ยุค AI ใบหน้าก็ทำเงินได้ คนจีนแห่ขายสิทธิ์ใช้ใบหน้า รับตั้งแต่หลักร้อยถึงเกือบครึ่งล้าน
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับปรากฏการณ์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศจีน แล้วต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะสิ่งที่เราเคยมองว่าเป็นเพียง “หน้าตาของตัวเอง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และรูปลักษณ์ของแต่ละคน กำลังถูกนำเข้าสู่ตลาดดิจิทัลและสามารถสร้างรายได้ได้จริง
ในวันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถสร้างภาพ สร้างวิดีโอ และสร้างตัวละครเสมือนจริงได้อย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมคอนเทนต์ก็เริ่มต้องการสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าสำหรับตัวละครในละครสั้น ใบหน้าสำหรับโฆษณา หรือรูปลักษณ์ของตัวละครในเกม
สิ่งที่ตามมาคือการเกิดขึ้นของตลาด “สิทธิ์ใช้ใบหน้า” ซึ่งเปิดโอกาสให้คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นนักแสดงหรือบุคคลมีชื่อเสียง สามารถนำใบหน้าของตัวเองไปลงทะเบียนบนแพลตฟอร์ม และอนุญาตให้ผู้ผลิตคอนเทนต์นำไปใช้สร้างผลงานด้วย AI โดยมีค่าตอบแทนตามข้อตกลง
ฟังดูเหมือนเรื่องจากภาพยนตร์ แต่รายงานที่เผยแพร่เกี่ยวกับตลาดดังกล่าวในจีนระบุว่า มีคนทั่วไปเริ่มเข้ามาใช้บริการจริง และบางคนสามารถสร้างรายได้ตั้งแต่หลักร้อยหยวน ไปจนถึงหลักหมื่นหยวน ขณะที่แพลตฟอร์มบางแห่งเปิดเพดานค่าลิขสิทธิ์ไว้สูงถึง 99,999 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณเกือบ 500,000 บาท
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีผลิตคอนเทนต์ “ใบหน้าของมนุษย์” กำลังกลายเป็นทรัพย์สินรูปแบบหนึ่งที่มีผู้ต้องการนำไปใช้งาน
จากคนธรรมดา สู่ “นักแสดงดิจิทัล”
หากย้อนกลับไปในอดีต การที่บริษัทผลิตโฆษณาหรือภาพยนตร์ต้องการใบหน้าของคนสักคน แน่นอนว่าพวกเขาต้องติดต่อบุคคลนั้นโดยตรง ต้องจ้างนักแสดง ต้องถ่ายภาพหรือวิดีโอ และต้องมีทีมงานจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนกระบวนการเหล่านี้
เมื่อผู้ผลิตสามารถนำข้อมูลใบหน้าที่ได้รับอนุญาตไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวละครดิจิทัลได้ กระบวนการบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทำแบบเดิมทั้งหมดอีกต่อไป
คนธรรมดาคนหนึ่งจึงอาจมีสถานะคล้าย “นักแสดงดิจิทัล” แม้จะไม่เคยผ่านการแสดงละครหรือทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน
หลักการสำคัญคือ เจ้าของใบหน้าจะอนุญาตให้บริษัทหรือผู้ผลิตคอนเทนต์นำลักษณะใบหน้าของตนไปใช้งานภายใต้ขอบเขตที่ตกลงกัน เช่น ใช้ในโฆษณา ใช้ในละครสั้น ใช้ในเกม หรือใช้สร้างตัวละครดิจิทัล
สิ่งที่ถูกนำมาซื้อขายจึงไม่ใช่เพียง “รูปถ่าย” แต่เป็นสิทธิ์ในการนำอัตลักษณ์ทางใบหน้าไปใช้งานในโลกดิจิทัลตามเงื่อนไขของสัญญา
และนี่คือจุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง ก็อาจมีช่องทางสร้างรายได้จากใบหน้าของตัวเองได้เช่นกัน
บางคนได้เงินเกือบ 12,000 บาทในเวลาเพียง 3 วัน
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในรายงานคือพนักงานธนาคารรายหนึ่ง ซึ่งสามารถสร้างรายได้เกือบ 2,500 หยวน หรือประมาณ 12,000 บาท ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน
สาเหตุคือบริษัทโฆษณาตกลงซื้อสิทธิ์ใช้ใบหน้าของเขาถึง 7 ครั้ง
ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนสงสัยว่า เหตุใดบริษัทจึงต้องการใบหน้าของคนธรรมดา และเหตุใดจึงยอมจ่ายเงินเพื่อสิทธิ์ดังกล่าว
