การรับน้อง คืออะไร ?
รับน้อง หรือ กิจกรรมต้อนรับนักเรียนหรือนักศึกษาใหม่ คือ กิจกรรมที่นิสิตรวมถึงนักศึกษาหรือนักเรียนรุ่น พี่ จัดขึ้นสำหรับ นักศึกษาใหม่ที่เข้ารับการศึกษา เป้าหมายเพื่อทำให้นักศึกษาที่เข้าใหม่ได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ของสถาน ศึกษานั้น และเรียนรู้วิธีการประพฤติปฏิบัติตัวในสังคมสถานศึกษานั้น ในขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาจากการประพฤติตัว ไม่เหมาะสมของรุ่นพี่ในการใช้อำนาจที่ไม่ถูก ทำให้มีการถกเถียงกันในสังคมไทย
ในหลายสถาบันได้มีการจัดการรับน้องภายในช่วงระหว่างเปิดการศึกษา ตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดการศึกษาจนถึงหนึ่งเดือนภายหลังจากวันแรกที่เปิดการ ศึกษา
ปัจจุบันการรับน้องในประเทศไทยถูกกล่าวถึงว่าใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย
ประวัติ
ประเพณีการรับน้องเป็นประเพณีที่มีมานานแล้วทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของแฟกกิง แรกกิง หรือ เฮซซิง ส่วนการรับน้องในสถาบันการศึกษานั้นเพิ่งจะเริ่มมีขึ้นประมาณ 700 ปีมาแล้วในทวีปยุโรป ต่อมาเมื่อชาวยุโรปไปตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือหรือเข้าไปยึดครองดินแดน ต่างๆทั่วโลกเป็นอาณานิคม ก็นำเอาประเพณีการรับน้องเข้าสู่สถาบันการศึกษาติดตัวไปตามดินแดนต่างๆทั่ว โลก เมื่อเวลาผ่านไปประเพณีรับน้องที่มาจากยุโรปนี้แม้ว่าจะเลือนหายไปจากทวีป ยุโรปจนหมดสิ้นในยุคปัจจุบันแต่ประเพณีนี้กลับเบ่งบานในทวีปอเมริกาหนือและ เอเชียจนสร้างปัญหาความรุนแรงให้เกิดขึ้นตามสถาบันการศึกษาจนเป็นข่าวตาม หน้าหนังสือพิมพ์ในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งประเทศไทยด้วย จนกระทั่งสหประชาชาติเองต้องเอาประเด็นในเรื่องประเพณีรับน้องที่มีความ รุนแรงมาใส่ในเรื่อง สิทธิมนุษยชนในเรื่องการศึกษาด้วย ผู้เขียนบทความ History of Greek Hazing ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื่อว่าประเพณีการรับน้องมีรากเหง้ามาจากทวีปยุโรปโดย มาจากระบบ Penalism ในภาคพื้นยุโรป และระบบแฟกกิงใน อังกฤษ ระบบ Penalism เกิดขึ้นในสมัยกลางประมาณ 700 ปีก่อน เนื่องจากเชื่อว่าน้องใหม่ที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยยังขาดการศึกษาไม่ เป็นอารยชนต้องผ่านการขัดเกลาด้วยความลำบากก่อนที่จะได้รับชีวิตใหม่ที่ดีใน มหาวิทยาลัย เพื่อให้รู้จักประพฤติตัวให้เหมาะสมก็จะถูกบังคับให้ใส่ชุดแปลกๆ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกเล่นตลกที่หยาบคายหรือถูกพวกว๊ากเกอร์รีดไถเงินหรืออาหารมื้อเย็น สองร้อยปีต่อมาระบบนี้ก็ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วยุโรป แต่ว่าเป็นระบบที่อันตราย มีการบันทึกในเรื่องคนเจ็บและคนตายจนผู้ปกครองนักศึกษาหวาดกลัวประเพณีนี้ เมื่อสิ้นสุดสมัยกลางใน 100 ปีถัดมาระบบนี้จึงถูกยกเลิกไป
ในอังกฤษใช้ระบบแฟกกิงโดย เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในประมาณปี พ.ศ. 2310 และได้ถูกนำไปใช้ในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและเคมบริดจ์ และโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์ส ระบบนี้จำกัดอำนาจของครูโดยให้นักเรียนปกครองกันเอง โดยนักเรียนอาวุโสที่เรียกว่า Fag-master หรือ Prefect จะเลือกนักเรียนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่รับใช้ส่วนตัวหรือ Fag โดยรุ่นพี่ (Fag-master) สามารถใช้งานรุ่นน้อง (Fag)ได้ตามใจชอบ สามารถลงโทษรุ่นน้องที่รุนแรงและใช้วาจาหยาบคายได้ โดยให้รุ่นน้องเรียนรู้เรื่องความอัปยศก่อนที่จะประพฤติตนให้เหมาะสม ซึ่งระบบนี้เสี่ยงกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือล่วงละเมิดทางเพศได้ ซึ่งมีสถิติผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตและฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเช่นกัน และระบบนี้ได้ถึงจุดจุดอิ่มตัวประมาณ 200 ปีก่อน และเลือนหายไปประมาณเมื่อ 100 ปีก่อน เนื่องจากค่านิยมในเรื่องคนรับใช้เปลี่ยนไป แม้จะได้รับการต่อต้านจากรุ่นพี่ที่เคยได้รับประโยชน์จากระบบนี้โรงเรียนกิน นอนของอังกฤษได้ตัดสินใจยกเลิกระบบนี้ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2520 เป็นต้นมา โดยเปลี่ยนให้น้องใหม่ทำประโยชน์ต่อสังคมแทนที่จะคอยรับใช้รุ่นพี่ แฟกกิงต่างจาก Penalism คือ รุ่นพี่จะแกล้งรุ่นน้องได้ตลอด แต่ Penalism รุ่นพี่แกล้งน้องในช่วงการรับน้องได้เพียงครั้งเดียว ระบบแฟกกิงนี้ ได้ยังคงมีอยู่ตามโรงเรียนกินนอนของประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษใน เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาใต้ ซึ่งย่นระยะเวลาการเป็นน้องใหม่ให้สั้นลงและเพี้ยนไปเป็น Ragging ซึ่งประเทศไทยเองก็มีโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งต่อมาวิวัฒนาการเป็นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยและภปร.ราชวิทยาลัยซึ่งถอดแบบมาจากโรงเรียนกินนอน ในอังกฤษและได้ยกเลิกระบบนี้เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน
ผู้อพยพอังกฤษที่ไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐและแคนาดาได้นำระบบแฟกกิงไป ใช้ในมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 ปีก่อน เช่น ฮาร์วารด์ เยล แต่ว่าคณาจารย์จะเป็นผู้ออกกฎที่เข้มงวดบังคับใช้กับน้องใหม่โดยเฉพาะแทนที่ จะเป็นรุ่นพี่ เช่น ต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ เป็นต้น แต่หลังจากสหรัฐได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2326 แล้วมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งใหม่ไม่มีการบังคับใช้กฎเกณฑ์แบบนี้กับน้องใหม่ ล่วงมาถึงประมาณ 300 ปีก่อนได้มีการจัดตั้งองค์การนักศึกษาขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วยุโรป ในสหรัฐได้มีการจัดตั้งสมาคมที่เรียกว่ากลุ่มภราดรภาพ Fraternity สำหรับนักศึกษาชายซึ่งมีลักษณะเป็นสมาคมลับเป็นครั้งแรกขึ้นมาบ้างในปี พ.ศ.2319 ที่วิทยาลัยวิลเลียมส์ แอนด์ แมรี่ ในรัฐเวอร์จิเนียโดยใช้ตัวย่อเป็นอักษรกรีกคือ ฟี เบต้า แคปปา เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจพบของผู้บริหารวิทยาลัย ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2371-2388 มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้มีจัดตั้งสมาคมเหล่านี้ขึ้นมาอย่าง แพร่หลายและในเวลาต่อมานักศึกษาหญิงก็จัดตั้ง Sorority ขึ้นมาบ้างโดยใช้ตัวย่อเป็นอักษรกรีก เช่น อัลฟ่า เบตา แกมม่า เป็นต้น ล่วงมาถึงประมาณปี พ.