หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทศชาติชาดก


เขียนโดย

ทศชาติชาดก เป็นชาดกที่สำคัญ กล่าวถึง 10 ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ก่อนจะเสวยพระชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า หรือเจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์ ชาดกทั้ง 10 เรื่อง เพื่อให้จำง่าย มักนิยมท่องโดยใช้พยางค์แรกของแต่ละชาติ คือ เต ช สุ เน ม ภู จ นา วิ เว

ชาดก ทั้ง 10 เรื่อง

 
เตมีย์ใบ้ชาดก  
ชาติที่ 1 เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี - เตมียชาดก (เต) เป็นชาติแรกในทศชาติชาดก ก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นสมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านาม พระสมณโคดม ชาตินี้ พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี หมายถึง การละทิ้งจากกามคุณทั้ง 5
 
 
ชนกชาดก  
ชาติที่ 2 เพื่อบำเพ็ญวิริยบารมี - มหาชนกชาดก (ช) พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระชนกกุมาร โอรสพระเจ้าอริฏฐชนก กษัตริย์เมืองมิถิลา ขณะที่เสด็จลงสำเภาไปค้าขาย เกิดพายุใหญ่เรือแตกกลางมหาสมุทร พระมหาชนกทรงว่ายน้ำโต้คลื่นอยู่ในมหาสมุทรถึง 7 วัน นางเมขลาเห็นจึงพูดลองใจว่าให้พระองค์ยอมตายเสียเสียตามบุญตามกรรม แต่พระองค์ก็ไม่ทรงฟัง ยังพยายามว่ายน้ำโต้คลื่นอยู่ตามเดิมนางเมขลาเห็นเลื่อมใสในความพยายาม จึงอุ้มพระองค์เหาะไปส่งที่ฝั่ง พระชาตินี้พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ วิริยบารมี
ภาพเขียนฝาผนังเรื่องสุวรรณสาม ชาดก บันทึกจากวัดหน่อพุทธรางกูล สุพรรณบุรี
สุวรรณสามชาดก  
ชาติที่ 3 เพื่อบำเพ็ญเมตตาบารมี - สุวรรณสามชาดก (สุ) พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพรหมฤๅษี ต้องรับภาระเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ตาบอด วันหนึ่งกบิลยักษ์แผลงศรมาถูกได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส แต่ก็ไม่ได้โกรธ กลับแสดงเมตตาจิตต่อ และเทศนาทศพิธราชธรรมให้กบิลยักษ์ฟัง ด้วยอำนาจแห่งเมตตาธรรมทำให้พระสุวรรณสามหายเจ็บปวดรอดชีวิตมาได้ และบิดามารดาก็กลับมีจักษุดี พระชาตินี้พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี
 
เนมิราชชาดก 
ชาติที่ 4 เพื่อบำเพ็ญอธิษฐานบารมี - เนมิราชชาดก (เน) เป็นชาติที่ 4 ของทศชาติชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเนมิราช โอรสเจ้าเมืองมิถิลา โปรดการบริจาคทานและรักษาพรหมจรรย์ พระอินทร์ทรงพอพระทัย ถึงกับให้พระมาตุลีนำทิพยรถมารับไปเที่ยวเมืองสวรรค์ และเมืองนรก แล้วเชิญให้ครองเมืองสวรรค์ พระเนมิราชไม่ทรงรับและเสด็จกลับบ้านเมืองของพระองค์ พอทรงชราก็ออกผนวช พระชาตินี้พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี
มโหสถชาดก  
ชาติที่ 5 เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมี
ภูริทัตชาดก 
ชาติที่ 6 เพื่อบำเพ็ญศีลบารมี
จันทชาดก 
ชาติที่ 7 เพื่อบำเพ็ญขันติบารมี
นารทชาดก 
ชาติที่ 8 เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
วิทูรชาดก 
ชาติที่ 9 เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี
เวสสันดรชาดก 
ชาติที่ 10 เพื่อบำเพ็ญทานบารมี สำหรับชาติสุดท้าย เป็นชาติที่สำคัญ และบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ คือ เวสสันดรชาดก หรือเรื่องพระเวสสันดร
 
พุทธประวัติพระชาติสุดท้าย
 
 

พระนางสิริมหามายากำลังบรรทมหลับสนิทในพระแท่นที่บรรทมแล้ว ทรงสุบินนิมิตว่าพระนางไปอยู่ป่าหิมพานต์ ได้มีช้างเผือกเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูงเข้ามาหาพระนาง
ปฐมสมโพธิพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ว่า "...มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง....ชูงวงอันจับบุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตลบ แล้วร้องโกญจนาทเข้ามาหาในกนกวิมาน แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบ แล้วเหมือนเข้าไปในอุทรประเทศ ฝ่ายทักษิณปวัศว์แห่งพระราชเทวี...."

 

ทารกที่เห็นนั่นคือเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาซึ่งพอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้๗ก้าว พร้อมกับทรงยกพระหัตถ์ขวาและเปล่งพระวาจา เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ พระวาจาที่เปล่งออกมานั้น กวีท่านแต่งไว้เป็นภาษาบาลี แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า ...."เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว".....

อสิตดาบส" หรือบางแห่งเรียก"กาฬเทวิฬดาบส" พอท่านได้เห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทำกริยาผิดวิสัยสมณะ ๓ อย่าง คือ ยิ้มหรือแย้ม หรือที่ภาษากวีในหนังสือปฐมสมโพธิเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หัวเราะแล้วร้องไห้ แล้วกราบแทยพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ
 

"อสิตดาบส" หรือบางแห่งเรียก"กาฬเทวิฬดาบส" พอท่านได้เห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทำกริยาผิดวิสัยสมณะ ๓ อย่าง คือ ยิ้มหรือแย้ม หรือที่ภาษากวีในหนังสือปฐมสมโพธิเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หัวเราะแล้วร้องไห้ แล้วกราบแทยพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ (ท่อนบนเนื้อหาผิดครับ)

 
 

เจ้าชายสิทธัตถะประทับนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นหว้า ก็เพราะพระราชบิดาทรงจัดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เจ้าชายได้รับความวิ้วกก็เกิดสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า "ปฐมฌาน" พิธีแรกนาเสร็จตอนบ่าย พี่เลี้ยงวิ่งมาหาเจ้าชายได้เห็นเงาไม้ยังอยู่ที่เดิมเหมือนเวลาเที่ยงวันก็เกิดอัศจรรย์ใจ จึงไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาเสด็จมาทอดพระเนตรก็เกิดอัศจรรย์ในพระทัย และได้ถวายอัญชลีเป็นครั้งที่สอง

 
 

ธนูที่เจ้าชายสิทธัตถะยิงมีชื่อว่า "สหัสถามธนู" แปลว่าธนูที่มีน้ำหนักขนาดที่คนจำนวนหนึ่งพันคนจึงจะยกขึ้นได้ แต่เจ้าชายสามารถยกธนูนั้นขึ้นได้ดั่งสตรียกขึ้นซึ่งไม้กงดีดฝ้าย บรรดาพระญาติทั้งปวงได้เห็นแล้วต่างชื่นชมยินดียิ่งนักแล้วเจ้าชายลองดีดสายธนูก่อนยิง เสียงธนูดังกระหึ่มครึ้มครางไปทั้งกรุงกบิลพัสดุ์ เป้าที่เจ้าชายยิงธนูวันนั้น คือ ขนหางทรายจามรีที่วางไว้ในระยะหนึ่งโยชน์ ปรากฎว่าเจ้าชายยิงถูกขาดตรงกลางพอดี พระญาติทั้งปวง จึงยอมถวายพระราชธิดา ซึ่งมีพระนางพิมพายโสธรารวมอยู่ด้วย เพื่อคัดเลือกพระชายา

 
 

พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายทรงเห้นพร้อมกันว่า พระนางพิมพายโสธราทรงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ พระราชพิธีอภิเษกสมรสจึงได้มีขึ้นในสมัยที่เจ้าชายและเจ้าหญิงทรงมรพระชนมายุได้ ๑๖ ปีพอดี

 
 
 
 
 

พอพระชนมายุมากขึ้นจนถึง ๒๙ ปีก็ทรงเกิดความเบื่อหน่าย ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกในพระทัยเช่นนั้น อยู่ที่ทรงเห็นสิ่งที่เรียกว่า เทวทูตทั้ง ๔ ระหว่างทางในวันเสด็จประพาสพระราชอุทยานนอกเมืองด้วยรถม้าพระที่นั่ง พร้อมด้วยนายฉันนะ เทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช

 

เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วว่าจะเสด็จออกบวช เสด็จไปยังห้องพระบรรทมของพระนางพิมพายโสธรา เมื่อเสด็จไปถึง ทรงเผยบานพระทวารออก ทรงเห็นพระชายากำลังหลับสนิท พระนางทรงทอดพระกรไว้เหนือเศียรพระราหุล โอรสผู้เพิ่งประสูติ พระองค์ทรงเกิดความเสน่หาอาลัยในพระชายา และพระโอรสที่เพิ่งได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นครั้งแรกอย่างหนัก

