยบังเอิญในขณะทำการทดลองต่างๆ ในสภาพไร้น้ำหนัก
สิ่งมีชีวิตจะกลายพันธุ์แบบแปลกๆ
คุณอาจจะไม่รู้มาก่อน แต่ที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นอย่างที่เราเห็นๆ กันทุกวันนี้ก็เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงของโลกด้วย ถ้าเราเอาแรงโน้มถ่วงออกไปทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เช่น ปลาจะว่ายน้ำวนเป็นวงกลมอย่างไม่มีสาเหตุ นกและแมวจะเดินเซไปเซมา แม้แต่สิ่งเล็กๆ อย่างเซลล์ในสิ่งมีชีวิตก็จะต่างออกไปจากที่เรารู้จัก และอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ต้นมอส
ต้นมอสก็เหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ นั่นคือ มันโตในทิศทางตรงกันข้ามกับแรงโน้มถ่วง ดังนั้น หมายความว่าบนโลกนี้มอสจะโตเป็นเส้นยาวๆ ที่ไม่เรียงกัน ยื่นไปหาแสงสว่างและออกจากแรงโน้มถ่วง แต่เมื่อแรงโน้มถ่วงกลายเป็นศูนย์ แรงดึงจะหมดลงและมันจะโตเป็นทรงก้นหอยแปลกๆ แบบนี้
และไม่ใช่ว่าพืชทุกชนิดจะเป็นแบบนี้ได้ ต้นมอสเป็นพืชชนิดเดียวที่เคยถูกปลูกในสภาวะไร้น้ำหนัก นักวิทยาศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 และถึงปัจจุบันนี้ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำต้นมอสจึงต้องโตเป็นรูปในลักษณะนี้แทนที่จะเป็นแบบปกติ
แต่มอสยังไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่ได้ไปเติบโตอยู่บนอวกาศ แบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษที่ชื่อว่า Salmonella เองก็ชอบสภาพไร้น้ำหนักมากเช่นกัน เมื่อตอนที่นักวิทยาศาสตร์นำ Salmonella ขึ้นไปบนอวกาศเพื่อศึกษาว่าสภาพไร้แรงโน้มถ่วงจะมีผลอย่างไรต่อมัน ก็ได้พบว่า Salmonella ที่ได้ออกไปยังอวกาศและกลับมายังโรคจะมีอันตรายร้ายแรงขึ้นถึง 3 เท่า
ไม่ใช่เพียงแค่แบคทีเรียตัวนี้เท่านั้นที่อันตรายขึ้น แต่ยังพบว่าแบคทีเรียและจุลินทรีย์อื่นๆ เติบโตได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติมาก เช่นจากในรูปแสดงการเปรียบเทียบการทดลองระหว่างการเพาะแบคทีเรียปกติ (ซ้าย) กับการเพาะแบคทีเรียบนอวกาศ (ขวา) พบว่า แบคทีเรียที่โตในอวกาศจะมีเชื้อท้องร่วงมากกว่าถึง 75 เปอร์เซนต์
และอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่ทำได้ดี (อย่างไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด) ในอวกาศ นั่นก็คือ แมลงสาบ แมงสาบที่โตบนยานอวกาศของรัสเซียเป็นที่รู้กันว่าพัฒนาได้เร็วกว่า ยืดหยุ่นกว่า อีกทั้งยังมีความอึดและความเร็วมากกว่าแมลงสาบทั่วไปบนโลกเรา
ดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์อย่างเราถ้าไปอยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงนานๆ เราจะได้พลังวิเศษอะไรเพิ่มขึ้นมาหรือไม่? คำตอบก็คือไม่ เราแค่จะเริ่มมีหน้าตาแปลกๆ ไปจากเดิม เพราะกระบวนการในร่างกายมนุษย์หลายอย่างที่ขึ้นอยู่กับแรงโน้มถ่วง และเมื่อไม่มีแรงโน้มถ่วง ของเหลวต่างๆ ในร่างกายเราจะเริ่มเดินทางไปเรื่อยๆ และมันมักจะไปรวมกันอยู่ในที่ๆ ไม่ควรไปอยู่ เช่น บนใบหน้าของเรา ทำให้อาการที่เรียกว่า “Charlie Brown phase” ซึ่งเป็นอาการที่นักบินอวกาศมีของเหลวอยู่บนศีรษะมากจนทำให้ดูเหมือนหัวบวม
มีผู้เข้าชมแล้ว 10,248 ครั้ง
โพสท์โดย ลูกสาวอบต
โพสท์โดย ลูกสาวอบต
ลูกสาวอบต วิเคราะห์ รวมทั้งสรุปเรื่องราว เรื่องแปลกหายากและเรื่องทั่วไปให้เข้าใจง่าย
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
144 VOTES (4/5 จาก 36 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
โรงเรียนเอกชนชื่อดังและเก่าแก่ที่ปิดกิจการไปแล้ว
ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/5/69
"Tupai King" ราชาของทุเรียนที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย และหาทานได้ยากที่สุดชนิดหนึ่ง
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ที่อยู่ในทวีปแอฟริกา
ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง
เรือทหารลำที่ใหญ่ที่สุด ที่มีประจำการอยู่ในกองทัพเรือไทย
5 (ต่าง)จังหวัด ที่สอบติดหมอมากที่สุดในประเทศไทยHot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เผยเคล็ดลับ "Nazar Battu" เครื่องรางมะนาวพริกสไตล์อินเดีย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เรียกลูกค้าเข้าร้าน
ฝนหนัก 14–18 พ.ค. 2569 เช็กจังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
มองเผินๆ คือกิ่งไม้…แต่ขยับได้! “แมลงกิ่งไม้ยักษ์” จอมพรางตัวแห่งออสเตรเลีย
จีนเปิดตัว "Unitree (รุ่นที่ถูกต้อง)" หุ่นยนต์ยักษ์ขับได้จริง! สานฝันแฟนกันดั้ม ในราคา 19 ล้านบาท
ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทปี 2569 อยู่ได้จริงแค่ไหนเมื่อเทียบค่าครองชีพ
ใช้รถมาตั้งนานเพิ่งรู้! คันโยกเล็กๆ ใต้กระจกมองหลังมีไว้ทำไม? ความลับที่ช่วยให้ขับรถกลางคืนปลอดภัยขึ้น 100%!






