คณะไหนเรียนหนักที่สุดในมหาวิทยาลัย ต้องอ่านหนังสือวันละกี่ชั่วโมง
คำถามว่า “มหาวิทยาลัยคณะไหนเรียนหนักที่สุด” เป็นคำถามที่นักเรียน ม.6 หลายคนอยากรู้ก่อนตัดสินใจเลือกคณะ เพราะบางสาขาไม่ได้หนักแค่ตอนอยู่ในห้องเรียน แต่ยังต้องใช้เวลาทำการบ้าน ทำรายงาน ทำแลบ ทำโปรเจกต์ ฝึกปฏิบัติ หรืออ่านหนังสือสอบหลังเลิกเรียนอีกหลายชั่วโมง
แต่ความจริงแล้วไม่มีคณะไหนที่สามารถบอกได้แบบตายตัวว่า “หนักที่สุด” เพราะความหนักมีหลายรูปแบบ บางคณะอ่านหนังสือเยอะ บางคณะทำโจทย์เยอะ ขณะที่บางคณะใช้เวลาไปกับการทำงานและโปรเจกต์จนแทบไม่มีเวลาว่าง
แพทยศาสตร์ หนึ่งในสายที่ต้องใช้เวลาเรียนสูงมาก
ถ้าพูดถึงคณะที่ต้องรับมือกับเนื้อหาจำนวนมาก แพทยศาสตร์มักถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ เพราะไม่ได้มีเพียงการอ่านตำรา แต่ต้องเรียนทั้งวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ระบบร่างกาย โรค การวินิจฉัย และการรักษา ก่อนเข้าสู่การฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง
ข้อมูลจาก American Medical Association ระบุว่า คำแนะนำทั่วไปสำหรับนักศึกษาแพทย์คือใช้เวลาอ่านหรือทบทวนประมาณ 2 ชั่วโมงต่อการเรียนหรือการบรรยาย 1 ชั่วโมง ซึ่งรวมแล้วอาจอยู่ประมาณ 40–50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับการเรียนและอ่านหนังสือในภาพรวม
ถ้าเฉลี่ยออกมาเป็นรายวัน จะอยู่ประมาณ 6–7 ชั่วโมงต่อวัน แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องนั่งอ่าน 6–7 ชั่วโมงทุกวัน เพราะบางวันมีเรียนหรือฝึกปฏิบัติมาก ขณะที่ช่วงก่อนสอบอาจต้องเพิ่มเวลาอ่านขึ้นอีก
งานวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษานักศึกษาแพทย์พบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากอ่านหนังสือวันละประมาณ 3–4 ชั่วโมง ขณะที่บางส่วนอ่าน 5–6 ชั่วโมงหรือมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการอ่านแตกต่างกันมากในแต่ละคน
ทันตแพทยศาสตร์ หนักทั้งอ่านและฝึกมือ
ทันตแพทยศาสตร์เป็นอีกสาขาที่ต้องใช้เวลามาก เพราะนักศึกษาต้องเรียนความรู้ทางการแพทย์ควบคู่กับการฝึกทักษะทางทันตกรรม
ความยากจึงไม่ได้อยู่ที่การจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องฝึกทำงานให้ละเอียดและแม่นยำ เพราะการรักษาคนไข้ต้องอาศัยทั้งความรู้และทักษะปฏิบัติ
ช่วงสอบอาจต้องอ่านหลายชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ช่วงฝึกปฏิบัติ เวลาส่วนหนึ่งจะหมดไปกับการฝึกและเตรียมงาน จึงไม่สามารถวัดความหนักจาก “จำนวนชั่วโมงอ่านหนังสือ” เพียงอย่างเดียว
วิศวกรรมศาสตร์ หนักแบบทำโจทย์และโปรเจกต์
วิศวกรรมศาสตร์มีหลายสาขา และความหนักแตกต่างกัน แต่สิ่งที่นักศึกษามักเจอคือวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิชาพื้นฐานทางวิศวกรรม การคำนวณ และการทำโปรเจกต์
ดังนั้นคนเรียนวิศวะอาจไม่ได้อ่านหนังสือแบบท่องจำหลายชั่วโมงเหมือนสายสุขภาพ แต่ต้องใช้เวลานั่งทำโจทย์ แก้ปัญหา เขียนโปรแกรม ทำแลบ หรือทำงานกลุ่ม
บางครั้งโจทย์หนึ่งชุดอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะทำเสร็จ ทำให้ช่วงสอบหรือช่วงส่งโปรเจกต์มีภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สถาปัตยกรรมศาสตร์ หนักจากงานที่ใช้เวลา
ถ้าใครคิดว่าสถาปัตย์เป็นคณะที่เรียนสบายเพราะไม่ต้องอ่านหนังสือมาก อาจต้องคิดใหม่ เพราะความหนักของสถาปัตย์อยู่ที่ งานออกแบบและงานสตูดิโอ
นักศึกษาต้องออกแบบ เขียนแบบ ทำโมเดล ทำภาพนำเสนอ ทำงานสามมิติ และแก้ไขงานตามคำแนะนำของอาจารย์
บางช่วงจึงอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันกับงานเพียงชิ้นเดียว และก่อนวันส่งงานอาจมีเวลานอนน้อยกว่าปกติ ความหนักของคณะนี้จึงเป็น “หนักจากเวลาทำงาน” มากกว่าหนักจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว
เภสัชศาสตร์ก็ต้องจำและเข้าใจจำนวนมาก
เภสัชศาสตร์เป็นอีกสายที่ต้องใช้ความจำและความเข้าใจค่อนข้างสูง เพราะต้องเรียนเกี่ยวกับยา สารเคมี กลไกการออกฤทธิ์ การใช้ยา และความรู้ด้านสุขภาพ
ช่วงสอบนักศึกษาจึงอาจต้องจัดเวลาอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง และบางวิชาต้องอาศัยการทบทวนหลายรอบ ไม่ใช่อ่านคืนเดียวแล้วจำได้ทั้งหมด
แล้วควรอ่านหนังสือวันละกี่ชั่วโมง?