 
 
 

เจ้าชายสิทธัตถะทรงพาม้าและมหาดเล็กข้ามแม่น้ำ อโนมานที

 
 

แล้วเสด็จลงจากหลังม้าประทับนั่งบนหาดทราย อันขาวดุจแผ่นเงิน พระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์แสงดาบ พระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา คือยอดยอดหรือปลายพระเกศา กับพระโมฬี คือมุ่นพระเกศา หรือผมที่เป็นมุ่นมวย แล้วทรงตัดด้วยพระขรรค์แสงดาบ เหลือพระเกศาไว้ยาวประมาณ ๒ นิ้ว เป็นวงเวียนไปทางขวา ทรงมอบพระภูษาทรง และม้าพระที่นั่งให้นายฉันนะนำกลับไปกราบทูลแจ้งข่าวแก้พระราชบิดาให้ทรงทราบ

 
 
 
พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกริยาจนบางครั้ง พระองค์งดเสวยอาหารจนพระกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และแล้วพระอินทร์ถือพิณสามสายมาดีดให้ฟัง สายพิณที่หนึ่งขึงตึงเกินไปเลยขาด สายที่สองหย่อนเกินไปดีดไม่ดัง สายที่สามไม่ตึงไม่หย่อนนัก ดีดดัง พอทรงได้ยินเช่นนั้น พระมหาบุรุษจึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกริยา ซึ่งเป็นความเพียรทางกาย แล้วเริ่มกลับเสวยอาหารเพื่อบำเพ็ญเพียรทางใจ
 
 
 
ทรงอธิฐานลอยบาตรทวนน้ำ เผื่อบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
 

พระมหาบุรุษได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ทรงมีพระนามใหม่ว่า "อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" แปลว่า พระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบด้วยพระองค์เอง

 
 

สตรีที่กำลังถวายของแด่พระมหาบุรุษ คือ นางสุชาดา เป็นธิดาของคหบดีผู้หนึ่งในหมู่บ้าน ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ของที่นางถวายคือข้าวมธุปายาส คือข้างที่หุงด้วยนมโคล้วน เป็นอาหารจำพวกมังสวิรัติ ไม่ปนเนื้อ ไม่เจือปลา ใช้สำหรับนวงสรวงเทพเจ้าโดยเฉพาะ

 
 

ตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา นางอรดี

 
 
 

พ่อค้านายกองเกวียนสองคนเข้ามาเฝ้า และนำข้าวสัตตุก้อนและสัตตุผงมาถวาย คนหนึ่งชื่อ "ตปุสสะ" อีกคนหนึ่งชื่อ "ภัลลิกะ" แต่เกิดไม่มีบาตรจะรับอาหาร ท้าวจาตุมมหาราชทั้ง ๔ จึงนำบาตรมาถวายองค์ละหนึ่งใบรวมเป็น ๔ ใบมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับไว้ แล้วทรงอธิฐานให้เป็นใบเดียวกันแล้วรับอาหารจากสองนายกองเกวียนพี่น้อง

 
 

ท้าวสหัมบดีพรหมประณมกรกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ว่า สัตว์ในโลกนี้ ที่มีกิเลสเบาบางพอที่จะฟังธรรมเข้าใจนั้นมีอยู่ ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมช่วยเหลือชาวโลก

 
 
 
 

พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรม "ปฐมเทศนา" ตรงกันวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ผู้ฟังธรรมมี ๕ คน ที่เรียกว่า "ปัญจวัคคีย์" พอแสดงกัณฑ์นี้จบลง โกณฑัญญะ ผู้เป็นหัวหน้าปัญจวัคคีย์ไดเกิดดวงตาเห็นธรรม คือได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
(เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว พระสาวกรุ่นทำสังคยนาตั้งชื่อเรื่องกัณฑ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงครั้งนี้ว่า "ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร")

 
 

ยสกุลบุตรเป็นลูกชายเศรษฐีในเมืองพราณสี ในเที่ยงคืนวันหนึ่งยสกุลบุตรได้ตื่นขึ้นมาเห็นนางบำเรอนอนหลับสลบไสลด้วยอาการที่น่าเกลียด ก็เกิดนิพพิทา คือความเบื่อหน่าย ยสกุลบุตรจึงแอบหนีจากบ้านคนเดียวยามดึกสงัด เดินมุ่งหน้าไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พลางบ่นไปตลอดทางว่า "เฮอ!วุ่นวายจริง! เฮอ!อึดอัดขัดข้องจริง!" ขณะนั้นได้มีเสียงตอบออกมาจากชายป่าว่า "ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย ที่นี่ไม่มีความอึดอัดขัดข้อง" ยสกุลบุตรจึงเข้าไปกราบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสพระธรรมเทศนาให้ฟัง ฟังจบแล้วยสกุลบุตรได้บรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงทูลขอบวชเป็นพระภิกษุกับพระพุทธเจ้า

