ทำไมดาวอังคารจึงมีเม็ดกลมคล้ายบลูเบอร์รีกระจายอยู่บนพื้นดิน
* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th
บนพื้นดินสีสนิมของดาวอังคาร มีเม็ดกลมสีเทาอมฟ้าเล็กๆ กระจายอยู่รอบจุดลงจอดของยาน Opportunity จนภาพระยะใกล้ดูคล้ายผลบลูเบอร์รีโรยบนดิน ชื่อเล่นนี้เกิดจากรูปร่างและสีเมื่อเทียบกับพื้นผิวสีแดง ไม่ได้หมายความว่ามีผลไม้หรือสิ่งมีชีวิตชนิดใดเติบโตอยู่ที่นั่น
เม็ดเหล่านี้อยู่ในบริเวณ Meridiani Planum ไม่ใช่หลักฐานที่กระจายทั่วดาวอังคารทั้งดวง ยานพบทั้งเม็ดที่หลุดออกมาอยู่บนดิน และเม็ดที่ฝังอยู่ในชั้นหินตะกอน ขนาดของพวกมันอยู่ในระดับไม่กี่มิลลิเมตร เล็กพอที่จะทำให้ภาพจากกล้องดูเหมือนมีเม็ดโลหะโรยอยู่บนพื้นผิว
สิ่งที่ชื่อเล่นซ่อนอยู่
รายงานของ JPL ระบุว่าแต่ละเม็ดเล็กเกินกว่าจะวิเคราะห์องค์ประกอบได้โดยตรงด้วยเครื่องมือบางชนิด Opportunity จึงรวบรวมกลุ่มเม็ดที่ตกอยู่ในแอ่งตื้นบนก้อนหินชื่อ Berry Bowl แล้วใช้ Mssbauer spectrometer เปรียบเทียบกับบริเวณหินที่แทบไม่มีเม็ดกลม ผลที่ได้พบลายเซ็นของแร่ฮีมาไทต์ (hematite) และทีมวิทยาศาสตร์สรุปว่าแร่เหล็กหลักในเม็ดเหล่านี้คือฮีมาไทต์
ทำไมจึงกลมและทำไมจึงอยู่เต็มพื้นดิน
เม็ดกลมเหล่านี้ถูกจัดเป็น concretions หรือก้อนแร่ที่ค่อยๆ เติบโตภายในตะกอนซึ่งเปียกชุ่มด้วยน้ำ ไม่ได้เกิดจากการกลิ้งจนกลมแบบก้อนกรวดทั่วไป แบบจำลองทางธรณีวิทยาอธิบายว่า น้ำใต้ดินที่มีความเป็นกรดไหลผ่านหินทรายจากหินบะซอลต์และพาแร่เหล็กเข้าไป น้ำเปลี่ยนแร่ goethite ให้กลายเป็นฮีมาไทต์ แล้วฮีมาไทต์ค่อยๆ รวมตัวรอบจุดเริ่มต้นจนเป็นทรงกลม
หลักฐานไม่ได้อยู่ที่แร่ชนิดเดียว เม็ดที่เชื่อมติดกันอยู่ในหินและการกระจายตัวแบบไร้แบบแผนทำให้คำอธิบายอื่นมีน้ำหนักน้อยลง ส่วนชั้นหินรอบๆ เป็นหินทรายเนื้อนิ่มเรียงเป็นชั้นและมีลักษณะที่สอดคล้องกับการสะสมตัวในน้ำไหลตื้น
สภาพปัจจุบันทำให้เราเห็นเม็ดกลมจำนวนมากบนผิวดิน เพราะหินทรายเนื้อนิ่มถูกลมและการกัดกร่อนพัดพาออกไปตามเวลายาวนาน ส่วนก้อนฮีมาไทต์แข็งกว่า จึงหลุดออกมาแล้วตกค้างเป็นชั้นบนพื้นผิว นักธรณีวิทยาเรียกการสะสมลักษณะนี้ว่า lag deposit หรือชั้นกรวดคงค้าง
จึงไม่ควรอ่านภาพนี้ว่า “ดาวอังคารมีบลูเบอร์รีสีฟ้า” สิ่งที่ Opportunity พบคือบันทึกทางแร่ธรณีของน้ำในอดีต และการกระจายตัวของเม็ดบนพื้นดินก็มีขอบเขตตามชั้นตะกอนของ Meridiani Planum
หลักฐานเรื่องน้ำ และขอบเขตของคำว่าเคยมีชีวิต
ข้อมูลจากยาน Opportunity ช่วยยืนยันว่า Meridiani Planum เคยมีน้ำเหลวในอดีต โดยหลักฐานมาจากหลายชิ้นที่ทำงานร่วมกัน: ฮีมาไทต์ในเม็ดกลม ชั้นหินทรายที่มีร่องรอยการสะสมตัวในน้ำไหลตื้น และเกลือซัลเฟตในหินตะกอน ภาพรวมชี้ไปยังช่วงที่น้ำใต้ดินหรือแอ่งน้ำเคยเปลี่ยนแปลงตะกอน ก่อนพื้นที่จะเข้าสู่สภาพแห้งแล้ง
ข้อสรุปที่แม่นที่สุดจึงเป็นแบบนี้: เม็ด “Martian Blueberries” เป็นก้อนฮีมาไทต์ที่ก่อตัวจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับตะกอนบนดาวอังคาร และเป็นหลักฐานว่าบริเวณนั้นเคยมีสภาพแวดล้อมที่มีน้ำเหลวซึ่งอาจเหมาะต่อการดำรงอยู่ของจุลชีพในบางช่วง แต่เม็ดแร่เองไม่ได้พิสูจน์ว่าชีวิตเคยเกิดขึ้นจริง การประเมินจึงต้องใช้แร่ธาตุ ชั้นหิน และตัวอย่างอื่นประกอบกัน
เม็ดกลมขนาดไม่กี่มิลลิเมตรจึงมีความหมายในฐานะร่องรอยกระบวนการใต้ผิวดาวอังคาร มันบอกได้ว่าที่ดินแห้งสีแดงแห่งนี้เคยผ่านช่วงที่น้ำเคลื่อนตัว เปลี่ยนแร่ และทิ้งหลักฐานไว้ให้ยานสำรวจอ่านได้หลังเวลาผ่านไปยาวนาน
10 โรงเรียนไทยน่าสนใจ จุดเด่นของ MWIT, KVIS, โรงเรียนเก่าแก่ และโรงเรียนสาธิต
โรงเรียนรัฐที่ค่าเทอมแพงที่สุดอันดับ 1 ของไทย เปิดตัวเลขจริง ปี 2569
โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4
เปิด 5 จังหวัดอีสานที่ชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุด อันดับ 1 คนต่างชาติมาเพียบ!
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย
10 โรงเรียนชั้นนำในไทยที่มีจุดเด่นต่างกัน เปิดมุมมองก่อนเลือกโรงเรียนให้เหมาะกับเด็ก
จูบของมนุษย์มีมานานแค่ไหน ? หลักฐานจากเมโสโปเตเมียย้อนกลับไปกว่า 4,500 ปี
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
ก่อนมีเงินบาท คนไทยใช้อะไรซื้อของ?
ดุ่ย ภรัญฯ เปิดแนวทางงวดใหม่ 1 ต.ค. 69 รอบนี้มีเลขไหนให้ตามต่อ
เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1
รู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟
เปิด 5 จังหวัดอีสานที่ชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุด อันดับ 1 คนต่างชาติมาเพียบ!
อำเภอล่าสุดของประเทศไทย ที่ถูกแยกออกมาเพื่อตั้งเป็นจังหวัดใหม่







