เปิดศึก “ดาต้าเซ็นเตอร์” ไทย! เงินสะพัด 5 โมเดล ใครชิงตลาด AI
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับการขยายตัวของธุรกิจ “ดาต้าเซ็นเตอร์” หรือศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยแล้วรู้สึกว่า เรื่องนี้น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิดมาก
เพราะทุกวันนี้ เวลาพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ หลายคนอาจนึกภาพเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และสายไฟจำนวนมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่” ไม่ต่างจากถนน นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า หรือระบบโทรคมนาคมในอดีต
ยิ่งโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มากเท่าใด ความต้องการพื้นที่ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ที่สำคัญคือประเทศไทยกำลังถูกจับตามองจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Amazon Web Services หรือ AWS และ Microsoft รวมถึงผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ
Google ประกาศแผนลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5-3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ และชลบุรี ขณะที่ AWS เปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2568 และประกาศแผนลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศไทยในระยะยาว
ส่วน Microsoft ก็เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในประเทศไทย โดยมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อรองรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการแข่งขันสร้าง “อาคารเก็บเซิร์ฟเวอร์” แต่เป็นการแข่งขันกันสร้างระบบนิเวศดิจิทัลทั้งชุด
และถ้าแยกให้เห็นภาพชัด ๆ ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์สามารถมองออกเป็น 5 โมเดลสำคัญ ได้แก่ Enterprise Data Center, Hyperscale Data Center, Colocation Data Center, Cloud/Managed Service Data Center และ Edge Data Center
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอออกตัวไว้ก่อนว่า 5 ประเภทนี้ไม่ได้แยกขาดจากกันแบบกำแพงคนละฝั่ง เพราะในโลกธุรกิจจริง ผู้ประกอบการหนึ่งรายสามารถทำหลายโมเดลพร้อมกันได้ และคำว่า “Hyperscale” บางครั้งก็หมายถึงลักษณะของขนาดและสถาปัตยกรรม มากกว่าจะหมายถึงรูปแบบรายได้เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น หากจะทำความเข้าใจตลาดนี้ให้ถูกต้อง ต้องมองทั้ง “ใครเป็นเจ้าของ ใครลงทุน ใครเช่า ใครให้บริการ และลูกค้าใช้ทรัพยากรอย่างไร” ประกอบกัน
1. Enterprise Data Center เจ้าของสร้างเอง ใช้เอง ควบคุมทุกอย่าง
โมเดลแรกคือ Enterprise Data Center หรือศูนย์ข้อมูลที่องค์กรสร้างขึ้นเพื่อใช้งานกับระบบของตัวเองเป็นหลัก
พูดง่าย ๆ คือ บริษัทหรือหน่วยงานเป็นผู้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาเอง ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ ระบบทำความเย็น ระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่าย
รูปแบบนี้เหมาะกับองค์กรที่มีความต้องการเฉพาะตัวสูง โดยเฉพาะระบบที่มีความสำคัญต่อธุรกิจหรือข้อมูลที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด
ตัวอย่างที่พบได้ในหลายประเทศ ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ องค์กรขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่มีระบบไอทีซึ่งไม่ต้องการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกทั้งหมด
ข้อดีคือ “ควบคุมเองได้มาก”
ต้องการออกแบบระบบอย่างไร จะจัดการความปลอดภัยแบบไหน จะเก็บข้อมูลไว้ที่ใด หรือจะกำหนดนโยบายการเข้าถึงอย่างไร องค์กรสามารถกำหนดเองได้
แต่ข้อเสียก็ชัดเจนเช่นกัน นั่นคือ “ต้นทุนสูงมาก”
การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้จบลงที่การสร้างอาคาร เพราะต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบระบายความร้อน ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบดับเพลิง ระบบเครือข่าย ตลอดจนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
