นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า จากบทอาขยานสู่ความจริงของธรรมชาติ
นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า จากบทอาขยานสู่ความจริงของธรรมชาติ เมื่อ “กาฝาก” ในภาษาเปรียบเปรย กลับกลายเป็น “ผู้ช่วย” ในระบบนิเวศ
ภาพของควายตัวใหญ่กำลังเดินเอื่อย ๆ อยู่กลางทุ่งนา ขณะที่นกตัวเล็กสีดำเกาะอยู่บนหลัง คอยเดินจิกไปตามผิวหนังหรือบินโฉบลงไปตามพื้นหญ้า เป็นภาพธรรมดาที่ครั้งหนึ่งเคยพบเห็นได้แทบทุกแห่งในชนบทไทย ภาพเล็ก ๆ ระหว่างสัตว์สองชนิดนี้เองที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในวัยเด็ก ผ่านถ้อยคำที่ว่า “นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า” และบทอาขยานที่ใช้สอนใจเด็กไทยมาหลายยุคหลายสมัย
ในบทดอกสร้อยสุภาษิตที่เผยแพร่ในสื่อการศึกษาของไทย มีเนื้อหาที่เปรียบพฤติกรรมของนกเอี้ยงกับคนที่พยายามหลีกเลี่ยงงานหนักและอาศัยประโยชน์จากผู้อื่น โดยบทที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายกล่าวถึงนกเอี้ยงที่หาอาหารบนหลังควาย ก่อนจะนำพฤติกรรมดังกล่าวมาเปรียบกับคนที่ทำตัวเป็น “กาฝาก” และเอาเปรียบผู้อื่น
แต่หากเราลองวางหนังสือเรียนลง แล้วหันกลับไปมองภาพนั้นด้วยสายตาของนักธรรมชาติวิทยา เรื่องราวกลับแตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ เพราะ นกเอี้ยงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ที่อาศัยควายเพื่อหาอาหารโดยฝ่ายเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ทั้งสองสามารถเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ได้ เพียงแต่รูปแบบของประโยชน์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันในทุกสถานการณ์
ลองจินตนาการถึงควายตัวหนึ่งกำลังเดินผ่านทุ่งหญ้า ทุกครั้งที่มันก้าวย่าง ขยับหาง สะบัดตัว หรือแหวกกอหญ้า แมลงจำนวนหนึ่งย่อมถูกรบกวนและเคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อน บางชนิดบินขึ้นจากพื้น บางชนิดไต่ไปตามต้นหญ้า ขณะที่แมลงบางส่วนอาจอยู่บนตัวควายเอง
สำหรับนกเอี้ยงแล้ว สิ่งเหล่านี้คือโอกาสในการหาอาหาร
นกจึงอาจเดินตามควาย บินตามควาย หรือเกาะอยู่บนหลังของมัน เพื่อใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของสัตว์ขนาดใหญ่ที่ช่วยทำให้แหล่งอาหารเคลื่อนไหวและมองเห็นได้ง่ายขึ้น นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพ “นกเอี้ยงกับควาย” ปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์ชนบทของไทยมาอย่างยาวนาน
ในบางกรณี นกเอี้ยงยังสามารถจิกกินแมลงหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่บริเวณผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ด้วย จึงมีโอกาสช่วยลดสิ่งที่สร้างความรำคาญให้กับควาย ขณะเดียวกันนกก็ได้อาหารเป็นสิ่งตอบแทนโดยไม่ต้องออกล่าเหยื่อในพื้นที่กว้างเพียงลำพัง แหล่งข้อมูลด้านธรรมชาติขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติเองก็อธิบายความสัมพันธ์นี้ว่าเป็น “ภาวะการได้ประโยชน์ร่วมกัน” หรือ protocooperation ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ แต่สามารถดำรงชีวิตแยกจากกันได้
ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่อง “นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า” น่าสนใจขึ้นอย่างมาก