คำตอบอยู่ที่ความต้องการคอนเทนต์จำนวนมากในยุค AI
เมื่อมีการสร้างละครสั้น โฆษณา เกม และคอนเทนต์ออนไลน์จำนวนมหาศาล ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องมีตัวละครที่หลากหลาย การใช้ใบหน้าที่มีการอนุญาตอย่างถูกต้องจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างตัวละครตามความต้องการได้
สำหรับเจ้าของใบหน้าเอง หากมีการใช้งานหลายครั้ง รายได้ก็สามารถเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิทธิ์ที่ขายได้
ดังนั้น รูปแบบนี้จึงไม่ได้จำเป็นต้องเป็นการขายสิทธิ์ครั้งเดียวแล้วจบ แต่อาจเป็นการอนุญาตให้ใช้ใบหน้าในหลายผลงาน หลายครั้ง หรือหลายโครงการ ขึ้นอยู่กับสัญญา
แพลตฟอร์มเซินเจิ้น เปิดให้ตั้งค่าลิขสิทธิ์ตั้งแต่หลักร้อยถึงเกือบครึ่งล้าน
อีกตัวอย่างที่ได้รับความสนใจคือแพลตฟอร์มชื่อ Yuanxiang Xinsheng ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้น และเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2026
แพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดให้ผู้ใช้งานลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ก่อนสร้างโปรไฟล์ในลักษณะ “นักแสดงดิจิทัล” ของตัวเอง
แนวคิดนี้ทำให้คนทั่วไปสามารถนำใบหน้าของตัวเองเข้าสู่ระบบ และเปิดให้ผู้ผลิตคอนเทนต์เข้ามาค้นหาใบหน้าที่ตรงกับความต้องการได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เป็นเจ้าของใบหน้าสามารถกำหนดค่าลิขสิทธิ์ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้ตามระบบของแพลตฟอร์ม
ข้อมูลที่รายงานระบุว่า ค่าลิขสิทธิ์มีตั้งแต่ 50 หยวน ไปจนถึง 99,999 หยวน หรือประมาณ 250 บาทถึงเกือบ 500,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสูงสุดดังกล่าวควรทำความเข้าใจว่าเป็น “ราคาค่าลิขสิทธิ์ที่แพลตฟอร์มเปิดไว้” ไม่ใช่รายได้ที่คนทั่วไปจะได้รับโดยอัตโนมัติ เพราะจำนวนเงินที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับการตกลงซื้อขายและขอบเขตการใช้งาน
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องย้ำ เพราะเมื่อเห็นพาดหัวว่า “ขายใบหน้ารับเกือบครึ่งล้าน” หลายคนอาจเข้าใจว่าเพียงนำรูปตัวเองไปลงทะเบียนก็จะได้รับเงินจำนวนมหาศาลทันที ซึ่งไม่ใช่สาระของข้อมูลดังกล่าว
เจ้าของใบหน้าสามารถบอกได้ว่า “ห้ามเอาไปใช้กับอะไร”
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าของใบหน้าไม่ได้จำเป็นต้องยอมรับทุกเงื่อนไขที่ผู้ซื้อต้องการเสมอไป เพราะผู้ใช้งานบางรายสามารถระบุข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำใบหน้าไปใช้ได้
ตัวอย่างเช่น ชายวัย 34 ปีรายหนึ่งกำหนดค่าลิขสิทธิ์ไว้ที่ 99 หยวนต่อครั้ง หรือประมาณ 495 บาท และระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้นำใบหน้าของเขาไปใช้ในภาพยนตร์สยองขวัญหรือเนื้อหาติดเรต
รายละเอียดเล็ก ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า การนำใบหน้ามาทำเงินไม่ใช่เพียงเรื่อง “ขายแล้วได้เงิน” แต่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภาพลักษณ์ของตัวเองด้วย
ลองนึกภาพว่า หากใบหน้าของเราไปปรากฏอยู่ในตัวละครที่มีพฤติกรรมรุนแรง เป็นผู้ร้าย หรืออยู่ในเนื้อหาที่เราไม่ต้องการเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อความรู้สึกและภาพลักษณ์ของเจ้าของใบหน้าได้
ดังนั้น การกำหนดขอบเขตการใช้งานจึงมีความสำคัญไม่แพ้กับการกำหนดราคา
ใบหน้าของเราอาจมีมูลค่าทางการเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเราเอง
บางคนไม่ได้เข้าร่วมเพราะอยากได้เงิน แต่เพราะกลัว AI ขโมยใบหน้า