ที่สำคัญ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่สามารถหยุดทำงานง่าย ๆ เหมือนสำนักงานทั่วไป เพราะหากระบบล่ม ธุรกิจอาจหยุดทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรจำนวนไม่น้อยจึงหันมาพิจารณาใช้บริการ Colocation หรือ Cloud แทนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตัวเอง
ไม่ได้หมายความว่า Enterprise Data Center จะหายไป แต่กำลังเกิดคำถามสำคัญว่า “อะไรควรสร้างเอง และอะไรควรซื้อบริการจากคนอื่น”
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ คำตอบอาจเป็น “ทำทั้งสองอย่าง”
2. Hyperscale Data Center บิ๊กเทคสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโลกคลาวด์และ AI
ถ้า Enterprise Data Center คือการสร้างเพื่อใช้กับองค์กรของตัวเอง Hyperscale ก็สามารถมองได้ว่าเป็นการยกระดับขนาดและความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก ต้องรองรับลูกค้าจำนวนมหาศาลพร้อมกัน
จึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว รองรับเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก และมีระบบไฟฟ้า เครือข่าย และระบบทำความเย็นที่ออกแบบมาเพื่อการประมวลผลขนาดใหญ่
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สมรภูมินี้อย่างชัดเจน
Google ประกาศเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 วางแผนลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในไทย ทั้งส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ในกรุงเทพฯ และชลบุรี
ขณะที่ AWS เปิดตัว AWS Asia Pacific (Thailand) Region เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 โดย Region ดังกล่าวประกอบด้วย Availability Zones 3 แห่ง และ AWS ระบุว่าจะลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศไทย
นี่คือจุดที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจอย่างมาก
เพราะการลงทุนของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารเพียงหลังเดียว แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับบริการคลาวด์และเทคโนโลยี AI ในประเทศได้มากขึ้น
เมื่อข้อมูลสามารถประมวลผลในประเทศได้ ก็ย่อมช่วยเรื่องความหน่วงของระบบ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านข้อมูล และความต้องการขององค์กรที่ไม่อยากส่งข้อมูลสำคัญออกนอกประเทศ
และที่สำคัญที่สุดคือ “AI กำลังเปลี่ยนโจทย์ของดาต้าเซ็นเตอร์”
สมัยก่อนเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากอาจใช้พลังงานในระดับหนึ่ง แต่การประมวลผล AI โดยเฉพาะระบบที่ใช้ GPU จำนวนมาก ต้องการพลังงานและการระบายความร้อนสูงขึ้น
ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันเพียงว่า “มีพื้นที่กี่ตารางเมตร”
แต่แข่งกันว่า “มีไฟฟ้าให้ใช้กี่เมกะวัตต์ รองรับความหนาแน่นของเครื่องประมวลผลได้แค่ไหน และระบายความร้อนได้ดีเพียงใด”
3. Colocation Data Center ใครมีพื้นที่ ใครมีไฟฟ้า ก็เอามาให้คนอื่นเช่า
โมเดลนี้ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทย
Colocation หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Colo คือการที่ผู้ประกอบการสร้างและบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ จากนั้นเปิดพื้นที่ให้ลูกค้านำเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ของตัวเองเข้ามาติดตั้ง
ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารทั้งหลัง
ไม่ต้องสร้างระบบไฟฟ้าสำรองเอง
ไม่ต้องลงทุนระบบทำความเย็นทั้งหมดเอง
แต่จ่ายเงินเพื่อใช้พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ให้บริการเตรียมไว้ให้
โมเดลนี้จึงคล้ายกับการ “เช่าพื้นที่พร้อมระบบสาธารณูปโภคระดับอุตสาหกรรม”
แต่สิ่งที่ลูกค้าได้รับไม่ใช่แค่ห้อง
สิ่งสำคัญคือความมั่นคงของไฟฟ้า ระบบสำรอง ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และความต่อเนื่องของการให้บริการ
หนึ่งในผู้เล่นสำคัญคือ STT GDC Thailand ซึ่งพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ โดยมี STT Bangkok 1, STT Bangkok 2 และ STT Bangkok 3