เพราะถ้ามองจากมุมของคนแต่งบทอาขยาน นกเอี้ยงดูเหมือนกำลัง “เอาเปรียบ” ควาย มันไม่ต้องไถนา ไม่ต้องลากเกวียน ไม่ต้องแบกของ แต่กลับขึ้นไปอยู่บนหลังควายและหาอาหารกินได้อย่างสบาย ๆ จึงถูกนำมาใช้เป็นอุปมาเพื่อเตือนใจว่า คนเราไม่ควรหลบเลี่ยงงานหนักแล้วคอยอาศัยแรงของผู้อื่น
แต่ธรรมชาติไม่ได้มีศีลธรรมแบบเดียวกับมนุษย์
นกไม่ได้ขึ้นหลังควายเพราะต้องการเป็นกาฝาก และควายก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้เสียสละ” ให้กับนกโดยตั้งใจ ทั้งสองชนิดเพียงตอบสนองต่อโอกาสทางอาหารและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการอยู่ใกล้กัน
นี่คือความแตกต่างอันน่าสนใจระหว่าง “ความหมายเชิงเปรียบเปรย” กับ “ความหมายทางชีววิทยา”
ในภาษาของมนุษย์ เราอาจเรียกคนที่คอยรับประโยชน์จากผู้อื่นโดยไม่ตอบแทนว่า “กาฝาก” แต่ในทางนิเวศวิทยา นักวิทยาศาสตร์จะพิจารณาว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละฝ่ายได้รับหรือเสียประโยชน์อย่างไร และความสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นในลักษณะใด
สำหรับนกเอี้ยงกับควาย คำว่า protocooperation จึงมีความเหมาะสมในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากันตลอดชีวิต เพราะต่างฝ่ายต่างสามารถอยู่รอดได้หากแยกจากกัน
อย่างไรก็ตาม มีรายละเอียดอีกอย่างที่ควรทำความเข้าใจ นั่นคือ ไม่ใช่ทุกครั้งที่นกเอี้ยงเกาะหรือเดินตามควายจะต้องเป็น mutualism หรือ protocooperation เสมอไป
หากนกเพียงติดตามควายเพื่อจับแมลงที่แตกตื่นจากการเคลื่อนไหวของควาย ขณะที่ควายไม่ได้รับหรือเสียประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ความสัมพันธ์ในเหตุการณ์นั้นอาจใกล้เคียงกับ ภาวะอิงอาศัย (commensalism) มากกว่า กล่าวคือฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ส่วนอีกฝ่ายแทบไม่ได้รับผลกระทบ
แหล่งข้อมูลด้านการจัดการสัตว์ป่าของไทยก็ยกตัวอย่างว่า นกเอี้ยงหรือนกยางที่เดินตามวัวควายสามารถได้ประโยชน์จากการจับแมลงที่ถูกสัตว์ขนาดใหญ่รบกวน ขณะที่วัวควายอาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงในทุกกรณี แต่บางครั้งนกที่จิกกินปรสิตบนตัวสัตว์ก็อาจทำให้สัตว์ได้รับประโยชน์เช่นกัน
ดังนั้น ธรรมชาติจริง ๆ จึงละเอียดอ่อนกว่าคำจำกัดความสั้น ๆ ในหนังสือเรียน
นกเอี้ยงไม่ได้มีหน้าที่ “เลี้ยงควาย” และควายก็ไม่ได้มีหน้าที่ “เลี้ยงนกเอี้ยง” ทั้งสองเพียงมาใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และในบางสถานการณ์ ผลประโยชน์ของทั้งคู่ก็สามารถมาบรรจบกันได้อย่างน่าทึ่ง
ลองมองภาพนั้นอีกครั้ง
ควายเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ส่วนหนึ่งของทุ่งหญ้าที่มันผ่านถูกสั่นสะเทือน แมลงที่ซ่อนอยู่เริ่มเคลื่อนไหว นกเอี้ยงเห็นโอกาสและบินตามมา ควายอาจได้รับประโยชน์จากการที่แมลงหรือปรสิตบางส่วนถูกกำจัด ส่วนนกก็ได้รับอาหารจากสิ่งมีชีวิตที่มันพบระหว่างทาง
สัตว์ขนาดใหญ่จึงกลายเป็นเหมือน “ผู้เปิดประตู” ให้กับสัตว์ตัวเล็ก
และนี่เป็นหนึ่งในกลไกเล็ก ๆ ที่ทำให้ระบบนิเวศมีความซับซ้อน เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดไม่ได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากกัน แต่เชื่อมโยงผ่านอาหาร พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
