หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

คุณไสยในสมัยพุทธกาลมีอยู่จริง แต่พุทธศาสนาวางมันไว้คนละที่

เขียนโดย TEN OUT OF TEN

* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th

ถ้าย้อนกลับไปอินเดียเมื่อราว 2,500 ปีก่อน คนไม่ได้ตื่นมาพร้อมคำว่า “ไสยศาสตร์” แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้ แต่ความกังวลที่อยู่ข้างในนั้นคุ้นมาก กลัวป่วย กลัวงู กลัวลูกไม่ปลอดภัย กลัวฝนไม่ตก กลัวแต่งงานผิดวัน หรืออยากรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต

จึงมีทั้งการดูนิมิต ทำนายฝัน เลือกฤกษ์ ใช้เครื่องราง บวงสรวง ร่ายมนตร์ รักษาพิษ และพิธีป้องกันสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องหลุดโลกสำหรับผู้คนในยุคนั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของตลาดความเชื่อและการเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน

คำว่า “คุณไสย” จึงเป็นคำสมัยใหม่ที่เอามาครอบของเก่าหลายชนิดไว้รวมกัน บางอย่างคือพิธีกรรมชาวบ้าน บางอย่างเป็นวิชาแพทย์พื้นบ้าน บางอย่างเกี่ยวกับเทพ นาค ยักษ์ หรือวิญญาณ และบางอย่างเป็นอาชีพทำนายที่คนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อความสบายใจ

พระพุทธเจ้าไม่ได้เทศน์ในโลกที่ไม่มีความเชื่อเรื่องนี้

ภาพจำว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกที่คนมีเหตุผลล้วน ๆ นั้นไม่ตรงนัก สมัยพุทธกาลเต็มไปด้วยนักบวชหลายกลุ่ม พราหมณ์ นักบำเพ็ญเพียร หมอดู ผู้ทำพิธี และผู้เชี่ยวชาญเรื่องมงคลอวมงคล ทุกคนเสนอคำตอบต่อความทุกข์และความไม่แน่นอนในคนละแบบ

ในพระสูตรฝ่ายทีฆนิกาย มีรายการกิจกรรมยาวมาก ตั้งแต่ทายลักษณะ ดูฤกษ์ ทำนายปรากฏการณ์บนฟ้า ตีความฝัน บูชายัญ ทำมนตร์เกี่ยวกับผี งู พิษ โรคภัย ไปจนถึงเลือกเวลามงคลสำหรับแต่งงานและใช้จ่ายเงิน รายการนี้สำคัญตรงที่มันยืนยันว่าเรื่องพวกนี้มีอยู่ในสังคมร่วมสมัยจริง ไม่ใช่สิ่งที่คนยุคหลังแต่งเติมเข้าไปทั้งหมด

แต่จุดยืนของพุทธศาสนาไม่ใช่การบอกว่าทุกคนที่เชื่อพิธีเหล่านี้โง่หรือชั่ว พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่า ภิกษุไม่ควรหาเลี้ยงชีพด้วยศาสตร์ทำนายและพิธีลักษณะนั้น เพราะมันทำให้ผู้บวชหันไปค้าความกลัวและความหวังของชาวบ้าน แทนที่จะชี้ทางลดทุกข์ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา

แล้วเรื่องผี ยักษ์ นาค เทวดา ล่ะ

พระไตรปิฎกมีโลกของเทวดา นาค ยักษ์ และเปรตอยู่จริงในภาษาความเชื่อของยุคนั้น ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปแบบตัดฉับว่า “พุทธศาสนาปฏิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมด” เพราะไม่ใช่ภาพที่ตรงกับคัมภีร์

ความต่างอยู่ที่แกนของคำสอน ต่อให้มีอำนาจลึกลับหรือสิ่งที่น่ากลัวอยู่ในเรื่องเล่า มันก็ไม่ใช่ทางลัดที่ลบผลของการกระทำได้ คนทำร้ายคนอื่นไม่ได้กลายเป็นคนดีเพียงเพราะพกของขลัง คนฟุ้งซ่านก็ไม่ได้สงบเพียงเพราะรู้วันมงคล

ความปลอดภัยที่พุทธศาสนาให้ค่าน้ำหนัก จึงไม่ได้อยู่ที่วัตถุชิ้นหนึ่งอย่างเดียว แต่อยู่ที่การไม่เบียดเบียน มีสติ รู้เท่าทันความกลัว และสร้างเหตุที่ดีในชีวิตจริง ฟังดูธรรมดาเกินกว่าจะขายได้เหมือนเครื่องราง แต่ก็เป็นสิ่งที่ใช้ได้ทุกวัน

บทสวดคุ้มครองใช่ไสยศาสตร์หรือไม่

ตรงนี้ต้องแยกให้ละเอียด เพราะถ้าเหมารวมหมดจะทำให้เข้าใจพุทธศาสนาคลาดเคลื่อน ในธรรมเนียมพุทธมีการสวดบทคุ้มครองหรือปริตรจริง ผู้คนใช้สวดเมื่อเจ็บป่วย เดินทาง หรือเผชิญความหวาดกลัว บทสวดบางส่วนมีรากอยู่ในคัมภีร์พุทธยุคต้นที่สืบทอดกันมา

แต่ความหมายในกรอบพุทธไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “คาถาที่บังคับโลกให้ทำตามใจ” การระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย การฟังถ้อยคำที่พาใจกลับมามั่นคง และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล อาจทำหน้าที่เยียวยาความกลัวของคนได้จริง แม้จะไม่ใช่ใบรับประกันว่าจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเลย

พูดง่าย ๆ คือ พิธีอาจช่วยประคองใจได้ แต่พุทธศาสนาไม่อยากให้เราเอาพิธีไปแทนการดูแลเหตุปัจจัย เช่น ป่วยก็ต้องรักษา มีภัยก็ต้องป้องกัน ทำผิดก็ต้องรับผิด และอยากเปลี่ยนชีวิตก็ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนการกระทำของตัวเอง

สิ่งที่พุทธศาสนากำลังท้าทาย คือธุรกิจจากความกลัว

เสน่ห์ของคุณไสยคือมันให้คำตอบเร็วมาก แค่ทำพิธีหนึ่งครั้ง ซื้อของหนึ่งชิ้น หรือได้คำทำนายหนึ่งประโยค ใจก็เหมือนมีราวจับขึ้นมาทันที แต่ปัญหาคือราวจับนั้นอาจถูกทำให้แพงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคนเริ่มเชื่อว่าตัวเองอยู่ไม่ได้หากไม่มีมัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำสอนในสมัยพุทธกาลดูร่วมสมัยอย่างประหลาด ไม่ได้ห้ามคนรู้สึกกลัว และไม่ได้เยาะคนที่อยากพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าเตือนว่าอย่าให้ความกลัวถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือควบคุมชีวิตเรา

ของขลังอาจทำให้ใจอุ่นขึ้นชั่วคราว แต่สิ่งที่พาเราออกจากทุกข์ได้ไกลกว่า คือการเห็นเหตุของทุกข์และลงมือจัดการมัน

ดังนั้น หากถามว่าคุณไสยมีในสมัยพุทธกาลไหม คำตอบคือมีแน่นอน และมีหลากหลายกว่าที่เรานึก แต่พุทธศาสนาเลือกวางตัวเองไม่ใช่ในฐานะผู้ขายอำนาจลึกลับ หากเป็นคำสอนที่ชวนคนหันกลับมาดูว่า สิ่งใดในชีวิตควรแก้ด้วยมนตร์ สิ่งใดควรแก้ด้วยยา มือของเรา และใจของเราเอง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
TEN OUT OF TEN's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 76 ครั้ง
เขียนโดย TEN OUT OF TEN
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569SLU-PP-332 เลียนแบบผลของการออกกำลังกายได้แค่ไหนเปิดพิกัด 5 จังหวัดของไทย ที่ไกลจากกรุงเทพฯมากที่สุด เดินทางข้ามวันรายได้เท่านี้ อยู่รอดไหม? เปิดตัวเลข 9 กลุ่มอาชีพ ใครเหลือเงินมากที่สุดหมู่บ้านที่มีบ้านร้างจำนวนมากเกิดขึ้นได้อย่างไร ? เมื่อคนหายไป แต่บ้านยังอยู่สถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไรเช็กเส้นทางก่อนออกเดินทาง! 18 จังหวัดน้ำท่วม ทางหลวงได้รับผลกระทบ 129 แห่ง ผ่านไม่ได้ 21 แห่งรู้ไหมพู่ถุงเท้าลูกเสือ มีประโยชน์อะไรเปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเยอรมนี เผชิญกับข้อกล่าวหาจารกรรมจังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียวการที่เด็กทารกมี "จุดศีรษะล้านที่ด้านหลัง" ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เช็กเส้นทางก่อนออกเดินทาง! 18 จังหวัดน้ำท่วม ทางหลวงได้รับผลกระทบ 129 แห่ง ผ่านไม่ได้ 21 แห่งโรงแรมสุดหรูหราในไทย ที่คนไทยทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้เข้าพักห้างของคนไทยในประเทศจีน ที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่มากที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมหลังฝนตกถึงมีกลิ่นดินหอม ๆ และทำไมบางทีฝนเบากลับได้กลิ่นชัดกว่าฝนหนัก?ทำไมพื้นถนน เสื้อ หรือทรายพอเปียกน้ำแล้วดู “สีเข้มขึ้น” ทั้งที่น้ำก็ใส?ทำไมถุงกาแฟบางถุงมี “วงกลมเล็ก ๆ” ทั้งที่กาแฟต้องเก็บให้มิดชิด?กรุงเทพฯ ไปจีนด้วยรถไฟ ต้องต่อที่ไหน ผ่านกี่ด่าน เปิดขั้นตอนตั้งแต่ไทยถึงคุนหมิง
ตั้งกระทู้ใหม่