
คำว่า “เมืองรอง” กำลังถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. แถลงทิศทางแผนปฏิบัติการด้านการตลาดปี 2570 ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 แต่ถ้าตัดภาษาบนเวทีออก แล้วถามแบบคนกำลังวางแผนเที่ยว คำถามสำคัญกว่าคือ แผนนี้อาจทำให้เราเห็นอะไรเปลี่ยนไปจริงบ้าง?

คำตอบยังไม่ใช่ “มีส่วนลดใหม่ให้ลงทะเบียนทันที” เพราะสิ่งที่ประกาศครั้งนี้เป็นแผนและเป้าหมายของ ททท. ไม่ใช่ประกาศสิทธิ์สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน สิ่งที่พออ่านออกได้คือ ทิศทางกำลังขยับจากการพยายามเพิ่มจำนวนคน ไปสู่การทำให้แต่ละการเดินทางมีมูลค่าและความหมายมากขึ้น [1] [2]
เริ่มจากตัวเลข 3 ชุดที่ต้องอ่านให้ถูก
ชุดแรกคือเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2569 ชุดที่สองคือการกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองในสัดส่วน 60:40 และชุดที่สามคือการผลักดันดัชนีความภักดีของนักท่องเที่ยวให้ติด Top 3 ของเอเชีย [1] [2]
ตัวเลขเหล่านี้ทำหน้าที่คล้าย “หน้าปัด” ที่ใช้วัดทิศทางของนโยบาย ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วในวันที่ประกาศ ดังนั้นจึงยังสรุปไม่ได้ว่าเมืองรองจะมีคนเที่ยวเพิ่มตามเป้าทันที หรือทุกจังหวัดจะมีประสบการณ์รูปแบบใหม่พร้อมกัน
4 แม่ไม้ แปลเป็นภาษาคนเที่ยวอย่างไร
1. Rebalance Market Portfolio: กระจายคนและรายได้ออกจากจุดเดิม
ททท.ระบุว่าจะปรับสมดุลทั้งตลาด กลุ่มลูกค้า และพื้นที่ปลายทาง พร้อมใช้โครงการ The Link Plus กระจายรายได้ไปยัง 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่เหล่านั้น 10% [1] [2]
ถ้าแผนเดินหน้า สิ่งที่คนเที่ยวอาจสังเกตเห็นคือการสื่อสารเส้นทางและกิจกรรมของเมืองที่ไม่ใช่จุดหมายหลักมากขึ้น แต่คำว่า “อาจ” สำคัญ เพราะเอกสารยังเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ตารางเปิดตัวสถานที่ 19 แห่งที่พร้อมใช้ในทันที
2. Shape Experience Platform: จากเที่ยวให้คุ้ม สู่เที่ยวแล้วได้ความหมาย
แม่ไม้นี้พูดถึงการยกระดับประสบการณ์ โดยมีทั้งแนวคิด “Healing is the New Luxury” การต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network แหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง และการสร้างอัตลักษณ์เมืองนำร่องใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม [1] [2]
ในมุมคนเที่ยว นี่อาจหมายถึงการขาย “เรื่องราวของพื้นที่” มากกว่าขายเพียงจุดถ่ายรูป เช่น ชุมชน อาหาร งานฝีมือ วิถีชีวิต หรือกิจกรรมที่ทำให้เข้าใจเมืองนั้นมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าทุกสถานที่จะได้รับตรารับรองใหม่ หรือทุกโปรแกรมจะมีคุณภาพเท่ากัน
3. Build New Growth Engine: ใช้เทศกาล สุขภาพ และความยั่งยืนเป็นเครื่องยนต์ใหม่
แผนระบุการสร้างประสบการณ์ใหม่ 9 กลุ่ม การผลักดันเทศกาลอัตลักษณ์ไทย เช่น งานแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี งานไหลเรือไฟนครพนม และเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาสสกลนคร รวมถึงการขยายพื้นที่ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืนไปยังน่าน และส่งเสริมโรงแรมคาร์บอนต่ำ [1] [2]
จุดนี้ทำให้ภาพของการท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่ “ไปถึงแล้วเช็กอิน” แต่อาจเชื่อมกับปฏิทินเทศกาล สุขภาพ การเยียวยา และวิธีเดินทางที่คำนึงถึงผลกระทบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คำว่า “ส่งเสริม” ยังไม่เท่ากับการรับรองว่าโรงแรมหรือกิจกรรมทุกแห่งผ่านมาตรฐานเดียวกัน
4. Transform Together: ทำให้ระบบหลังบ้านตามประสบการณ์คนเที่ยวให้ทัน
แม่ไม้สุดท้ายเน้นการทำงานร่วมกัน ใช้ข้อมูลอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยว ทำงานกับเครือข่ายสำนักงาน ททท. และสนับสนุนนวัตกรรมจากสตาร์ตอัป ขณะเดียวกันมีแผนเปิดสถาบันผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในปี 2571 [1] [2]
สำหรับนักท่องเที่ยว เรื่องนี้อาจไม่เห็นเป็นป้ายใหญ่หน้าสถานที่ แต่จะสะท้อนผ่านการจัดข้อมูล เส้นทาง และการประสานงานที่ดีขึ้นหากระบบถูกนำไปใช้ได้จริง นี่จึงเป็นส่วนที่ต้องติดตามจากผลการดำเนินงาน ไม่ควรเขียนล่วงหน้าว่าการเดินทางจะสะดวกขึ้นแน่นอน
สรุป: เมืองรองจะไม่ใช่แค่คำบนโปสเตอร์ ถ้าทำให้คนอยากอยู่ในเรื่องของพื้นที่
4 แม่ไม้ของ ททท. ปี 2570 สะท้อนการเปลี่ยนจากการแข่งกันนับจำนวนคน ไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่กระจายรายได้ มีเรื่องราว และเชื่อมกับชุมชนมากขึ้น แต่สิ่งที่ประกาศวันนี้ยังเป็นแผน เป้าหมาย และทิศทาง ไม่ใช่ผลลัพธ์สำเร็จรูป
สำหรับคนเที่ยว สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่แค่คำว่า “เมืองรอง” แต่คือคำถามว่า เมื่อไปถึงแล้วมีอะไรให้ทำจริง ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว ข้อมูลเดินทางชัดแค่ไหน และประสบการณ์นั้นทำให้เราอยากกลับไปอีกหรือไม่ หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ เมืองรองก็จะไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ถูกส่งคนไป แต่เป็นจุดหมายที่คนตั้งใจเลือกไปเอง
หมายเหตุ: ภาพประกอบในบทความสร้างขึ้นใหม่โดยโครงการ เป็นภาพเสมือนจริงเชิงบรรณาธิการ ไม่ใช่ภาพข่าว ไม่ใช่ภาพสถานที่หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง และไม่มีโลโก้หรือเครื่องหมายรับรองของหน่วยงาน