ข้อมูลล่าสุดจาก STT GDC ระบุว่า STT Bangkok 1 มี IT Load 23 เมกะวัตต์ STT Bangkok 2 มีศักยภาพ 24 เมกะวัตต์ และ STT Bangkok 3 มี 2 เมกะวัตต์ โดย STT Bangkok 2 อยู่ระหว่างการพัฒนาและถูกออกแบบให้รองรับงานประมวลผลความหนาแน่นสูงและ AI
ก่อนหน้านี้ STT GDC ระบุว่า STT Bangkok 1 เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2564 และ STT Bangkok 2 มีศักยภาพด้าน IT Power 24 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดพร้อมให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569
อีกหนึ่งรายใหญ่คือ NTT Global Data Centers ซึ่งมีศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยหลายแห่ง โดยหนึ่งในศูนย์สำคัญคือ Bangkok 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร มี IT Load 5 เมกะวัตต์ และรองรับระบบเชื่อมต่อแบบ Carrier-Neutral รวมถึงการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการคลาวด์หลายราย
ขณะที่ True IDC ก็เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด Colocation ของไทย โดยปัจจุบันมีศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในกรุงเทพฯ และพื้นที่สำคัญ และให้บริการทั้ง Colocation, Cloud และการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก
ที่น่าจับตาคือ True IDC เปิดตัว AI Hyperscale Data Center ในปี 2568 โดยศูนย์ดังกล่าวมีความสามารถด้าน IT Power มากกว่า 20 เมกะวัตต์ และออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI และ GPU โดยเฉพาะ
และเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในเดือนมีนาคม 2569 True IDC ประกาศโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใน EEC ที่สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 250 เมกะวัตต์ โดยเฟสแรกมีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2570
นี่จึงเป็นภาพของการแข่งขันที่น่าสนใจมาก
จากเดิมที่ผู้ประกอบการแข่งกันว่า “ใครมีศูนย์ข้อมูล”
วันนี้กำลังเปลี่ยนเป็น
“ใครมีศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ได้มากกว่า ใครมีไฟฟ้าพร้อมกว่า ใครเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้ดีกว่า และใครขยายกำลังได้เร็วกว่า”
GSA Data Center อีกตัวอย่างของการจับมือกันระหว่างพลังงาน โทรคมนาคม และเทคโนโลยี
อีกโครงการที่น่าสนใจคือ GSA Data Center ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง GULF, Singtel และ AIS
เมื่อเริ่มโครงการในปี 2566 ทั้งสามฝ่ายประกาศว่าจะพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมากกว่า 20 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับทั้งองค์กรและผู้ให้บริการคลาวด์ โดย GULF ถือหุ้น 40% Singtel 35% และ AIS 25%
ปัจจุบัน GSA01 ที่จังหวัดสมุทรปราการมีขนาด 25.6 เมกะวัตต์ และมีการนำระบบ Liquid Cooling มาใช้เพื่อรองรับงานประมวลผลความหนาแน่นสูง
ส่วน GSA Data Center 02 ก็กำลังเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตลาดจับตามอง โดยมีความร่วมมือกับ Microsoft ในการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศไทย
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ไม่ใช่ธุรกิจของบริษัทไอทีเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัยทั้ง
พลังงาน
โทรคมนาคม
อสังหาริมทรัพย์
ระบบคลาวด์
การเงิน
และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม
มาประกอบกัน
EDGNEX กับ PROEN เมื่อทุนต่างชาติจับมือผู้ประกอบการไทย
อีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนการแข่งขันของตลาดไทยได้ดีคือ EDGNEX Data Centers by DAMAC จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งร่วมมือกับ PROEN ของไทย
PROEN ระบุในปี 2567 ว่าความร่วมมือดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนกว่า 32,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีศักยภาพพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์รวมถึง 20 เมกะวัตต์
ข้อมูลจาก DAMAC และสื่ออุตสาหกรรมระบุว่า EDGNEX ถือหุ้น 70% ในกิจการร่วมทุน และรับผิดชอบด้านการดำเนินงาน ขณะที่โครงการแรกในกรุงเทพฯ วางแผนเริ่มต้นที่ 5 เมกะวัตต์ ก่อนขยายไปสู่ 20 เมกะวัตต์
