หมอเถื่อนกับอัณฑะแพะที่ขายความหนุ่ม
หมอเถื่อนกับอัณฑะแพะที่ขายความหนุ่ม
ชายจำนวนมากเดินทางไปยังเมืองมิลฟอร์ด รัฐแคนซัส ในช่วงทศวรรษ 1920 ด้วยความหวังเดียวกัน พวกเขาต้องการกลับไปเป็นคนหนุ่มอีกครั้ง และเชื่อว่าคำตอบอาจซ่อนอยู่ในห้องผ่าตัดของแพทย์ผู้หนึ่ง ซึ่งอ้างว่าสามารถฟื้นพลังทางเพศด้วยการนำต่อมเพศของแพะมาใส่ไว้ในร่างกายมนุษย์
แพทย์คนนั้นคือ จอห์น อาร์. บริงก์ลีย์ ชายผู้สร้างชื่อเสียงจากการรักษาที่วงการแพทย์ไม่ยอมรับ แต่กลับมีคนไข้จำนวนมากหลั่งไหลไปหา เขาไม่ได้ขายเพียงการผ่าตัด หากขายความหวังเรื่องความแข็งแรง ความเป็นชาย และการเอาชนะความชราให้กับคนที่กำลังหวาดกลัวว่าร่างกายของตัวเองกำลังเสื่อมลง
การผ่าตัดที่ฟังดูเหมือนวิทยาศาสตร์
แนวคิดของบริงก์ลีย์เริ่มต้นจากการนำต่อมเพศของแพะไปฝังไว้ในถุงอัณฑะของผู้ชาย เขาอธิบายราวกับว่าต่อมจากสัตว์จะช่วยเติมพลังให้ร่างกายมนุษย์ ทำให้กลับมามีความต้องการทางเพศและมีสมรรถภาพดีขึ้น แม้ในความเป็นจริง เนื้อเยื่อดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่แทนต่อมเพศของมนุษย์อย่างที่เขาโฆษณา
การผ่าตัดมีลักษณะเป็นการนำเนื้อเยื่อจากสัตว์ไปวางไว้ในร่างกาย ไม่ใช่การปลูกถ่ายอวัยวะที่เชื่อมต่อระบบเลือดหรือทำงานร่วมกับร่างกายอย่างเป็นระบบ เมื่อร่างกายมองเห็นเนื้อเยื่อแปลกปลอม มันย่อมมีโอกาสเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือถูกดูดซึมไปโดยไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ตามคำกล่าวอ้าง
แต่สำหรับผู้ชายที่กำลังเผชิญปัญหาสมรรถภาพทางเพศในยุคที่ความรู้ด้านฮอร์โมนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น คำอธิบายเรื่อง “ต่อมเพศ” ฟังดูน่าเชื่อกว่าคำหลอกลวงทั่วไป มันมีศัพท์ทางการแพทย์ มีห้องผ่าตัด มีเครื่องมือ และมีชายในเสื้อกาวน์เป็นผู้พูด ทุกอย่างจึงดูคล้ายวิทยาศาสตร์มากพอที่จะทำให้คนไข้ยอมเสี่ยง
จากห้องตรวจสู่สถานีวิทยุ
ความสำเร็จที่แท้จริงของบริงก์ลีย์ไม่ได้อยู่ที่การผ่าตัด แต่อยู่ที่การสื่อสาร เขาเข้าใจว่าการพูดกับคนทีละคนในคลินิกไม่อาจสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ได้ จึงใช้สถานีวิทยุของตัวเองเป็นเครื่องมือเผยแพร่คำโฆษณาไปยังผู้ฟังจำนวนมาก
สถานี KFKB ในแคนซัสทำให้เสียงของเขาเดินทางเข้าไปถึงบ้านผู้คน บริงก์ลีย์พูดถึงปัญหาสุขภาพอย่างมั่นใจ สอดแทรกคำแนะนำ การขายยา และการชักชวนให้ผู้ฟังเขียนจดหมายเล่าความทุกข์ของตัวเอง จากนั้นความกังวลส่วนตัวของคนฟังก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ
เขาไม่ได้จำกัดคำโฆษณาไว้เฉพาะเรื่องนกเขาไม่ขัน แต่ค่อย ๆ ขยายสรรพคุณไปยังอาการของผู้ชายหลายรูปแบบ ยิ่งผู้ฟังรู้สึกว่าตัวเองกำลังแก่ อ่อนแรง หรือสูญเสียความมั่นใจมากเท่าไร การรักษาของเขาก็ยิ่งดูเหมือนทางออกที่จับต้องได้มากขึ้นเท่านั้น
ค่าผ่าตัดสูงถึงหลายร้อยดอลลาร์ โดยมีการระบุว่าบางกรณีอยู่ราว 750 ดอลลาร์ในเวลานั้น เงินจำนวนนี้ถือว่าสูงมากสำหรับคนทั่วไป แต่ผู้ป่วยก็ยังยอมจ่าย เพราะบริงก์ลีย์ทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังซื้อโอกาสครั้งสุดท้ายในการทวงคืนความหนุ่ม ไม่ใช่แค่กำลังจ่ายค่าผ่าตัดธรรมดา
เหตุใดผู้คนจึงเชื่อ