ศ.2390 นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างไอวี่ลีก (Ivy League) ได้แก่ ฮาร์วาร์ด เยล คอร์แนล ปรินซ์ตัน เป็นต้น ได้เริ่มคิดที่จะหาวิธีการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและความรักสถาบัน ได้คิดวิธีการเทคนิคกดดันน้องใหม่โดยให้น้องใหม่ถูกกลั่นแกล้งให้ได้รับความ อับอายที่คนอเมริกันและแคนาดาเรียกว่า Hazing ได้นำหลักการการละลายพฤติกรรมจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์และโรงเรียนนาย เรือแอนนาโปลิสซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบ แฟกกิง ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะได้รับการถ่ายทอดจากผู้อพยพจากอังกฤษที่จบจาก แซนด์เฮิร์สหรือโรงเรียนกินนอนมาอีกทอดหนึ่ง แต่การรับน้องเป็นไปในลักษณะชั้นปีตามสาขาหรือคณะ (Class Basis) โดยนักศึกษาใหม่ที่จะเข้าร่วมสมาคมเหล่านี้ จะเรียกว่า น้องใหม่ (Neophyte, Freshmen) ซึ่งจะต้องผ่านการรับน้องโดย Hazing หรือระบบว๊ากเพื่อทดสอบความกล้าซึ่งอยู่ไม่มีความรุนแรงอะไรมากนัก มหาวิทยาลัยในแคนาดาซึ่งได้รับอิทธิพลจากทั้งอังกฤษที่ปกครองอยู่และสหรัฐ ที่เป็นเพื่อนบ้านก็รับเอาประเพณีนี้ไปใช้เช่นกัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลจากหลายแหล่งระบุมีนักศึกษาใหม่เสียชีวิตจากการรับน้อง เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลในปี ค.ศ.2416 โดยตกลงไปในเหว แต่ Hank Nuwen (1999) ได้ย้อนรอยไปถึงปี พ.ศ.2381 เมื่อมีนักศึกษาเสียชีวิตที่ Franklin Seminary ในรัฐเคนทักกี (Kentucky) เป็นครั้งแรก
ประวัติการรับน้องในประเทศไทย
ประวัติรับน้องในประเทศไทยเริ่มจากในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลระหว่างคณะแพทย ศาสตร์กับคณะวิทยาศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2474 ได้มีเหตุการณ์ไม่งามเกิดขึ้น คือ แบ็คของคณะแพทยศาสตร์ได้ถูกผู้เล่นในทีมตรงข้ามวิ่งเข้าต่อย ซึ่งสโมสรสาขาศิริราชสืบทราบว่าได้มีการตระเตรียมวางแผนการไว้ก่อนแล้ว จึงได้ส่งหลักฐานฟ้องร้องไปทางสโมสรกลางให้จัดการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดนั้น ต่อมา ได้มีการพิจารณาและไต่สวนกันหลายครั้ง แต่ในที่สุดบรรยเวกษ์ก็ได้อะลุ่มอล่วยให้เลิกแล้วกันไป นิสิตแพทย์ส่วนมากไม่พอใจ เนื่องด้วยนิสสิตคณะวิทยาศาสตร์บางส่วนจะต้องข้ามมาเรียนปีสองที่คณะแพทย ศาสตร์ จึงได้มีเสียงหมายมั่นจะแก้มือด้วยประการต่าง ๆ ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าจะต้องรู้ไปถึงหูพวกที่เป็นต้นเหตุนั้น แต่ครั้นใกล้เวลาที่พวกใหม่จะต้องมาเรียนที่ศิริราช คณะกรรมการสโมสรสาขาศิริราชได้มีความเห็นว่า การแก้แค้นจะทำให้แตกความสามัคคี ดังนั้นชาวศิริราชจึงได้ตกลงเลือกทางกุศล คือ แทนที่จะใช้วิธีการบีบบังคับให้ขอขมา กลับจัดการเลี้ยงต้อนรับเป็นการแสดงการให้อภัยและเชื่อมความสามัคคีแทน
พิธียกโทษกลายมาเป็นประเพณีประจำคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งต่อมาคือประเพณีรับน้องข้ามฟากของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และได้ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่คณะอื่น ๆ อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ความเจริญมีมากขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป การต้องรับนิสสิตใหม่ได้แปรรูปตามไปด้วย ทำให้งานนี้ได้กลายเป็นโอกาสสำหรับโอ่อ่าและประกวดประขันกันต่าง ๆ