 
 

พระสาวกมีจำนวน ๑,๒๕๐ รูป แต่ละรูปล้วนบวชกับพระพุทธเจ้า มีพระอุปัชฌาองค์เดียวกัน คือ พระพุทธเจ้า ล้วนเป็นพระอรหันต์ ต่างมาประชุมโดยไม่ได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" ในที่ประชุม
(การประชุมพระสาวกครั้งนี้จึงเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า "จาตุรงคสันนิบาต")

 
 
 

นางพิมพายโสธรา พระมารดาของพระราหุลทรงตรัสบอกให้พระโอรสไปทูลขอรัชทายาทและทรัพย์สินที่เปป็นสมบัติของพระบิดาทั้งหมด พระพุทธเจ้าไม่ตรัสว่ากระไร แล้วเสด็จกลับนิโคธารามพร้อมด้วยพระสงฆ์ โดยมีพระราหุลตามเสด็จเพื่อทูลขอสิ่งที่ทรงประสงค์

 
 

พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าสิ่งที่ราหุลทูลขอนั้นเป็นสมบัติทางโลกไม่ยั่งยืน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกพระสารีบุตรมา แล้วสั่งให้พระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่บวชสามเณรให้ราหุล ราหุลจึงเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา เมื่ออายุครบบวช ต่อมาได้บวชเป็นพระภิกษุ และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

 
 
 
 
 

ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพานนั้น ไม่ได้ตั้งสาวกองค์ใดให้รับตำแหน่งเป็นศาสดาปกครองพระสงฆ์สืบต่อพีะองค์เหมือนในศาสนาอื่น แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสสั่งพระสงฆ์ไว้อย่างชัดเจนก่อนนิพพานว่า พระภิกษุรูปใดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อพระองค์นิพพานแล้ว ศาสนาพุทธหรือคำสั่งสอนของพระองค์จักไร้พระศาสดา ตรัสบอกพระอานนท์ว่า"ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินับก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละจะเป็นศาสดาของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่า"ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้เราขอเตือนพวกท่านให้รู้ว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลกมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์แก่ตน และคนอื่นให้สำเร็จบริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
หลังจานั้นไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย จนกระทั่งนิพาน คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันวิสาขะ ณ ภายใต้ต้นสาละ

 
 
 
 
 
                  "ถือพระพุทธเป็นที่ตั้งยึดพระธรรมเป็นแสงสว่างชี้นำทาง"
เนื้อหาโดย: Spirit of Phoenix
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Spirit of Phoenix's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 11,662 ครั้ง
เขียนโดย Spirit of Phoenix
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
44 VOTES (4/5 จาก 11 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทยอำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทยศาลสั่งให้ Netflix คืนเงินค่าสมาชิกให้แก่ผู้ใช้งาน 7 ปีย้อนหลังเผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!น้ำมันแตะลิตรละ 60 บาท 4 ธุรกิจได้อานิสงส์ กำไรสวนทางต้นทุนทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่นคณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด5 อันดับเรียนคณะอะไร เงินเดือนสูงที่สุดในไทยชื่อจังหวัดใดในประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ?รู้หรือไม่เซเว่นสาขาใดในประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุด10 จังหวัดในประเทศไทย “ชื่อมงคลที่สุด” ความหมายดีงาม ฟังแล้วเป็นสิริมงคลตั้งแต่ชื่อเมืองจังหวัดที่มีชื่อแปลกที่สุดในไทย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สงกรานต์ยังไม่มา แต่กัมพูชาเริ่มแล้ว! ปะแป้งมันส์ล่วงหน้า คนไทยเห็นแล้วมีสะดุ้งนิด ๆคิดจะดัด… จัดฟันทั้งทีอย่าให้มีรอบสองทำไมใช่หน่วยบาร์เรล วัดน้ำมันโลก พร้อมวิธีแปลงเป็นลิตรอย่าเพิ่งเติม! พรุ่งนี้! ดีเซลลดราคา 2.14 บาท คณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด
ตั้งกระทู้ใหม่