การมองผู้ป่วยเหล่านี้ว่าเป็นคนโง่อาจทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ผิด พวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่การรักษาโรคจำนวนมากยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน ความรู้เรื่องฮอร์โมนเพิ่งเริ่มก้าวหน้า ปัญหาทางเพศถูกพูดถึงอย่างลับ ๆ และผู้ชายจำนวนมากไม่กล้าปรึกษาแพทย์ทั่วไปอย่างตรงไปตรงมา
บริงก์ลีย์จึงเข้ามาเติมช่องว่างนั้น เขาใช้ภาษาที่ทำให้คนไข้รู้สึกว่าปัญหาของพวกเขาเป็นเรื่องธรรมดา และมีวิธีแก้ที่รวดเร็ว เขายังนำเรื่องเล่าของผู้ป่วยบางรายมาใช้เป็นหลักฐาน โดยเฉพาะเรื่องภรรยาของผู้ป่วยรายแรกที่คลอดบุตรหลังการรักษา ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการผ่าตัดเป็นสาเหตุของการตั้งครรภ์
เมื่อเรื่องเล่าถูกเผยแพร่ซ้ำผ่านวิทยุ จดหมาย และหนังสือพิมพ์ ประสบการณ์ส่วนบุคคลก็เริ่มถูกทำให้ดูเหมือนหลักฐานทางการแพทย์ ผู้ฟังจำนวนมากไม่ได้เห็นผลการทดลองหรือข้อมูลเปรียบเทียบ พวกเขาได้ยินเพียงเสียงของคนที่พูดอย่างมั่นใจ และเห็นผู้คนจำนวนมากเดินทางไปเข้าคิวที่คลินิก
ความเสียหายที่ไม่ปรากฏในโฆษณา
การผ่าตัดของบริงก์ลีย์เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และคุณสมบัติของผู้ทำการรักษา ผู้ป่วยบางรายเกิดการติดเชื้อ บางรายมีอาการทรุดหนัก และมีผู้เสียชีวิตหลังเข้ารับการรักษา
ตัวเลข “เสียชีวิตเป็นร้อยคน” ที่มักถูกเล่าต่อกันนั้นไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตจากการผ่าตัดโดยตรง แต่ความเสียหายก็ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือ ในการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์รัฐแคนซัส มีการกล่าวถึงใบมรณบัตร 42 รายที่บริงก์ลีย์ลงนามภายในปี 1930 และหลายรายไม่ได้มีอาการป่วยหนักเมื่อเดินทางมาถึงคลินิก
นอกจากนี้ยังมีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการเสียชีวิตและการรักษาที่ผิดพลาดอีกหลายคดี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกนำไปสรุปแบบง่าย ๆ ว่าทุกคนเสียชีวิตจากสาเหตุเดียวกัน แต่ก็เพียงพอที่จะเผยให้เห็นว่าคำโฆษณาเรื่องการคืนความหนุ่มมีราคาที่คนไข้บางรายต้องจ่ายด้วยสุขภาพและชีวิต
วันที่เสียงหัวเราะเยาะกลายเป็นหลักฐานในศาล
วงการแพทย์เริ่มติดตามบริงก์ลีย์อย่างจริงจัง เมื่อมีรายงานว่าการรักษาของเขาถูกขยายสรรพคุณไปไกลเกินกว่าความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่ การตรวจสอบพบทั้งปัญหาเรื่องวุฒิการศึกษา วิธีรักษา และคำกล่าวอ้างที่ไม่สอดคล้องกับหลักฐาน
ในปี 1930 ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของเขาในรัฐแคนซัสถูกเพิกถอน คณะกรรมการการแพทย์อธิบายการทำงานของเขาในทำนองว่าเป็นการหลอกลวงอย่างเป็นระบบ หลังจากนั้นใบอนุญาตสถานีวิทยุของเขาก็ถูกยกเลิกเช่นกัน เพราะรายการจำนวนมากมีลักษณะเป็นโฆษณาการแพทย์และเผยแพร่เนื้อหาที่ถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
แต่การถูกปิดคลินิกและสถานีวิทยุไม่ได้ทำให้เขาหายไปทันที บริงก์ลีย์ย้ายฐานไปใกล้ชายแดนเม็กซิโก แล้วใช้สถานีวิทยุกำลังส่งสูงเพื่อเจาะตลาดผู้ฟังอเมริกันต่อไป เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายตามเทคโนโลยีไม่ทันเพียงใด และคนที่เข้าใจช่องว่างเหล่านั้นก็สามารถใช้มันสร้างอำนาจให้ตัวเองได้