ส่วนกำเนิดการรับน้องแบบรุนแรงหรือระบบว๊ากสำหรับประเทศไทยซึ่งคนไทยทั่วไปเข้าใจว่าเป็น "ระบบโซตัส" มาจากโรงเรียนป่าไม้ภาคเหนือหรือวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งกลายเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน รับระบบนี้มาใช้เป็นแห่งแรก โดยอาจารย์ในยุคบุกเบิกส่วนใหญ่ที่จบจากวิทยาลัยเกษตรกรรมลอสบานยอส (Los Baños)ที่เป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ ได้นำระบบว๊ากถ่ายทอดให้กับนิสิตนักศึกษา นอกจากนี้อาจารย์บางท่านก็ถูกส่งไปถึงมหาวิทยาลัยออริกอนสเตต (Oregon State University) และมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University ) ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นฉบับของระบบว๊าก ประเพณีที่ว่านี้ก็คงติดตัวท่านเหล่านั้นเข้ามาเช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ.2486 เมื่อมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยในช่วงแรกนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับนิสิตจากวิทยาลัยเกษตรกรรม เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบบว๊ากจึงถูกใช้ในการรับน้องด้วย
ผู้ที่นำระบบการกดดันรุ่นน้องเข้ามาคิดว่าเทคนิคกดดันกลั่นแกล้งเหล่านี้ เป็นการละลายพฤติกรรม ลดทอนความต่างของฐานะให้นิสิตใหม่รู้สึกเท่าเทียม มีความรักสามัคคี ซึ่ง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้พูดถึงที่มาของระบบว๊ากในหนังสือ "หนุ่มหน่ายคัมภีร์" ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ โดยให้ภาพการถ่ายทอดประเพณีการรับน้องจากสหรัฐอเมริกาสู่ไทยโดยผ่านมาทาง ฟิลิปปินส์ว่า "ตัวอย่างของการที่ประเพณีประเภทนี้แผ่ขยายเข้ามาในเมืองไทยจะเห็นได้ชัดใน กรณีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือประเพณีการคลุกโคลนปีนเสา...เห็นได้ชัดใน อดีตอันแสนไกลของมหาวิทยาลัยคอร์แนล...ภาพเก่าๆ เกี่ยวกับอดีตของคอร์แนลมักจะมีรูปการปีนเสาทรมานแบบนี้ แต่นั่นก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเพณีการปีนเสานี้ก็ได้แผ่ขยายไปยังฟิลิปปินส์ ในสมัยนั้นฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกาอยู่ และคอร์แนลก็ได้มีส่วนร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ คอร์แนลมีคณะเกษตรที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ดังนั้นจึงได้เข้ามามีส่วนช่วยสร้างวิทยาลัยเกษตรที่ลอสบันยอส ประเพณีการปีนเสาก็ถูกถ่ายเทจากมหาวิทยาลัยเมืองแม่มายังมหาวิทยาลัย อาณานิคม" จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยรับระบบการรับน้องแบบว๊ากในช่วงที่การรับน้องแบบนี้ยังเป็นที่นิยมในสหรัฐและฟิลิปปินส์อยู่
การแพร่กระจายของประเพณีการรับน้องระบบว๊ากไปยังประเทศต่างๆ
การว๊ากน้องเริ่มจะกลายเป็นประเพนีนิยมในมหาวิทยาลัยในสหรัฐและแคนาดา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2390 ไม่ว่ามหาวิยาลัยจะมีระบบภารดรภาพหรือไม่ก็ตามในเวลาเดียวกันกับที่ระบบ แฟกกิง ในอังกฤษที่เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว ในประมาณปี พ.ศ. 2420 ระบบว๊ากเริ่มแพร่ขยายไปตามชมรมกีฬาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามคณะต่างๆในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีระบบภารดรภาพหรือมหาวิทยาลัยแห่งรัฐต่างๆ ที่ตั้งขึ้นภายหลังโดยใช้ระบบเยอรมัน ในช่วงนี้เริ่มมีคนหันมาต่อต้านระบบว๊ากกันมากขึ้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยต่างๆทั้งในสหรัฐและแคนาดายังเพิกเฉยอยู่ระบบว๊ากจึง ยังคงแพร่หลายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งทั้งๆที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับการรับ น้องในระบบนี้ก็ตาม ประเพณีการรับน้องระบบว้ากเริ่มทวีความรุนแรงหลังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ หนึ่ง ระหว่างปี พ.