น่าสังเกตว่าการเข้ามาของทุนต่างชาติไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะหมดบทบาท
ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการไทยยังมีความสำคัญในเรื่องที่ดิน การประสานงานภายในประเทศ โครงข่ายลูกค้า ความรู้ด้านกฎระเบียบ และการบริหารจัดการในพื้นที่
ดังนั้น รูปแบบที่เห็นมากขึ้นจึงเป็น “ทุนต่างชาติ + ความเชี่ยวชาญระดับโลก + พันธมิตรไทย”
4. Cloud และ Managed Service จากเช่าพื้นที่ สู่การจ่ายเพื่อใช้บริการ
นี่เป็นอีกจุดที่หลายคนมักสับสน
Colocation คือการเช่าพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเอาอุปกรณ์ของตัวเองมาวาง
แต่ Cloud คือการซื้อ “ทรัพยากรไอที” มาใช้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด
ลูกค้าอาจเช่าเครื่องประมวลผล พื้นที่เก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบสำรองข้อมูล หรือบริการอื่น ๆ ตามความต้องการ
ข้อดีคือไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเริ่มจากทรัพยากรจำนวนไม่มาก แล้วเพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจเติบโต
ขณะเดียวกันองค์กรขนาดใหญ่ก็สามารถใช้ระบบ Hybrid Cloud หรือ Multi-Cloud เพื่อกระจายความเสี่ยงและเลือกใช้บริการที่เหมาะกับงานแต่ละประเภท
ประเทศไทยเองก็มีผู้เล่นในตลาดนี้หลายราย
INET เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและ Cloud ของไทย โดยมีทั้ง Cloud Solution, Internet Access, Cyber Security และ INET Data Center
ส่วน AIS Business ก็พัฒนาบริการ Cloud และ Data Center รวมถึง AIS Cloud ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Oracle Cloud Infrastructure และนำเสนอแนวทาง Sovereign Cloud สำหรับงานที่ต้องการให้ข้อมูลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศไทย
True IDC ก็ไม่ได้ทำเฉพาะ Colocation แต่ให้บริการ Cloud และ Multi-Cloud รวมถึงการเชื่อมต่อกับ AWS, Microsoft Azure, Google Cloud, Huawei Cloud, Alibaba Cloud และ Tencent Cloud
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใครมีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด”
แต่อาจต้องถามต่อว่า
“ใครมีลูกค้ามากที่สุด”
“ใครมี Cloud Platform ที่แข็งแรงที่สุด”
“ใครเชื่อมต่อ Cloud ได้หลากหลายที่สุด”
และที่สำคัญ
“ใครสามารถนำ AI มาเป็นบริการให้ลูกค้าได้”
5. Edge Data Center เอาคอมพิวเตอร์เข้าใกล้คนมากที่สุด
โมเดลสุดท้ายคือ Edge Data Center
หลักคิดง่ายมาก คือ แทนที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดไปประมวลผลที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งอาจอยู่ไกลออกไป ก็ย้ายการประมวลผลบางส่วนมาไว้ใกล้ผู้ใช้งานหรือแหล่งกำเนิดข้อมูลมากขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ “เวลา”
ระบบบางอย่างรอไม่ได้
ตัวอย่างเช่น รถเชื่อมต่ออัจฉริยะ ระบบควบคุมโรงงาน ระบบหุ่นยนต์ ระบบ AR/VR ระบบความปลอดภัย หรือระบบที่ต้องตัดสินใจแบบเรียลไทม์
AIS Business อธิบายแนวคิด 5G Multi-access Edge Computing หรือ MEC ว่าเป็นการนำความสามารถของ Cloud มาไว้ที่ขอบเครือข่าย เพื่อลดระยะทางในการสื่อสารและลดความหน่วงของระบบ โดยเอกสารของ AIS ระบุว่าการใช้ MEC สามารถทำให้ความหน่วงในตัวอย่างการใช้งานลดลงจากมากกว่า 50 มิลลิวินาทีในรูปแบบเดิม เหลือต่ำกว่า 20 มิลลิวินาทีในกรณีที่ใช้ MEC
นี่คือเหตุผลว่าเหตุใด Edge จึงมีความสำคัญมากขึ้นในยุค AI และ 5G
เพราะอนาคตไม่ได้มีเพียง AI ที่ทำงานอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์เท่านั้น
แต่จะมี AI ที่ต้องตัดสินใจ “ตรงหน้างาน”
โรงงานต้องการให้เครื่องจักรตอบสนองทันที
รถต้องประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว
กล้องอัจฉริยะต้องวิเคราะห์ภาพโดยไม่ต้องส่งข้อมูลทุกอย่างกลับไปยังศูนย์กลาง
เมืองอัจฉริยะต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากอุปกรณ์ต่าง ๆ
ดังนั้น Edge จึงเปรียบเหมือนการนำ “สมองบางส่วน” ไปวางใกล้กับจุดที่ต้องใช้สมองนั้นมากที่สุด
แล้วใครกำลังแข่งขันกันแน่?
ถ้ามองภาพรวม จะพบว่าตลาดไทยไม่ได้มีการแข่งขันเพียงคู่เดียว
แต่มีผู้เล่นหลายกลุ่มที่เข้ามาชนกันคนละสนาม
กลุ่มแรกคือ “Hyperscaler” เช่น Google และ AWS ซึ่งต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการ Cloud และ AI ของตัวเองในประเทศไทย
กลุ่มที่สองคือ “ผู้ให้บริการ Colocation” เช่น STT GDC, NTT และ True IDC ที่สร้างศูนย์ข้อมูลแล้วเปิดพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานให้ลูกค้าใช้งาน
กลุ่มที่สามคือ “ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัล” เช่น AIS ซึ่งมีจุดแข็งด้านเครือข่ายและสามารถต่อยอดไปสู่ Cloud, Data Center และ Edge Computing
กลุ่มที่สี่คือ “ผู้ให้บริการ Cloud และ Managed Service” เช่น INET และ True IDC ซึ่งแข่งขันกันที่บริการปลายทาง ไม่ใช่แค่พื้นที่ในอาคาร
และกลุ่มที่ห้าคือ “พันธมิตรด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI ต้องการไฟฟ้าจำนวนมากและต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
พูดง่าย ๆ ว่า
เมื่อก่อน Data Center เป็นเรื่องของ “ไอที”
แต่วันนี้มันกำลังกลายเป็นเรื่องของ “พลังงาน + ไอที + โทรคมนาคม + อสังหาริมทรัพย์ + AI”
ทำไมต้องเป็นกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ EEC?
คำตอบไม่ได้มีเพียงเรื่องที่ดิน
แต่ต้องดูพร้อมกันหลายเรื่อง
ประการแรกคือไฟฟ้า
ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูง และต้องมีระบบสำรองเพียงพอ
ประการที่สองคือเครือข่าย
ต่อให้มีอาคารสวยเพียงใด แต่หากเชื่อมต่อเครือข่ายได้ไม่ดี ลูกค้าก็ไม่เลือก
ประการที่สามคือสายเคเบิลและโครงข่ายระหว่างประเทศ
ประเทศไทยอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ จึงมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล
ประการที่สี่คือพื้นที่ EEC
พื้นที่ชลบุรีและระยองมีนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมทั้งมีพื้นที่สำหรับการขยายโครงการ ซึ่งเหมาะกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการพื้นที่และกำลังไฟฟ้าจำนวนมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นโครงการขนาดใหญ่ทยอยเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ EEC
เงินลงทุนกำลังไหลเข้ามามากแค่ไหน?
ตัวเลขที่น่าสนใจมากคือ ในเดือนมีนาคม 2568 Reuters รายงานว่าประเทศไทยอนุมัติการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และ Cloud มูลค่ารวมประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.09 หมื่นล้านบาทในช่วงดังกล่าว โดยมีทั้งโครงการขนาด 300 เมกะวัตต์ มูลค่ากว่า 7.27 หมื่นล้านบาท โครงการ GSA Data Center 02 ขนาด 35 เมกะวัตต์ มูลค่า 1.35 หมื่นล้านบาท และโครงการของ Empyrion Digital รวมอยู่ด้วย
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดทดลองอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนมองว่า “มีศักยภาพเพียงพอที่จะลงเงินจริง”
และที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือ เงินลงทุนเหล่านี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดของตลาด
เพราะเมื่อ AI เติบโตขึ้น ความต้องการกำลังประมวลผลก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตาม
แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้เงินลงทุน คือ “ไฟฟ้า”
ผู้เขียนมองว่าประเด็นนี้ควรถูกพูดถึงให้มากกว่าการพูดถึงตัวเลขเงินลงทุน
เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง
และ AI ยิ่งทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น
หากประเทศไทยดึงโครงการระดับหลายสิบหรือหลายร้อยเมกะวัตต์เข้ามาพร้อมกัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีพื้นที่หรือไม่”
แต่ต้องถามว่า
“เรามีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่”
“ระบบส่งไฟฟ้ารองรับหรือไม่”
“จะจัดการต้นทุนพลังงานอย่างไร”
“จะเพิ่มพลังงานหมุนเวียนได้มากแค่ไหน”
และสุดท้าย
“ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้อย่างไร”
เพราะหากประเทศไทยต้องการเป็น Digital Hub จริง การมีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ต้องมีระบบพลังงานที่แข็งแรง มีบุคลากรที่มีทักษะ และมีระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าต่อเนื่องได้
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่การดูว่าใครสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ที่สุด
แต่คือการดูว่า “ใครสามารถเปลี่ยนดาต้าเซ็นเตอร์ให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าได้มากที่สุด”
เพราะตัวอาคารเองไม่ได้สร้างรายได้อย่างมหาศาลหากไม่มีลูกค้า
ไฟฟ้าที่มีอยู่จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้ หากไม่มีระบบจัดการที่ดี
และการมีเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากก็ไม่มีความหมาย หากไม่มี Cloud, AI, เครือข่าย และลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ
ดังนั้นการแข่งขันจริง ๆ จึงอยู่ที่ “ระบบนิเวศ”
ใครมีไฟฟ้า
ใครมีพื้นที่
ใครมีเครือข่าย
ใครมี Cloud
ใครมี AI
ใครมีลูกค้า
และใครสามารถทำทั้งหมดนี้ให้ทำงานร่วมกันได้
ผมมองว่า บริษัทที่ตอบโจทย์ได้ครบวงจรจะมีโอกาสได้เปรียบมากกว่าบริษัทที่มีเพียงพื้นที่ให้เช่า
แล้วคนไทยจะได้อะไร?
คำถามนี้สำคัญที่สุด
เพราะตัวเลขการลงทุนหลักหมื่นล้านหรือหลักแสนล้านบาทฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ประชาชนทั่วไปอาจสงสัยว่า แล้วเกี่ยวอะไรกับชีวิตประจำวันของเรา?
คำตอบคือเกี่ยวข้องมากกว่าที่คิด
เมื่อ Cloud มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น บริการออนไลน์ต่าง ๆ มีโอกาสทำงานได้รวดเร็วขึ้น
องค์กรไทยสามารถเข้าถึงบริการประมวลผลและ AI ได้ง่ายขึ้น
หน่วยงานรัฐสามารถพัฒนาบริการดิจิทัลได้มากขึ้น
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเช่าใช้ระบบ Cloud แทนการลงทุนสร้างเซิร์ฟเวอร์เอง
โรงงานสามารถนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้งาน
และในระยะยาวอาจเกิดงานใหม่ ๆ ตั้งแต่วิศวกรระบบไฟฟ้า วิศวกรทำความเย็น ผู้เชี่ยวชาญระบบเครือข่าย ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud, Cybersecurity, AI และการบริหารจัดการข้อมูล
AWS เองประเมินว่าการลงทุนใน Thailand Region จะสนับสนุนการจ้างงานภายนอกโดยเฉลี่ยมากกว่า 11,000 ตำแหน่งงานแบบเทียบเท่าเต็มเวลาในแต่ละปี และมีส่วนช่วยต่อ GDP ไทยประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลาที่บริษัทประเมินไว้
แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็น “ประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจของบริษัท” ไม่ใช่ตัวเลขที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด แต่ก็สะท้อนให้เห็นขนาดของผลกระทบที่ผู้ลงทุนคาดหวังจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศ
สรุปง่าย ๆ 5 โมเดล ใครทำอะไร?
หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด
Enterprise Data Center คือ “สร้างไว้ใช้เอง”
Hyperscale Data Center คือ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากเพื่อรองรับบริการ Cloud และงานประมวลผลระดับมหาศาล”
Colocation Data Center คือ “สร้างศูนย์ข้อมูลแล้วให้ลูกค้านำเซิร์ฟเวอร์มาเช่าพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน”
Cloud และ Managed Service คือ “ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของระบบทั้งหมด แต่จ่ายเงินเพื่อใช้ทรัพยากรและบริการ”
Edge Data Center คือ “นำการประมวลผลเข้าไปใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อลดความหน่วง”
แต่ทั้ง 5 แบบนี้สามารถทับซ้อนกันได้
ผู้ประกอบการรายหนึ่งอาจสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Hyperscale แต่เปิดให้บริการ Colocation
ผู้ให้บริการ Colocation อาจมี Cloud และ Managed Service เป็นบริการเสริม
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอาจมีทั้ง Data Center, Cloud และ Edge
ส่วน Hyperscaler ก็อาจใช้ทั้งศูนย์ข้อมูลที่ตนเองลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของพันธมิตร
ดังนั้น อย่าเพิ่งมองตลาดนี้เป็นเพียง “ใครสร้าง ใครเช่า”
แต่ต้องมองว่าแต่ละบริษัทกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนของห่วงโซ่ทั้งหมด
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า การแข่งขันดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่น่าจับตามองที่สุดช่วงหนึ่ง
เพราะสิ่งที่กำลังแข่งขันกันไม่ใช่เพียงอาคาร ไม่ใช่เพียงเซิร์ฟเวอร์ และไม่ใช่เพียงพื้นที่ให้เช่า
แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต”
Google กำลังวางโครงสร้างพื้นฐาน
AWS เปิด Region ในไทยแล้ว
Microsoft เดินหน้าขยายระบบ Cloud
STT GDC, NTT, True IDC และผู้ให้บริการรายอื่นกำลังเพิ่มขีดความสามารถด้าน Colocation
GSA ใช้จุดแข็งของ GULF, Singtel และ AIS มารวมกัน
EDGNEX จับมือ PROEN ดึงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมพัฒนา
ขณะที่ผู้ให้บริการอย่าง INET และ AIS Business เดินหน้าในตลาด Cloud และบริการดิจิทัล
เมื่อมองภาพรวมแล้ว จะเห็นว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” กำลังกลายเป็นสนามที่บริษัทหลายอุตสาหกรรมเข้ามาแข่งขันกัน
และผู้เขียนคิดว่า สิ่งที่ควรจับตามองจากนี้ไม่ใช่แค่จำนวนโครงการหรือมูลค่าเงินลงทุน
แต่ควรจับตา 4 เรื่องเป็นพิเศษ
หนึ่ง คือประเทศไทยจะจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอกับการเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างไร
สอง คือประเทศไทยจะสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้าน Cloud, AI, Cybersecurity และระบบโครงสร้างพื้นฐานได้มากแค่ไหน
สาม คือเราจะทำอย่างไรให้ข้อมูลสำคัญของประเทศมีความปลอดภัยและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม
และสี่ คือเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะสร้าง “มูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทย” ได้มากแค่ไหน ไม่ใช่เพียงนำเงินเข้ามาสร้างอาคารแล้วจบ
เพราะถ้าประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศที่ครบตั้งแต่ไฟฟ้า เครือข่าย ดาต้าเซ็นเตอร์ Cloud ไปจนถึง AI ได้สำเร็จ
สิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่เพียงค่าเช่าพื้นที่ในดาต้าเซ็นเตอร์
แต่อาจเป็นการยกระดับประเทศไทยขึ้นไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ในทางกลับกัน หากเรามองเพียงตัวเลขเงินลงทุนแล้วดีใจ โดยไม่เตรียมเรื่องไฟฟ้า พลังงาน บุคลากร กฎระเบียบ ความปลอดภัยของข้อมูล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้พร้อม
โครงการใหญ่เหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเพียง “อาคารราคาแพงที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาล”
ดังนั้น ศึกดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า
“ใครจะสร้างใหญ่ที่สุด?”