ประเด็นที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือ มีผู้ใช้งานบางรายที่มองการเข้าสู่แพลตฟอร์มลักษณะนี้แตกต่างออกไป
เธอระบุว่า การเข้าร่วมแพลตฟอร์มทำให้รู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมการนำใบหน้าไปใช้ได้มากขึ้น เพราะหากใครต้องการนำใบหน้าไปใช้ ก็ต้องผ่านกระบวนการและจ่ายค่าตอบแทนตามระบบ
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความกังวลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ AI นั่นคือ เมื่อเทคโนโลยีสามารถนำภาพใบหน้าของคนไปสร้างเป็นบุคคลเสมือนได้ง่ายขึ้น เจ้าของใบหน้าก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับสิทธิของตัวเอง
ในอดีต หากมีใครต้องการนำภาพของเราไปใช้ อาจต้องมีการขออนุญาตหรือขอไฟล์ภาพโดยตรง แต่ในยุค AI ข้อมูลภาพที่เผยแพร่อยู่บนโลกออนไลน์สามารถกลายเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้สร้างคอนเทนต์โดยเจ้าของภาพไม่รู้ตัว
ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดขึ้นมาว่า หากไม่สามารถหยุดการนำใบหน้าเข้าสู่โลก AI ได้ทั้งหมด อย่างน้อยการกำหนดระบบอนุญาตใช้งานและค่าตอบแทนก็อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการควบคุมสิทธิ์ของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าการนำใบหน้าไปลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งจะสามารถป้องกันการนำใบหน้าไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตได้ทั้งหมด เพราะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา
ตลาดอีกแห่งในเฉิงตู มีใบหน้าให้เลือกประมาณ 370 คน
นอกจาก Yuanxiang Xinsheng แล้ว ยังมีแพลตฟอร์ม Xinzhua ในเมืองเฉิงตู ซึ่งเปิดตัวในเดือนเมษายน 2026
ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวมีโปรไฟล์นักแสดงดิจิทัลประมาณ 370 คน และกำหนดค่าลิขสิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 500-6,000 หยวน หรือประมาณ 2,500-30,000 บาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อสามารถค้นหาใบหน้าตามคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น เพศ อายุ รูปลักษณ์ และประเภทของบทบาทที่ต้องการ
เมื่อมองในแง่ธุรกิจ นี่จึงมีลักษณะคล้ายกับ “ตลาดนักแสดงออนไลน์” ที่ผู้ผลิตสามารถเข้ามาค้นหาคนที่มีรูปลักษณ์เหมาะกับตัวละครของตัวเอง
แต่แทนที่จะจ้างบุคคลดังกล่าวมาถ่ายทำทุกครั้ง ผู้ผลิตสามารถซื้อสิทธิ์ในการนำใบหน้าไปสร้างเป็นตัวละครดิจิทัลตามขอบเขตที่ตกลงกัน
หากตลาดนี้เติบโตขึ้น รูปแบบการทำงานของวงการโฆษณา ละครสั้น และเกมก็อาจเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก เพราะผู้ผลิตสามารถเลือกใบหน้าและออกแบบตัวละครได้หลากหลายมากขึ้น
เงินก้อนหนึ่งอาจดูน่าสนใจ แต่สัญญาอาจสำคัญกว่าเงิน
แม้เรื่องการขายสิทธิ์ใช้ใบหน้าจะฟังดูเหมือนเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในจีนให้ความสำคัญคือ “สัญญา”
เพราะเมื่อบุคคลหนึ่งอนุญาตให้บริษัทนำใบหน้าไปใช้แล้ว คำถามสำคัญไม่ได้จบลงที่ “ได้เงินเท่าไร” แต่ต้องดูต่อว่า “ให้อีกฝ่ายทำอะไรกับใบหน้าได้บ้าง”
รายงานที่มีการเผยแพร่ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเตือนถึงเงื่อนไขบางประการที่อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้ขาย เช่น การกำหนดให้ผู้ขายสละสิทธิ์บางส่วนเกี่ยวกับภาพลักษณ์และเสียงของตัวเอง หรือกำหนดค่าปรับหากต้องการยกเลิกสิทธิ์ก่อนกำหนด
มีการกล่าวถึงกรณีค่าปรับสูงถึง 50,000 หยวน หรือประมาณ 250,000 บาทด้วย
