ฟ้อนเล็บ นาฏศิลป์ในเวียงวัง
เคยมีคนรีเควส ขอให้เจ้านางนำเสนอเรื่องฟ้อนเล็บ
ที่ถือว่าเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของล้านนา
วันนี้สบงามยามดี ได้เจ้าค่ะเจ้านางจัดให้ 
การฟ้อนของภาคเหนือที่ร่ำลือว่ายากที่จะฝึกให้อ่อนช้อยได้นั้น ได้แก่
ฟ้อนสาวไหม, ฟ้อนเล็บ, ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฯ วันนี้ลองไปชมเจ้าค่ะ
การฟ้อนรำและการแสดงของล้านนานั้น แต่ก่อนไม่ได้มีแบบแผนเหมือนการรำของสยาม
เพราะการรำจะทำในรั้วในวัง มีแบบแผนที่ค่อนข้างชัดเจน,,, ส่วนการฟ้อนของล้านนาจะออกแนว ฟ้อนผีมด ผีเม็ง 
ที่จะเป็นแบบสะเปะ สะปะ หรือมีแบบแผนมาหน่อยก็เช่น ฟ้อนก๋ายลาย, เจิง
พระชายาเจ้าดารารัศมี จึงริเริ่มประดิษฐ์รูปแบบให้เป็นแบบแผนที่อ่อนช้อย งดงาม นับเป็นวาสนาของชาวล้านนาเจ้าค่ะ
การฟ้อนมันจะใช้ในพระราชพิธีสำคัญ หรืองานบุญงานปอยสำคัญถวายเป็นพุทธบูชา
ภาคเหนือของประเทศไทยมีสภาพดินฟ้าอากาศค่อนข้างหนาวอากาศสดชื่น ฉะนั้นคนในภาคเหนือจึงมีนิสัยเยือกเย็น ศิลปะที่แสดงออกมาจึงมีลีลาค่อนข้างช้าอ่อนช้อยงดงามอยู่ในตัวเอง ประณีตในท่ารำ อันได้แก่ประเภทฟ้อนต่าง ๆ ตลอดถึงการแต่งกายอันเป็นสัญลักษณ์ของหญิงชาวเหนือ เมื่อพูดถึงฟ้อนคนไทยทุกคนจะต้องรู้จักและนึกภาพได้ทันที นับว่าฟ้อนเป็นตัวแทนของศิลปะภาคเหนือได้ดียิ่ง
ฟ้อนเล็บ หรือเรียกกันว่าฟ้อนครัวทาน ฟ้อนเมืองบ้าง ฟ้อนเล็บบ้าง ทั้ง 3 ชื่อนี้ เป็นการฟ้อนชนิดเดียวกัน แต่เรียกไปตามสถานการณ์ของการฟ้อน เช่น การฟ้อนครัวทาน คือการฟ้อนนำขบวนแห่ของชาวบ้านที่จัดขึ้นเรียกว่า ครัวทาน” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอัฐบริขาร (ตั้งแต่ไม้กวาด หม้อน้ำยา และเงินทอง)
ประเพณีทางเหนือนั้นเมื่อพ้นการทำนาแล้วชาวบ้านก็จะมุ่งทำบุญ มีการบูรณะวัดเป็นต้น ถ้าหมู่บ้านใดบูรณะวัดเรียบร้อยแล้ว ก็นิยมบอกบุญไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ก็ให้มาช่วยทำบุญฉลอง เช่น ฉลองโบสถ์ วิหาร เป็นต้น จึงเรียกว่าฟ้อนครัวทาน หรือฟ้อนเมือง สมัยโบราณจะหาดูได้ยาก ถ้าจะดูการฟ้อนที่สวยงามและมีลีลาอันอ่อนช้อยต้องเป็นฟ้อนของคุ้มเจ้าหลวง เพราะผู้ฟ้อนส่วนมากล้วนแต่ฝึกหัดมาอย่างดี ใช้แสดงประกอบพิธีเฉพาะในงานสำคัญในพระราชฐานเท่านั้น ผู้ฟ้อนโดยมากล้วนแต่เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้น
การฟ้อนครั้งสำคัญก็เมื่อคราวพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้ทรงฝึกหัดเจ้านายและหญิงสาวฝ่ายในฟ้อนถวายรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 คราวเสด็จประภาสภาคเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2469 โดยครูนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรได้ฝึกหัดจำไว้ ภายหายหลังจึงได้นำสอนและมีการฝึกหัดสืบต่อมา
ลักษณะของผู้ฟ้อน จะแต่งตัวแบบไทยชาวเหนือ แล้วสวมเล็บยาวทุกคน โดยผู้ฟ้อนจะสวมเล็บยาวทุกนิ้วเว้นนิ้วหัวแม่มือ แบบฉบับการฟ้อนที่ดีได้รักษากันไว้เป็นแบบแผนกันในคุ้มเจ้าหลวง จึงเป็นศิลปะที่ไม่สู้จะได้ชมกันบ่อยนัก การฟ้อนชนิดนี้ได้มาเป็น ที่รู้จักแพร่หลายในกรุงเทพฯ คราวงานสมโภชน์พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯช้างเผือกในรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2470
ต่อมาการฟ้อนแบบนี้ก็ซบเซาไปพักหนึ่ง ไม่ค่อยจะได้ดูกันบ่อยนัก การฟ้อนและลีลาต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอนนัก ทั้งนี้แล้วแต่ครูผู้ฝึกจะดำเนินการสอนแบบไหน ทั้งท่าทางและจังหวะการฟ้อน ฉะนั้นการฟ้อนในระยะนี้จึงแตกต่างกันอออกไป ในปี พ.ศ. 2474 เจ้าหญิงบัวทิพย์ ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ท่านเป็นผู้รักศิลปะทางนี้มาก จึงได้รวบรวมเด็กหญิงในคุ้มให้ครูหลวงเป็นผู้ฝึกหัดในแบบต่าง ๆ