ศ.2457-2461 เมื่อทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้แก่สหรัฐ อังกฤษและฝรั่งเศสในแนวรบด้านตะวันตกได้พัฒนาระบบการปลูกฝังให้กับทหารใหม่ ที่เข้าค่ายรับการฝึกใน Boot Camp ก่อนที่จะออกรบ โดยมีเทคนิคต่างๆเช่น การข่มขู่ การกลั่นแกล้งทหารใหม่ วิธีการรับน้องใหม่ การแบ่งสี หรือการล้อเล่นที่พิสดาร เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่เน้นว่า “รวมกันเราอยู่แยกกันเราตาย” หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง เหล่าทหารผ่านศึกชาวอเมริกันและชาวแคนาดาที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในนามของอังกฤษที่ปลดประจำการจึงกลับเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง และได้นำเทคนิคที่ได้รับการฝึกฝนจาก Boot Camp ไปแนะนำกับนักศึกษาคนอื่นๆที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์หรือวิธีการใช้เทคนิค เหล่านี้จนทำให้รับการน้องใหม่ไม่ว่าจะเป็นของ Fraternity, Sorority ชมรมกีฬาหรือการรับน้องเป็นชั้นปีในมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐ แคนาดาและฟิลิปปินส์ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของสหรัฐจึงทำให้การรับน้องมี ความรุนแรง การดูหมิ่น กดดันเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันทหารผ่านศึกชาวอังกฤษและชาวอาณานิคมอื่นๆของอังกฤษก็นำเทคนิค เหล่านี้กลับเผยแพร่ในโรงเรียนทหารและโรงเรียนกินนอนของประเทศที่เป็น อาณานิคมของอังกฤษในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาใต้เช่นเดียวกัน โดยทำให้ระยะเวลาการเป็น Fag ของน้องใหม่สั้นลงและเรียกเทคนิคการกลั่นแกล้งกดดันน้องใหม่ว่า Ragging ในประเทศอาณานิคมเหล่านั้น คำว่า Ragging นั้นคนอังกฤษในปัจจุบันเองอาจจะไม่รู้จักเพราะถ้าดูในพจนานุกรมของ อ๊อกซ์ฟอร์ด ลองแมนหรือเคมบริดจ์ ก็จะแปลว่า การแกล้งล้อเล่นสนุกๆและถูกตีตราว่าเป็นคำสมัยเก่าเลิกใช้ในอังกฤษไปแล้ว แต่ถ้าถามคนที่มาจากอินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน มาเลเซีย สิงค์โปร์ หรือแอฟริกาใต้จะรู้ดีว่าหมายถึงการรับน้องในระบบว๊ากนั่นเอง
ในสหรัฐและแคนาดาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ระบบว๊ากพัฒนาไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมและประสบการณ์ทวีความรุนแรง และวิตถารมากขึ้นๆตามลำดับ ประมาณช่วงปี พ.ศ. 2470 การว๊ากน้องในหน่วยทหารกลายมาเป็นพาดหัวข่าวตามหนังสือพิมพ์ในสหรัฐ ตามมาด้วยการว๊ากน้องแบบชั้นปีและชมรมกีฬา ซึ่งข่าวก็จะลงเรื่องการตาย บาดเจ็บ พิการ หรือสูญเสียสภาพจิตใจกันทุกปีมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ ซึ่งน้องใหม่ในยุคนี้เริ่มเชื่อว่าประเพณีการว๊ากมาจากบรรดาผู้ก่อตั้งทั้ง หลายของมหาวิทยาลัย ชมรมหรือกลุ่มภราดรภาพที่ตนเองสังกัดอยู่ ในช่วงนี้เริ่มมีกฎเกณฑ์เข้ามาควบคุมการรับน้องในบางรัฐของสหรัฐ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีน้องใหม่กบฏต่อระบบว๊ากในบางมหาวิทยาลัยและประสบความสำเร็จในการ เปลี่ยนแปลงวิธีการหรือ ประเพณีการรับน้องเสียใหม่ ระบบการว๊ากน้องตามคณะหรือสาขาวิชาที่คล้ายกับของไทยหรืออินเดียเริ่มที่จะ เลือนหายไปในช่วงนี้ แต่ระบบว๊ากที่ยังคงอยู่ในกลุ่มภราดรภาพ กลุ่มชมรมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ชมรมเชียร์ ชมรมกีฬา ก็ยังคงเบ่งบานในสหรัฐและแคนาดาและเป็นกลุ่มที่ผู้เข้าร่วมเข้าร่วมโดยสมัคร ใจ ดังนั้นจึงเป็นที่รับรู้กันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าระบบว๊ากเป็นประเพณีประจำของกลุ่มภราดรภาพเหล่านี้ไป หลายๆรัฐเริ่มทยอยกันร่างกฎหมายต่อต้านระบบว๊ากออกมาบังคับใช้ตามกันมาจนถึง เรื่อยๆ เนื่องจากสถิติคร่าวๆนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2513-2548 ในสหรัฐจะต้องมีคนตายจากการรับน้องอย่างน้อย 1 คนในแต่ละปี (Nuwen, 1999; Delaney, 2005). จึงมีแรงบีบต่อกลุ่มภราดรภาพจนมีสมาชิกลดน้อยถอยลงทำให้ระบบนี้อ่อนกำลังลง ไปอีกเพราะในระยะยี่สิบกว่าปีหลังมานี้สังคมไม่ยอมรับคนรุ่นใหม่ๆก็ไม่ยอม รับ กระนั้นก็ตามปัญหาความรุนแรงในรูปแบบต่างๆจากกระบวนการรับน้องเหล่านี้ก็ยัง ไม่หมดไปในที่สุดก็มีความเคลื่อนไหวจากจุดเล็กจุดน้อยในการต่อต้านระบบว๊าก โดยมีผู้นำอย่าง แฮงค์ นูเวน (Hank Nuwen) และเว็บไซต์ www.stophazing.com เป็นต้น
ในอินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน มาเลเซีย สิงค์โปร์ หรือแอฟริกาใต้การนำระบบว๊าก (Ragging) มาใช้ผ่านทหารบกและระบบโรงเรียนกินนอนที่นำเข้ามาจากอังกฤษซึ่งเป็นเจ้า อาณานิคม ซึ่งในอินเดียช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นระบบว๊ากเป็นเพียงการล้อเล่นรุ่นน้องที่สนุกสนานของรุ่นพี่เท่านั้น จนกระทั่งล่วงมาถึงปี พ.ศ.2510 เมื่อมหาวิทยาลัยในอินเดียเริ่มรับนักศึกษาจากวรรณะต่ำและศาสนาอื่นๆที่ไม่ ใช่ฮินดูเข้ามาเรียนมากขึ้นระบบว๊ากอย่างอ่อนๆที่เคยใช้กับนักศึกษาเฉพาะใน วรรณะสูงอย่างในอดีตก็ถูกปรับให้เข้มขึ้นเพื่อลดปัญหาความเกลียดชังระหว่าง วรรณะ ศาสนาและถิ่นฐานลง ด้วยอิทธิพลของสื่อในช่วง พ.ศ.2520 ทำให้การรับน้องเริ่มมีความโหดร้ายและรุนแรงมากขึ้น โดยการว๊ากกลายเป็นการทดสอบความกล้าบ้าบิ่นของนักศึกษารุ่นพี่ นักศึกษารุ่นพี่หลายคนที่ไม่เต็มใจว๊ากน้องก็ต้านแรงกดดันจากเพื่อนร่วมรุ่น ไม่ไหวต้องร่วม ว๊ากน้องด้วย ในช่วงปี พ.ศ.2535 เริ่มมีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และแพทย์ศาสตร์ของเอกชนเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดก็ เริ่มเอาระบบว๊ากเข้าไปใช้และเริ่มมีการสถิติการฆ่าตัวตายของน้องใหม่เพิ่ม ขึ้น ในที่สุดรัฐทมิฬนาดูซึ่งมีสถิติการตายจากการรับน้องสูงสุดจึงต้องออกกฎหมาย ต่อต้านการรับน้อง (Anti-Ragging Law) ออกใช้ในปี พ.ศ.2540 เป็นรัฐแรกในอินเดีย และในปี พ.ศ. 2544 ศาลฎีกาของอินเดียวินิจฉัยตัดสินให้การรับน้องระบบว๊ากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทั่วอินเดีย ทำให้การว๊ากน้องในช่วงกลางวันหายไป และได้ลงใต้ดินในช่วงกลางคืนตามหอพักต่างๆ ในฟิลิปปินส์ซึ่งไทยรับเอาแบบอย่างการรับน้องระบบว๊ากเข้ามา มีการรับน้องเป็นครั้งแรกในองค์กรลับในปี พ.ศ. 2435 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านสเปนที่ปกครองฟิลิปปินส์อยู่ (Llaneta, 2009) หลังจากสงครามสเปน-อเมริกัน ฟิลิปปินส์ก็ตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐตั้งแต่ปี พ.ศ. 2441 หลังจากนั้นสิบปี ในปีพ.