สำหรับคนทั่วไป ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก และเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ่านสัญญาให้ละเอียดจึงมีความสำคัญ
ก่อนตัดสินใจ ผู้ให้สิทธิ์ควรทำความเข้าใจอย่างน้อยว่า ใบหน้าจะถูกนำไปใช้ในงานประเภทใด ใช้เป็นระยะเวลานานเท่าใด สามารถนำไปใช้ซ้ำได้หรือไม่ ผู้ซื้อสามารถส่งต่อสิทธิ์ให้บุคคลอื่นหรือไม่ และเจ้าของใบหน้าสามารถขอยกเลิกหรือถอนสิทธิ์ได้อย่างไร
รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องทางกฎหมายที่อ่านแล้วเข้าใจยาก แต่กลับเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการซื้อขายลักษณะนี้
เพราะหากสิทธิ์ถูกมอบให้ในวงกว้างเกินไป เงินที่ได้รับในครั้งแรกอาจไม่สะท้อนมูลค่าหรือผลกระทบของการนำใบหน้าไปใช้งานในอนาคต
โลกออนไลน์ถกเถียงกันทั้งเรื่องโอกาสและข้อจำกัด
หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ กลายเป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนไลน์ โดยความคิดเห็นมีทั้งสองด้าน
ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่เป็นโอกาสใหม่สำหรับคนธรรมดา เพราะในอดีตคนที่ไม่ได้เป็นดาราอาจไม่มีโอกาสสร้างรายได้จากรูปลักษณ์ของตัวเองในระดับนี้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเปิดตลาดใหม่ขึ้นมา และทำให้บุคคลทั่วไปสามารถมีรายได้จากการอนุญาตใช้ใบหน้า
บางคนมองเรื่องนี้ในลักษณะเดียวกับการให้สิทธิ์ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวคือ หากสิ่งหนึ่งมีมูลค่าและมีผู้ต้องการนำไปใช้ เจ้าของก็ควรมีสิทธิ์กำหนดเงื่อนไขและได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีข้อกังวลว่า ใบหน้าของคนทั่วไปอาจไม่ได้มีมูลค่าสูงเท่ากับใบหน้าของนักแสดงหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง และราคาที่สูงมากอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ลงทะเบียนทุกคน
ประเด็นนี้จึงควรแยกให้ออกระหว่าง “การมีตลาด” กับ “การมีรายได้สูง”
การที่แพลตฟอร์มเปิดให้คนขายสิทธิ์ใช้ใบหน้า ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีผู้ซื้อเข้ามาติดต่อ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนในระดับเดียวกัน
AI กำลังสร้างคอนเทนต์จำนวนมหาศาล
เหตุผลที่ตลาดลักษณะนี้เริ่มได้รับความสนใจต้องมองควบคู่กับการเติบโตของคอนเทนต์ AI ในจีน
ข้อมูลจาก China Netcasting Services Association ที่ถูกอ้างถึงในรายงานระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2026 มีไมโครดราม่าประมาณ 128,000 เรื่อง และมากกว่า 95% เป็นผลงานที่สร้างขึ้นด้วย AI
ตัวเลขดังกล่าวช่วยให้เห็นภาพว่า เหตุใดความต้องการตัวละครดิจิทัลจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อการสร้างคอนเทนต์ทำได้เร็วขึ้น จำนวนผลงานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อมีผลงานมากขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องการตัวละครที่แตกต่างกันออกไป
ใบหน้าของมนุษย์จึงกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สามารถนำมาใช้สร้างความหลากหลายให้กับตัวละคร
จากเดิมที่ต้องหานักแสดงจริงเพื่อถ่ายทำ ปัจจุบันบางส่วนของกระบวนการผลิตสามารถเปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิทัลได้
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดสิทธิ์ใช้ใบหน้าเริ่มเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ AI
แต่ “ขายใบหน้า” ไม่ได้แปลว่าเราขายตัวตนทั้งหมด