ทั้งนี้ เจ้าแก้วนวรัฐก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จึงประทานให้หม่อมแส ซึ่งเป็นหม่อมของท่านและมีความรู้เชี่ยวชาญในศิลปะการฟ้อน เป็นผู้ควบคุมการฝึกหัด ในระยะนี้ต้องใช้เวลาทั้งปรับปรุงท่าทาง เครื่องแต่งกายและดนตรี เพื่อความเหมาะสมเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นแบบอย่างที่เชื่อถือได้ ในระหว่างการฝึกอบรมนี้ ก็ได้มีการจัดการแสดงต้อนรับแขกเมือง และให้ประชาชนชมอยู่เสมอ เมื่อเจ้าแก้วนวรัฐได้พิราลัยไปแล้ว การฟ้อนรำเหล่านี้จึงชะงักไป แต่ก็มีอยู่บ้างตามโรงเรียนต่าง ๆ และวัดแทบทุกวัด
ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประภาสจังหวัดเชียงใหม่ บรรดา ครู นักศึกษา ตลอดจนวัดต่าง ๆ ได้พากันฟื้นฟูการฟ้อนขึ้นอีกเพื่อเป็นการรับเสด็จฯ และต้อนรับพระราชอาคันตุกะที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนพระทัยและสนใจจากพระราชอาคันตุกะเป็นอันมาก ปัจจุบันการฟ้อนชนิดนี้มีอยู่ตามวัดต่าง ๆ และในหมู่นักเรียน นักศึกษา เพราะถือว่าเป็นวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นที่ต้องสงวนและรักษาไว้ แต่ลีลาการฟ้อนเป็นไปตามครูผู้สอนไม่ได้ยึดถืออะไรเป็นหลักที่แน่นอน
ผู้แสดงแต่ละชุดของแต่ละหมู่บ้าน จะใช้จำนวนคนแตกต่างกันไปบ้าง แต่ที่นิยมกันมากคือ จำนวน 4 คู่ หรือ 8 คน และจะไม่เกิน 16 คน แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่าเกิน 16 คน ไม่ได้ ข้อสำคัญต้องเป็นจำนวนคู่
การแต่งกาย จะแต่งกายแบบไทยชาวภาคเหนือสมัยโบราณ (ไท ยวน) นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงลายขวาง เสื้อคอกลมแขนยาว และห่มผ้าสไบเฉียงทับ เกล้าผมมวยสูงทัดดอกไม้และห้อยอุบะ และสวมเล็บยาวทั้ง 8 นิ้ว เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือ การแต่งกายสมัยก่อน ถ้าเป็นฟ้อนธรรมดาของแต่ละหมู่บ้าน การแต่งกายจะเป็น 2 ลักษณะคือ
๑. ใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอวรูด ไม่ห่มผ้า ผ้าซิ่นจะเป็นแบบลายขวาง ต่อเอวดำตีนดำ (ตีน คือเชิงผ้าของผ้าซิ่น )
๒. ใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอวปล่อย ห่มผ้า ใส่สร้อย ผ้าซิ่นให้ใช้ผ้าตีนจก หรือผ้าทอ (การแต่งกายในข้อนี้ จะใช้แต่งในงานใหญ่และในคุ้มเจ้านาย) การแต่งกายจะเหมือน กันทั้งหมดหรือเหมือนกันเฉพาะคู่ก็ได้
คลิปนี้ภาพไม่ค่อยชัด แต่แสดงตั้งแต่ต้นจนจบ คนฟ้อนน่ารักมาก เจ้าค่ะ
(คัดหน้าตามาฟ้อน อิอิอิ)
อันนี้ชุดสวย ภาพชัดเจ้าค่ะ
แม่ญิงใส่ชุด ไท ยวน งามแต้ๆ
...การฟ้อนการรำบ้านเรา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Thai dance
ถึงแม้ว่าไม่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่ก็เป็นศิลปะชั้นสูง ที่แสดงถึงความมีอารยธรรม
และประณีตบรรจงอย่างที่สุด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเจ้าค่ะ...
เครดิต;
จังหวัดไหนมีประชากรมากที่สุดในไทย ถ้าไม่นับกรุงเทพฯ
เจาะที่มา 5 สีกางเกงขาสั้นมัธยมชายไทย
5 สายเรียนที่มีโอกาสตกงานต่ำในไทย (อิงตลาดแรงงานจริง)
ถ้ำที่คนพื้นที่ก็ไม่อยากไป
5 อันดับสัตว์ที่มีสมองฉลาดที่สุดในโลก
8 อาหารไทยรสจัด ที่“คนรุ่นใหม่บางกลุ่มเริ่มกินน้อยลง”
5 จังหวัดที่นักลงทุนต่างชาติจับตาในปี 2569 โอกาสใหม่ของงาน และอสังหาฯ ไทย
เงินเดือนของพนักงานเก็บค่าผ่านทางทางด่วน
ใหญ่กว่าอนาคอนดา 2 เท่า! เผยโฉม "ไจแอนโทฟิส" อสรพิษยักษ์ครองโลกเมื่อ 40 ล้านปีที่แล้ว
จังหวัดที่ปลูกขิงมากที่สุดในประเทศไทย
พบงูเหลือมลายตาข่ายซ้ำในเกาสง ผู้เชี่ยวชาญกังวลอาจเริ่มตั้งประชากรในธรรมชาติ
9 โรงเรียนที่เด็กสมัครล้นที่สุด รับน้อยแต่คนแย่งเพียบ
อำเภอที่คนจีนนิยมที่สุด มีคนจีนมาเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทย
เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