ศ. 2451 มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ (University of The Philippines) ก็ได้มีการนำระบบ Fraternity เข้ามาใช้ด้วย ในระยะแรกก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 บรรดาอาจารย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มนำเทคนิคจาก Boot Camp เข้ามาใช้ในระบบภราดรภาพเช่นกัน ซึ่งจะจัดตั้งกลุ่มภราดรดรภาพตามสาขาที่เรียน ความเข้มข้นของการว๊ากน้องก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละคณะ กลุ่มภราดรดรภาพคณะนิติศาสตร์ ก็จะมีแค่พาไปก่อกวนโรงละครแล้ววิ่งหนียาม หรือแอบปีนหน้าต่างโรงพยาบาล เป็นต้น กลุ่มภราดรดรภาพคณะเกษตรก็มีการคลุกโคลนปีนเสา กลุ่มภราดรดรภาพคณะแพทย์ศาสตร์นั้นเป็นที่รู้กันว่าโหดที่สุด เนื่องจากระยะการรับน้องที่นานที่สุด น้องใหม่หลายคนทนไม่ได้จนต้องออกไป ระบบภราดรภาพในฟิลิปปินส์ในช่วงแรกๆจะต่างจากในสหรัฐและแคนาดาตรงที่นัก ศึกษาเกือบทุกคนจะเป็นสมาชิกของกลุ่มภราดรภาพไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่งเนื่อง จากใครที่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มจะรู้สึกว่ามีหน้ามีตา ในช่วงก่อนการประกาศกฎอัยการศึกของรัฐบาลมาร์คอสในปี พ.ศ. 2514 มีสถิติการตายจากการรับน้องน้อยมากในฟิลิปปินส์ หลังจากประกาศกฎอัยการศึกที่ห้ามการชุมนุมของบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปจึงทำให้กลุ่มภราดรภาพเหล่านี้แทบจะผูกขาดอำนาจในองค์กรนักศึกษา ต่างๆในฟิลิปปินส์ เนื่องจากขาดเสรีภาพทางการเมืองกลุ่มภราดรภาพเหล่านี้จึงหันมาแข่งขันกันว่า ใครดีกว่า สมาชิกกลุ่มเหล่านี้บางคนเริ่มก่ออาชญากรรมเช่น สมาชิกกลุ่มภราดรภาพบางแห่งในมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์จับคนไปเรียกค่าไถ่ และฆ่าเหยื่อตายหรือข่มขืนผู้หญิงและฆ่าเพื่อนชายของเหยื่อตาย นอกจากนี้ยังมีการยกพวกตีกันระหว่างกลุ่มภราดรภาพต่างๆจนมีการบาดเจ็บล้มตาย เกิดขึ้น แต่หลังจากการปฏิวัติขับไล่มาร์คอสในปี พ.ศ.2529 บรรยากาศทางการเมืองในฟิลิปปินส์เริ่มมีเสรีภาพ สื่อมวลชนจึงเริ่มหันมาสนใจประเด็นเรื่องการบาดเจ็บล้มตายจากการรับน้อง การยกพวกตีกันระหว่างกลุ่มภราดรภาพต่างๆ สังคมฟิลิปปินส์เริ่มมองกลุ่มภราดรภาพในแง่ลบโดยเฉพาะในเรื่องการรับน้องที่ อันตรายและการทะเลาะวิวาทกันเองระหว่างกลุ่มภราดรภาพเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2538 ประธานาธิบดีฟิเดล รามอส จึงลงนามประกาศใช้กฎหมายต่อต้านการรับน้องขึ้น แต่การตายจากการรับน้องยังคงมีอยู่จนกระทั่งในปัจจุบันนักการเมืองหลายท่าน ซึ่งในอดีตเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มภราดรภาพเรียกร้องให้มีการยกเลิกกลุ่ม ภราดรภาพทั่วทั้งฟิลิปปินส์
เหตุผลของการรับน้อง
สาเหตุเริ่มต้นของการรับน้อง เกิดจากที่นักศึกษาที่เข้าเรียนในสถานศึกษาแห่งใหม่ จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆรวมถึงเรื่องราวของสถานศึกษานั้น การเตรียมตัวการเรียนและมารยาทต่างๆในสถานศึกษา การรับน้องเกิดขึ้นเพื่อให้ นักศึกษาใหม่ได้คุ้นเคยและทำความรู้จักกับรุ่นพี่ ที่จะสามารถสอนวิธีการปฏิบัติตัวในสังคมได้ การรับน้องถือเป็นกิจกรรมทีมีประโยชน์ในอดีตอย่างน้อยต่อรุ่นน้องให้ได้ รู้จักรุ่นพี่ นอกจากนี้ยังทำให้ทุกคนรู้รักสามัคคีกัน รู้จักปรับตัว รู้จักการวางตัว รวมทั้งกิริยามารยาทที่ควรปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น