หากเอาเป็นตัวเลขสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป วันละ 2–4 ชั่วโมงนอกเวลาเรียน ถือว่าเป็นเป้าหมายที่สมเหตุสมผลสำหรับการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำตามตัวเลขนี้
สำหรับคณะที่เนื้อหาหนักอย่างแพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ ช่วงปกติอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ช่วงสอบอาจเพิ่มเป็น 4–6 ชั่วโมงหรือมากกว่า ตามปริมาณเนื้อหา
แต่การอ่าน 8 ชั่วโมงไม่ได้แปลว่าจะได้ผลดีกว่าการอ่าน 3 ชั่วโมงเสมอไป หาก 3 ชั่วโมงนั้นมีสมาธิและใช้วิธีทบทวนที่มีประสิทธิภาพ
งานวิจัยด้านการเรียนของนักศึกษาสายสุขภาพพบว่า เทคนิคอย่าง Active Recall และ Spaced Repetition เป็นวิธีที่นักศึกษาใช้กันมาก ซึ่งเน้นการดึงความรู้ออกมาจากความจำและทบทวนเป็นช่วง ๆ แทนการอ่านซ้ำอย่างเดียว
ถ้าจัดตามลักษณะความหนัก จะเห็นภาพประมาณนี้
แพทยศาสตร์ — เนื้อหาเยอะ + เรียนปฏิบัติ + ขึ้นคลินิก
ทันตแพทยศาสตร์ — เนื้อหาเยอะ + ต้องฝึกทักษะละเอียด
เภสัชศาสตร์ — ต้องจำและเข้าใจเนื้อหาวิทยาศาสตร์และยา
วิศวกรรมศาสตร์ — ทำโจทย์ + แลบ + โปรเจกต์ + งานกลุ่ม
สถาปัตยกรรมศาสตร์ — งานออกแบบ + สตูดิโอ + งานส่งจำนวนมาก
ดังนั้นถ้าถามว่า “คณะไหนเรียนหนักที่สุด” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีผู้ชนะเพียงคณะเดียว เพราะแต่ละคณะเหนื่อยคนละแบบ แพทย์อาจหนักจากเนื้อหาและการฝึกปฏิบัติ วิศวะหนักจากโจทย์และโปรเจกต์ ส่วนสถาปัตย์หนักจากงานออกแบบที่ใช้เวลาต่อเนื่อง
สำหรับคนที่กำลังเลือกคณะ สิ่งสำคัญกว่าการถามว่า “คณะไหนหนักที่สุด” คือถามตัวเองว่า เรารับความหนักแบบไหนได้ดีที่สุด เพราะคนที่ชอบคำนวณอาจรู้สึกว่าวิศวะไม่หนักเท่าคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์ ขณะที่คนที่ชอบวาดและออกแบบอาจรับงานสตูดิโอของสถาปัตย์ได้ดีกว่าคนอื่น
และไม่ว่าคณะไหน การอ่านอย่างสม่ำเสมอวันละ 2–4 ชั่วโมง มักจัดการได้ง่ายกว่าการปล่อยเนื้อหาไว้แล้วค่อยอ่านรวดเดียวก่อนสอบ โดยเฉพาะคณะที่มีเนื้อหาต่อเนื่องและสอบหลายวิชาในช่วงเวลาใกล้กัน
เงินเดือนทหารลาวเทียบไทย ต่างกันแค่ไหน? เปิดตัวเลขค่าจ้างที่เห็นแล้วต้องรู้
5 จังหวัด ที่ดินราคาประเมินถูกที่สุดในไทย ตารางวาเริ่มต้นหลักสิบมีจริง
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
เปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!
10 วงดนตรีดังที่สุดในไทย ค่าตัวเล่นคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งเท่าไหร่?
รวม 10 พิธีกรข่าวดังของไทย ใครรายได้สูง และแต่ละคนมีรายได้เท่าไหร่?
ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หรือเลี่ยงภาษีที่ดิน?
รู้จัก อำเภอที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ดังมาก นักท่องเที่ยวเพียบ
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
ส่องสถิติเลขท้าย 2 ตัว ย้อนหลัง 10 ปี งวด 16 ต.ค. เด่นตัวไหนสุด?
เปิดข้อมูลนักเรียนต่างสัญชาติในไทย จังหวัดไหนมีตัวเลขสูงที่สุด พร้อมดูตัวเลขจริง
เผยสถิติเลขออกบ่อยในวันศุกร์ ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หรือเลี่ยงภาษีที่ดิน?
เงินเดือนทหารลาวเทียบไทย ต่างกันแค่ไหน? เปิดตัวเลขค่าจ้างที่เห็นแล้วต้องรู้
เปิดข้อมูลนักเรียนต่างสัญชาติในไทย จังหวัดไหนมีตัวเลขสูงที่สุด พร้อมดูตัวเลขจริง
เยอะมาก! เปิดยอดเงินรางวัล “บิว ภูริพล” หลังกวาด 2 ทอง 1 เงิน คว้า MVP เอเชียนเกมส์ 2026
ถอดรหัส "คำผวน" มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและความอัจฉริยะของสมองไทย
เปิดเลข เนวิน ครบ 68 ปี เลข 4–68–2 โผล่ชัด คอหวยจับตางวด 16 ต.ค. 69



