เกิดอะไรขึ้นที่ป้อมโอซอเวียตในคืนก๊าซพิษปี 1915
* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th
เวลาประมาณตีสี่ของวันที่ 6 สิงหาคม 1915 หมอกสีเขียวอมเหลืองค่อย ๆ คลุมแนวสนามเพลาะรอบป้อมโอซอเวียต เสียงปืนใหญ่ดังนำหน้า ก่อนที่ทหารเยอรมันจะเคลื่อนเข้าหาแนวป้องกันซึ่งคาดว่าถูกก๊าซพิษกวาดจนหมดแล้ว
ภาพที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำให้เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า Attack of the Dead Men หรือการโจมตีของคนตาย ทหารรัสเซียกลุ่มเล็ก ๆ เดินโซเซออกจากหมอก ใบหน้าถูกสารเคมีกัดไหม้ ผ้าขาดพันรอบปากและจมูก เสื้อเปื้อนเลือด แต่ยังถือปืนติดดาบปลายปืนมุ่งหน้าเข้าหาแนวเยอรมัน
คนเหล่านั้นไม่ได้ฟื้นจากความตาย พวกเขาคือผู้รอดชีวิตจากก๊าซพิษของกองร้อยที่ 8 และ 13 แห่งกรมทหารราบที่ 226 ซึ่งเหลือรวมกันเพียงราว 100 คนหรือน้อยกว่านั้นตามงานวิจัยที่ตรวจบันทึกประจำกรมและเอกสารทางทหาร พวกเขาได้รับพิษอย่างหนัก แต่ยังพอเคลื่อนที่และโต้กลับได้ ชื่อเรียกแบบซอมบี้จึงมาจากสภาพร่างกายที่ดูคล้ายศพ ไม่ได้หมายถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ
ป้อมที่ขวางเส้นทางกองทัพเยอรมัน
โอซอเวียตตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของโปแลนด์ ใกล้แม่น้ำบีเบอร์ซาและเส้นทางรถไฟที่เชื่อมเมืองเบียลีสตอคกับเคอนิกส์แบร์ก ตำแหน่งนี้เป็นทางผ่านสำคัญระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ เยอรมันจึงพยายามยึดป้อมหลายครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน 1914
การโจมตีครั้งใหญ่ในปี 1915 ใช้ทั้งปืนใหญ่และอาวุธเคมี งานวิจัยจากเอกสารกองทัพระบุว่าก๊าซที่ใช้เป็นส่วนผสมของคลอรีนกับโบรมีน ไม่ได้มีเพียงคลอรีนอย่างเดียว ฝ่ายเยอรมันติดตั้งแบตเตอรี่ก๊าซประมาณ 30 จุด มีถังก๊าซหลายพันถัง และรอลมที่เหมาะสมอยู่นานกว่า 10 วัน เพราะรู้ว่าทหารรัสเซียแทบไม่มีหน้ากากป้องกันก๊าซ
เมื่อก๊าซเคลื่อนเข้าหาแนวรัสเซีย ผู้ป้องกันในหลายภาคของแนวหน้าได้รับพิษจนไม่สามารถต้านทานได้ บันทึกประจำกรมทหารราบที่ 226 ระบุว่าเยอรมันเข้ายึดสนามเพลาะชั้นหน้า และพยายามรุกต่อไปยังตัวป้อมกับพื้นที่สำรอง
ผ้าเปียกกับลมหายใจที่แทบไม่เหลือ
ทหารรัสเซียใช้ผ้าเปียกปิดปากและจมูกเพื่อช่วยกรองก๊าซบางส่วน เรื่องเล่าที่แพร่หลายภายหลังระบุว่าบางคนใช้น้ำหรือปัสสาวะทำให้ผ้าชุ่ม แต่เอกสารทางทหารไม่ได้ยืนยันว่าทุกคนใช้วิธีเดียวกัน สิ่งที่ยืนยันได้คือผู้รอดชีวิตจำนวนมากมีแผลไหม้จากสารเคมี หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด และอ่อนแรงจนแทบเดินไม่ไหว
นายทหารปืนใหญ่ เอส. เอ. คเมลคอฟ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เขียนว่ากองร้อยที่ 8 และ 13 สูญเสียกำลังไปถึงประมาณครึ่งหนึ่งจากการได้รับพิษ ถึงกระนั้นผู้บังคับบัญชาก็ส่งกองร้อยที่ 8, 13 และ 14 ออกจากป้อม เพื่อแย่งสนามเพลาะคืนก่อนที่เยอรมันจะเข้าถึงพื้นที่สำรอง
กองร้อยที่ 13 เคลื่อนตัวไปตามทางรถไฟ ภายใต้การนำของร้อยโทวลาดิเมียร์ คอตลินสกี ทหารกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมรบ พวกเขาเป็นคนที่เพิ่งรอดจากก๊าซและกำลังพยายามประคองตัวเองผ่านสนามรบ
แนวรบเยอรมันแตกเพราะหลายแรงกดพร้อมกัน