การวิพากษ์วิจารณ์การรับน้อง
เนื่องจากกิจกรรมรับน้องจัดโดยรุ่นพี่ที่อยู่ในสถานศึกษานั้นมาก่อน หลายครั้งที่ผู้อาวุโสกว่าจะมีการวางตัวข่มขู่เพื่อให้รุ่นน้องเป็นที่ยำ เกรง ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจในสังคมการศึกษาอย่างไม่ถูกไม่ควรในบางสถาบันโดยอ้าง เหตุผลของการรับน้อง ตัวอย่างการข่มขู่ที่ออกมาให้เห็นได้ เช่นการที่รุ่นพี่สั่งไม่ชอบหน้ารุ่นน้อง โดยสั่งให้รุ่นน้องทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การสั่งใหวิ่งรอบสนาม การให้ผู้ชายสองคนจับอวัยวะเพศของกันและกัน หรือ การสั่งให้ถอดเสื้อผ้ากลางที่สาธารณชน เป็นต้น โดยถ้ารุ่นน้องไม่ปฏิบัติตามจะถูกรุ่นพี่กลุ่มหนึ่ง กล่าวหาว่าไม่เคารพรุ่นพี่และนำการรับน้องมาใช้เป็นเหตุผล ปัญหาที่ตามมาแทนที่รุ่นน้องจะได้รับการศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดี รุ่นน้องบางคนได้เรียนรู้วิธีการลงโทษและการแกล้งจากรุ่นพี่ ซึ่งจะนำไปใช้ในการรับน้องของปีต่อไปแทน
ในต้นปีการศึกษา 2548 การรับน้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีกิจกรรมที่ป่าเถื่อนและรุนแรง ประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางคือการฆ่าตัวตายของนิสิตมหาวิทยาลัย ประเด็นดังกล่าวทำให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สั่งยกเลิกกิจกรรมรับน้องทั้งหมดในทุกๆ สถาบันการศึกษาในปีการศึกษานั้น ซึ่งคำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
คลิปจากYOUTUBE
ความเห็นของเจ้าของกระทู้
- การรับน้องนั้นไม่จำเป็น ต้องใช่ความรุนเเรงเป็นเเกนหลักก็ได้ เพราะการรับน้องนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่นักเรียนเสริมสร้างความรักความผูกพันกันภายในองค์กร
เพราะฉะนั้นการรับน้องจึงไม่จำเป็นต้องใช่ความรุนเเรงเลยน่ะครับนี้มหาวิทยาลัยน่ะครับไม่ใช่ค่ายเดียนเบียนฟูหรือF-21เขมรเเดงน่ะครับคนน่ะครับไม่ใช่สัตว์กรุณาเคารพสิทธิ์ความเป็นคนด้วยน่ะครับ
คนที่มี EQ ต่ำมักทำ 6 สิ่งนี้ ในวันที่ 1 มกราคมเสมอ!!
จาก "ยาโด๊ป" ราชสำนักสู่ขนมโปรดของคนทั่วโลก: เจาะลึกประวัติศาสตร์และคุณประโยชน์ของช็อกโกแลต
ปิดฉากดราม่าอีสปอร์ตไทย! ‘ก้อง Cheerio’ รับสารภาพเป็นสแตนด์อินให้ Tokyogurl ปมทุจริตซีเกมส์ 2025
ทำไมประเทศในเอเชียกลางต้องลงท้ายด้วย "สถาน"
หวย AI ได้วิเคราะห์เลข น่าจะออกรางวัล งวด 2 มกราคม 2569
เวเนซุเอลา จากยุคทองแห่งน้ำมันสู่ฝันร้ายทางเศรษฐกิจ
ช้างยังไม่เว้น! สื่อกัมพูชาอ้าง ช้างป่าจากไทยฝ่า 400 ด่านตรวจ มุ่งหน้าสู่ภาคกลางของเขมร
จับแล้ว!กลุ่มวัยรุ่นยิงพ่อแม่ลูกบาดเจ็บ รับสารภาพอ้างแค้นคนเจ็บตวาดใส่
เรือรบจีนติดตั้งขีปนาวุธ YJ-20 สุดเทพของโลก!!
วิกฤตการณ์สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา เดิมพันด้วยน้ำมันและอำนาจ
วิเคราะห์สถานการณ์โลก: ปฏิบัติการ "Southern Spear" และการตอบโต้จากขั้วอำนาจใหม่
ช้างยังไม่เว้น! สื่อกัมพูชาอ้าง ช้างป่าจากไทยฝ่า 400 ด่านตรวจ มุ่งหน้าสู่ภาคกลางของเขมร
จับแล้ว!กลุ่มวัยรุ่นยิงพ่อแม่ลูกบาดเจ็บ รับสารภาพอ้างแค้นคนเจ็บตวาดใส่
แนะนำ! เว็บไซต์ ai สามารถวาดรูป [l8+](สร้างฟรี) ผู้ใหญ่เท่านั้น
ปลานิลนึ่งสมุนไพร เครื่องเคียงเพื่อสุขภาพครั้งใหญ่
หนุ่มบาร์โฮส ที่เคยใช้บริการ ปีนบ้าน "นารา เครปกะเทย"
ปิดฉากดราม่าอีสปอร์ตไทย! ‘ก้อง Cheerio’ รับสารภาพเป็นสแตนด์อินให้ Tokyogurl ปมทุจริตซีเกมส์ 2025