สำหรับคนไทย ภาพของนกเอี้ยงบนหลังควายยังมีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ทางชีววิทยา มันเป็นภาพของชนบท เป็นภาพของท้องนา เป็นเสียงร้องของนกในยามเช้า และเป็นความทรงจำของเด็กหลายรุ่นที่เคยท่องบทอาขยานว่า “นกเอ๋ยนกเอี้ยง”
ที่น่าสนใจก็คือ บทอาขยานนั้นอาจตั้งใจสอนว่า อย่าเป็นคนที่คอยเอาเปรียบผู้อื่น แต่ธรรมชาติกลับกำลังสอนบทเรียนอีกด้านหนึ่งให้เราเห็นว่า การอยู่ร่วมกันไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่เหมือนกัน หรือให้สิ่งตอบแทนในรูปแบบเดียวกัน
บางครั้ง ฝ่ายหนึ่งให้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการโดยไม่รู้ตัว
บางครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนการพึ่งพาอาศัยอาจเป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากโอกาสเดียวกัน
และบางครั้ง ความสัมพันธ์นั้นก็กลายเป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์
นี่คือเหตุผลที่การมองธรรมชาติด้วยสายตาทางวิทยาศาสตร์ทำให้เรื่องราวธรรมดา ๆ รอบตัวเรากลับน่าสนใจขึ้นมาได้เสมอ
นกเอี้ยงไม่ได้เป็นกาฝากของควาย และควายก็ไม่ได้เป็นผู้รับใช้ของนก
พวกมันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตสองชนิดที่เดินทางผ่านโลกใบเดียวกัน และพบว่าการอยู่ใกล้กันในบางช่วงเวลา สามารถทำให้ทั้งคู่ได้รับสิ่งที่ต้องการ
ส่วนคำสอนเรื่อง “อย่าเป็นกาฝาก” นั้น เป็นบทเรียนของมนุษย์
แต่บทเรียนจากธรรมชาติอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง—
โลกใบนี้เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ และการจะเข้าใจว่าความสัมพันธ์หนึ่งเป็นการเอาเปรียบ การพึ่งพา หรือการเกื้อกูลกัน เราต้องมองให้ลึกกว่าภาพที่เห็นเพียงผิวเผิน
เขียนโดย dukedicknarak
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/9/69
รวมเลขเด็ดสํานักข่าว งวด 16 ก.ย 69
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?
เปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไร
ทำไมยิ่งคนเห็นเหตุการณ์เยอะ เวลาเกิดอุบัติเหตุกลับยิ่งไม่มีใครยื่นมือช่วย?
ส่องสถิติ 16 ก.ย. ย้อนหลัง 10 ปี เลขไหนออกซ้ำไม่เลิก?
เลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 16 ก.ย. 69
ตำนานทรงผมนักเรียนไทย จากผมเกรียนถึงวันที่ “ทรงนักเรียน” ไม่ใช่กฎกลางอีกต่อไป
เปิด 5 ห้างที่เงินสะพัดมากที่สุดในไทย อันดับ 1 คนเดินวันละหลักแสน
หลุมก๊าซดาร์วาซาไหม้ต่อเนื่องได้อย่างไร
ฟิลิป ไม่ใช่ชื่อคน เปิดศัพท์ลับลูกเรือ ผู้โดยสารแบบไหนถึงโดนเรียกชื่อนี้
“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอม
เปิด 5 เกาะในไทยที่ต่างชาติไปมาก ที่สุด อันดับ 1 นักท่องเที่ยวทะลุหลายล้านคน!
ตำนานทรงผมนักเรียนไทย จากผมเกรียนถึงวันที่ “ทรงนักเรียน” ไม่ใช่กฎกลางอีกต่อไป
"เต้ย จรินทร์พร" เลิกแฟนฝรั่งแล้ว! จากกันด้วยดี..ตอนนี้โสดสนิทไร้คนรู้ใจ
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?
ทำไมยิ่งคนเห็นเหตุการณ์เยอะ เวลาเกิดอุบัติเหตุกลับยิ่งไม่มีใครยื่นมือช่วย?
ตำนานทรงผมนักเรียนไทย จากผมเกรียนถึงวันที่ “ทรงนักเรียน” ไม่ใช่กฎกลางอีกต่อไป
"ตะเข็บ" ไม่กัด ไม่ต่อย ไม่เป็นพิษ บุกบ้านช่วงหน้าฝน มันคือตะขาบตัวจิ๋วหรือตัวอะไรกันแน่?
ทำไมยิ่งคนเห็นเหตุการณ์เยอะ เวลาเกิดอุบัติเหตุกลับยิ่งไม่มีใครยื่นมือช่วย?
"Scilla siberica" ดอกไม้ป่า ที่มีความสวยงามมาก แต่ก็มีพิษ