เรื่องนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับคนรุ่นก่อน เพราะเมื่อพูดว่า “ขายใบหน้า” หลายคนอาจนึกภาพว่าเอารูปถ่ายไปขายให้บริษัท
แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญคือสิทธิ์ในการนำลักษณะใบหน้าไปใช้ตามข้อตกลง
ดังนั้นจึงควรแยกคำว่า “ใบหน้า” ออกจาก “ตัวบุคคล”
เจ้าของใบหน้ายังเป็นเจ้าของตัวเองเหมือนเดิม เพียงแต่กำลังอนุญาตให้อีกฝ่ายนำลักษณะเฉพาะบางอย่างไปใช้ในโลกดิจิทัลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าขอบเขตของสิทธิ์นั้นกว้างแค่ไหน
หากกำหนดให้ใช้เฉพาะโฆษณาชิ้นหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากสัญญาเปิดกว้างให้ใช้ในหลายประเภทของคอนเทนต์ เป็นเวลาหลายปี หรือครอบคลุมทั้งภาพและเสียง ความหมายก็แตกต่างกันอย่างมาก
นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนที่สนใจตลาดประเภทนี้ว่า อย่าดูเพียงตัวเลขค่าตอบแทนที่อยู่ด้านหน้า แต่ต้องอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ในรายละเอียดด้วย
จากความฝันอยากเป็นดารา สู่ยุคที่ใบหน้าคนธรรมดาก็มีราคา
หากมองย้อนกลับไป เรื่องนี้ก็มีมุมที่น่าสนใจในแง่ความฝันของคนทั่วไป
หลายคนในวัยเด็กเคยอยากเป็นนักแสดง อยากออกโทรทัศน์ อยากมีโฆษณาของตัวเอง แต่เส้นทางเข้าสู่วงการบันเทิงในอดีตไม่ได้เปิดกว้างสำหรับทุกคน
ต้องมีการคัดเลือก ต้องมีความสามารถ ต้องมีโอกาส และบางครั้งต้องมีคนรู้จักจึงจะได้เข้าสู่วงการ
แต่โลกดิจิทัลกำลังทำให้ประตูบางบานเปิดออกในรูปแบบใหม่
คนธรรมดาอาจไม่ต้องเป็นนักแสดงชื่อดัง แต่อาจมีใบหน้าที่ตรงกับตัวละครที่ผู้ผลิตกำลังมองหา และสามารถนำใบหน้านั้นไปสร้างเป็นนักแสดงดิจิทัลได้
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้เราต้องตั้งคำถามใหม่เช่นกันว่า ในอนาคต “นักแสดง” จะหมายถึงคนที่ยืนอยู่หน้ากล้องเท่านั้นหรือไม่ หรืออาจหมายรวมถึงคนที่อนุญาตให้นำใบหน้าของตัวเองไปสร้างเป็นตัวละครด้วย
คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบตายตัว แต่ตลาดที่กำลังเกิดขึ้นในจีนกำลังแสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับตัวละครดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไป
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลขเกือบ 500,000 บาท แต่คือการที่ AI กำลังทำให้ “ตัวตนของมนุษย์” มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่
เมื่อก่อนเราอาจคิดว่าทรัพย์สินที่สามารถนำไปสร้างรายได้ต้องเป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ ร้านค้า หรือสิ่งของต่าง ๆ แต่ในโลกดิจิทัล สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดอย่างใบหน้าและเสียงก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจได้
เรื่องนี้จึงมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงอยู่พร้อมกัน
โอกาสคือ คนธรรมดาอาจมีช่องทางสร้างรายได้จากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเป็นดาราหรือมีชื่อเสียง
แต่ความเสี่ยงก็คือ หากเจ้าของใบหน้าไม่เข้าใจสัญญาอย่างละเอียด อาจมอบสิทธิ์ให้อีกฝ่ายกว้างเกินกว่าที่ตัวเองตั้งใจ
โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหนึ่งใบสามารถถูกนำไปสร้างเป็นภาพนิ่ง วิดีโอ ตัวละคร หรือสื่อดิจิทัลในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากขึ้น
ดังนั้น หากจะมองเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ผู้เขียนเห็นว่าคำถามสำคัญไม่ควรมีเพียงว่า “ขายได้กี่บาท” แต่ควรถามด้วยว่า “ขายสิทธิ์อะไร” “ขายนานแค่ไหน” และ “ผู้ซื้อเอาไปทำอะไรได้บ้าง”
เพราะเงินที่ได้รับอาจหมดไปในเวลาไม่นาน แต่สิทธิ์ที่เราอนุญาตให้อีกฝ่ายนำไปใช้ อาจมีผลต่อภาพลักษณ์ของเราอีกเป็นเวลานาน
ปรากฏการณ์ในจีนครั้งนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงกระแสแปลกใหม่ของโลก AI เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าในอนาคต “ใบหน้าของเรา” อาจกลายเป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่ต้องรู้จักบริหารจัดการเช่นเดียวกับทรัพย์สินประเภทอื่น
และเมื่อถึงวันที่ AI สามารถสร้างคนเสมือนจริงได้แทบทุกแบบ คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “AI สร้างคนได้เหมือนจริงแค่ไหน” แต่เป็นว่า “คนตัวจริงมีสิทธิ์ควบคุมใบหน้าของตัวเองมากแค่ไหน”
เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนวันนี้ อาจเป็นภาพสะท้อนของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจดิจิทัลในวันข้างหน้า ซึ่งอาจเข้ามาใกล้ชีวิตของคนทั่วไปมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
แหล่งที่มาของข้อมูล :
South China Morning Post (SCMP) เรื่อง “People in China earn between US$7 and US$15,000 by licensing faces to AI content producers” ซึ่งนำเสนอการซื้อขายสิทธิ์ใช้ใบหน้าของคนทั่วไปในจีน ผ่านแพลตฟอร์ม Yuanxiang Xinsheng และ Xinzhua รวมถึงข้อมูลค่าลิขสิทธิ์ รายได้ของผู้ให้สิทธิ์ และข้อควรระวังเกี่ยวกับสัญญาการใช้งาน
China Netcasting Services Association ซึ่งระบุว่าไตรมาสแรกปี 2026 มีไมโครดราม่าประมาณ 128,000 เรื่อง และมากกว่า 95% เป็นผลงานที่สร้างด้วย AI
ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้และค่าลิขสิทธิ์เป็นข้อมูลจากรายงาน ไม่ใช่รายได้ที่ผู้ลงทะเบียนทุกคนจะได้รับ
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
รู้หรือไม่? เปิดรายได้พนักงานส่งพัสดุของแต่ละแอป วันหนึ่งได้เท่าไร
จังหวัดไหนคนจนเยอะที่สุดในไทย ? เปิดตัวเลขล่าสุด ภาคไหนน่าจับตา
นักร้องดัง "ชูโตะ อิโนมาตะ" โดนจับ ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้หญิง
5 คณะที่เรียนจบมาแล้ว มีอาชีพรองรับมากกว่าที่คิด
คุณนุชออกโรงชี้แจง ปมมีภาพถ่ายร่วมสัมภาษณ์ “หนุ่ม กรรชัย” ยอมรับผิด พร้อมขอโทษทุกฝ่าย
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/10/69
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
เว็บไซต์ไทยที่โด่งดังที่สุด มียอดผู้ใช้งานต่อวันมากเป็นอันดับ 1
10 ข้อดีของ "มะละกอ" ที่เรากินมาทั้งชีวิต
แนวทางเลขเด็ด "สลาก 5 ภาค" งวด 1 ตุลาคม 69 สรุปทั้งเลขเด่น-เลขดัง เพียบ!
ปฏิทินจีนเทียบปฏิทินไอ้ไข่ งวด 1 ต.ค. 2569 เลขไหนน่าสนใจ
นักร้องดัง "ชูโตะ อิโนมาตะ" โดนจับ ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้หญิง
เว็บไซต์ไทยที่โด่งดังที่สุด มียอดผู้ใช้งานต่อวันมากเป็นอันดับ 1
10 ข้อดีของ "มะละกอ" ที่เรากินมาทั้งชีวิต
“ซาบีดา” จี้เวทีมิสยูนิเวิร์สกัมพูชายุติใช้ภาพหญิงไทยโบราณ อ้างเป็นวัฒนธรรมกัมพูชา ชี้มีหลักฐานชัด เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย
ทำไมชื่อเขตในกรุงเทพถึงมีคำว่าบางอยู่เยอะ
5 คณะที่เรียนจบมาแล้ว มีอาชีพรองรับมากกว่าที่คิด
รู้หรือไม่ 5 สกุลเงินมูลค่าสูงสุด 1 หน่วยทะลุ 100 บาท ดอลลาร์ยังไม่ใช่ที่ 1
เข้าห้องโรงแรมอย่าเพิ่งทิ้งตัวลงเตียง ลูกเรือเผย 6 จุดต้องเช็ก ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที
สโตนเฮนจ์คือ คอมพิวเตอร์โบราณ จริงหรือ เปิดทฤษฎีปี 1960 เชื่อวงหินยักษ์ใช้ทำนายคราส
เปิดเงินเดือนพนักงานดับเพลิง อาชีพที่ต้องวิ่งเข้าหากองไฟ รายได้คุ้มความเสี่ยงแค่ไหน?