เมื่อเข้าใกล้แนวเยอรมันประมาณ 400 ก้าว คอตลินสกีสั่งให้กองร้อยพุ่งเข้าโจมตีด้วยดาบปลายปืน บันทึกประจำกรมระบุว่าพวกเขาขับทหารเยอรมันออกจากแนวสนามเพลาะชั้นที่ 1 และ 2 แล้วนำปืนกลกับอาวุธที่ถูกยึดกลับคืนมา กองร้อยที่ 13 ยังจับทหารเยอรมันได้ 25 คน
จึงไม่ควรสรุปว่าทหารเยอรมันทั้งหมดเหยียบกับดักของตัวเอง หรือถูกกลุ่มคนที่ดูเหมือนซอมบี้ไล่จนพ่ายแพ้เพียงเหตุเดียว หลักฐานที่มีชี้ไปที่ผลรวมของความประหลาดใจ การโจมตีระยะประชิด ปืนใหญ่รัสเซีย และความสับสนของกองกำลังที่กำลังรุก
คอตลินสกีถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัสระหว่างการบุก และส่งมอบการควบคุมให้ร้อยโทวลาดิสลาฟ สเตรเซมินสกี การยึดแนวหน้าเดินหน้าต่อจนประมาณแปดโมงเช้า รัสเซียจึงกลับมาควบคุมสนามเพลาะรอบป้อมได้
ชนะการปะทะ แต่ไม่ได้ครองป้อมตลอดไป
การโต้กลับของทหารที่ได้รับพิษทำให้เยอรมันต้องถอยจากแนวสนามเพลาะ และเป็นชัยชนะทางยุทธวิธีของฝ่ายรัสเซียในเช้าวันนั้น ทว่าแนวรบด้านตะวันออกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ป้อมโอซอเวียตตกอยู่ในความเสี่ยงจากการถูกล้อม
วันที่ 18 สิงหาคม 1915 รัสเซียจึงรื้อทำลายส่วนสำคัญของป้อมและถอนกำลังออกไป เยอรมันไม่ได้ยึดป้อมจากการบุกทะลวงในเช้าวันก๊าซพิษ แต่ได้พื้นที่หลังจากฝ่ายรัสเซียตัดสินใจอพยพและทำลายฐานที่มั่นในเวลาต่อมา
เหตุการณ์นี้จึงควรเล่าในฐานะการโต้กลับของทหารรัสเซียกลุ่มเล็กที่รอดจากอาวุธเคมี ไม่ใช่เรื่องกองทัพซอมบี้หรือชัยชนะที่ทำให้รัสเซียยึดป้อมไว้ตลอดสงคราม เอกสารรัสเซียยืนยันว่าการโจมตีเกิดขึ้นจริงและประสบผล แต่ยังไม่มีบันทึกจากฝ่ายเยอรมันเพียงพอจะระบุจำนวนผู้เสียชีวิตหรือยืนยันรายละเอียดทุกฉากของเรื่องเล่าที่แพร่ในเวลาต่อมา
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
ความลับ 30 ล้านปีของ “แม่น้ำไนล์”: ทำไมสายน้ำสายนี้ถึงไม่เคยเหือดแห้งกลางทะเลทรายซาฮารา
เปิดศึกเลขเด็ดงวดนี้! เจ้าพ่อปากแดง ปะทะ เจ้าแม่ตะเคียนทอง งวด 1 ต.ค. 59 คัดมาให้เน้นๆ พร้อมลุ้นรวย
ประวัติศาสตร์หน่อไม้ฝรั่ง: จากผักศักดิ์สิทธิ์แห่งพีระมิด สู่สงครามยาเสพติด และนโยบายที่พังทลายเกษตรกรอเมริกัน
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
เทพไท้ซิ่งเอี๊ย งวด 1 ต.ค. 69 เปิดชุดเลขเด่น 0 และ 3
โรงเรียนหญิงล้วนของรัฐบาล ที่เด็กอยากเข้าเรียนที่สุด
“พ่อมดเมอร์ลิน”: บุคคลจริงในประวัติศาสตร์ หรือภาพสะท้อนจากความทรงจำนับพันปี
ตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหน
เปิด 5 สาขาวิศวะที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย หลักสูตรเดียวจ่ายทะลุ 5 แสน!
หมู่บ้านของไทยมีคนไม่ถึง 100 คน เปิดข้อมูลจริง บางแห่งเหลือไม่ถึง 10 คน
รู้หรือไม่? เปิดรายได้พนักงานส่งพัสดุของแต่ละแอป วันหนึ่งได้เท่าไร
เปิด 5 โรงเรียนหญิงล้วนเก่าแก่ของไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ
เปิด 5 สินค้าส่งออกของลาวที่คนไทยอาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นทำเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์
เปิดศึกเลขเด็ดงวดนี้! เจ้าพ่อปากแดง ปะทะ เจ้าแม่ตะเคียนทอง งวด 1 ต.ค. 59 คัดมาให้เน้นๆ พร้อมลุ้นรวย
ความลับ 30 ล้านปีของ “แม่น้ำไนล์”: ทำไมสายน้ำสายนี้ถึงไม่เคยเหือดแห้งกลางทะเลทรายซาฮารา
ประวัติศาสตร์หน่อไม้ฝรั่ง: จากผักศักดิ์สิทธิ์แห่งพีระมิด สู่สงครามยาเสพติด และนโยบายที่พังทลายเกษตรกรอเมริกัน
ไม่ยักรู้ว่า "แมลงปอบ้านไตรมิตรสีน้ำเงิน" ดีอย่างนี้เอง