มหาเศรษฐีที่จบลงด้วยความพังพินาศ
ในช่วงรุ่งเรือง บริงก์ลีย์มีเงินมากพอจะสร้างคฤหาสน์ ซื้อรถยนต์จำนวนมาก และลงทุนพัฒนาเมืองมิลฟอร์ด เขากลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงระดับประเทศ ทั้งยังเคยลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐแคนซัส ความมั่งคั่งของเขาจึงไม่ได้มาจากห้องผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมกันระหว่างการแพทย์ที่น่าสงสัย การขายสินค้า การประชาสัมพันธ์ และพลังของสื่อใหม่
ทว่าชื่อเสียงที่สร้างด้วยคำโฆษณาก็เริ่มพังลงเมื่อคดีความสะสม การตรวจสอบเรื่องภาษีและการหลอกลวงทางไปรษณีย์ตามมา สุขภาพของเขาทรุดหนัก ต้องเผชิญปัญหาการไหลเวียนเลือดและการตัดขา ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1942 หลังผ่านช่วงชีวิตที่เปลี่ยนจากความร่ำรวยมหาศาลไปสู่การล้มละลาย
เรื่องของจอห์น อาร์. บริงก์ลีย์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับการนำอัณฑะแพะมาใส่ในร่างกายมนุษย์ แก่นสำคัญกว่านั้นคือ เขาทำให้คำสัญญาที่พิสูจน์ไม่ได้ฟังดูน่าเชื่อด้วยเสื้อกาวน์ ไมโครโฟน และเรื่องเล่าของคนไข้
เมื่อความกลัวความแก่ ความอับอาย และความปรารถนาจะกลับมาแข็งแรงถูกนำมารวมกัน คนจำนวนมากอาจตัดสินใจเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่ควรเสี่ยงได้ง่ายกว่าที่คิด บริงก์ลีย์อาจเป็นคนของศตวรรษที่แล้ว แต่กลไกที่เขาใช้ขายความหวังยังคงปรากฏอยู่เสมอ เพียงเปลี่ยนจากสถานีวิทยุเป็นช่องทางสื่อสารรูปแบบใหม่เท่านั้น
* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th
ตาราง “เด่นเหนือเด่นใต้” งวด 1 ต.ค. 69 เปิดข้อมูลตามโพย เลขไหนอยู่ตรงไหน
โรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุดในไทย
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
“พ่อมดเมอร์ลิน”: บุคคลจริงในประวัติศาสตร์ หรือภาพสะท้อนจากความทรงจำนับพันปี
รู้หรือไม่? เปิดรายได้พนักงานส่งพัสดุของแต่ละแอป วันหนึ่งได้เท่าไร
เปิด 5 สาขาวิศวะที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย หลักสูตรเดียวจ่ายทะลุ 5 แสน!
ทำไมบ้านเลขที่ 23–24 Leinster Gardens จึงไม่มีห้องอยู่ด้านหลัง
ม้าสีหมอก งวด 1 ต.ค. 69 เลขวงกลม 2 และ 9
เคยสงสัยไหม? ทำไมคนที่มี "พลังบวก" อยู่ด้วย แล้วโลกแม่งโคตรน่าอยู่!
ส่องเลข 3 สำนักพิมพ์ งวด 1 ต.ค. 69 ตัวไหนมีข้อมูลตรงกัน
ทำไมเราไม่ได้กลิ่นบ้านตัวเอง แต่คนที่เพิ่งเดินเข้ามากลับได้กลิ่นทันที?
โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4
เปิด 5 สาขาวิศวะที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย หลักสูตรเดียวจ่ายทะลุ 5 แสน!
“พ่อมดเมอร์ลิน”: บุคคลจริงในประวัติศาสตร์ หรือภาพสะท้อนจากความทรงจำนับพันปี
เปิด 5 สินค้าส่งออกของลาวที่คนไทยอาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นทำเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์
ไม่ยักรู้ว่า "แมลงปอบ้านไตรมิตรสีน้ำเงิน" ดีอย่างนี้เอง
ทำไมใส่หูฟังแล้วเราถึงเผลอพูดดังขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจตะโกน?
อำเภอที่มีชื่ออำเภอสั้นที่สุด 3 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย