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ
“ใครจะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่แข็งแรงที่สุด และประเทศไทยจะได้อะไรจากการแข่งขันครั้งนี้?”
ผู้เขียนเห็นว่า นี่ต่างหากคือเรื่องที่คนไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังทั้งธนาคาร โรงพยาบาล โรงงาน รถยนต์ ร้านค้า แอปพลิเคชัน และ AI ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
แหล่งที่มาของข้อมูล :
- Google Cloud — ข้อมูลการประกาศแผนลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Center ในประเทศไทย
- Amazon Web Services — ข้อมูลการเปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region และแผนลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศไทย
- STT GDC Thailand — ข้อมูลศูนย์ข้อมูล STT Bangkok 1, STT Bangkok 2 และ STT Bangkok 3 รวมถึงกำลัง IT Load และบริการ Colocation
- NTT Global Data Centers — ข้อมูล Bangkok Data Center และ Bangkok 2 Data Center ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร
- GSA / GULF / Singtel / AIS — ข้อมูลการร่วมทุน GSA Data Center และโครงการ GSA01 รวมถึงโครงสร้างการถือหุ้นของพันธมิตร
- GULF และ AIS — ข้อมูลความร่วมมือกับ Microsoft และการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Cloud Region ในประเทศไทย
- PROEN — ข้อมูลความร่วมมือกับ EDGNEX by DAMAC และแผนพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
- True IDC — ข้อมูลบริการ Colocation, Cloud, AI Hyperscale Data Center และโครงการขยายศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย
- INET — ข้อมูลบริการ Cloud Solution และ INET Data Center รวมถึงบริการ Colocation
- AIS Business — ข้อมูล 5G Multi-access Edge Computing หรือ MEC และการประมวลผลข้อมูลใกล้ผู้ใช้งานเพื่อลดความหน่วง
- Reuters — ข้อมูลภาพรวมการอนุมัติการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud ของประเทศไทย และโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติ
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
ความจริงของการ "กลั้นปัสสาวะ" อันตรายถึงชีวิตที่มากกว่าแค่โรคไต?
แดนเซอร์เบื้องหลังศิลปินดัง ได้ค่าจ้างต่อโชว์เท่าไร?
เปิดสถิติ 10 จังหวัดที่มีวัดร้างมากที่สุดในประเทศไทย
ส่องรหัสเลขมูเตลู "เจ้าเเม่ตะเคียนทอง" 1/9/69
ชาติที่คนใช้เงินในประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
7 ของใช้ในครัวที่หมดอายุแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังคงใช้งานอยู่
ส่องทิศทางตัวเลขเด่น ม้าสีหมอก VS ม้าวิ่ง วันที่ 1 กันยายน 2569
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
จากมัมมี่โบราณถึงสุสานวาฬ 5 ร่องรอยลึกลับแห่งอาตากามา
"เกแว็ง กัสโตร" ล้มลงคาสนาม
อาชีพใดคู่แข่งน้อย แต่รายได้ดี? เปิดมุมมอง 10 อาชีพเฉพาะทางที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
มหกรรมกีฬาหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์โลก (World Humanoid Robot Games)
ทุเรียนจังหวัดไหนแพงที่สุด? เปิด 5 แหล่งทุเรียนพรีเมียมของไทย
7 ของใช้ในครัวที่หมดอายุแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังคงใช้งานอยู่
ความจริงของการ "กลั้นปัสสาวะ" อันตรายถึงชีวิตที่มากกว่าแค่โรคไต?
เปิดสถิติ 10 จังหวัดที่มีวัดร้างมากที่สุดในประเทศไทย
ตำรวจคลองท่อมลุดกวาดล้างอาชญากรรม จับ 2 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า
มหกรรมกีฬาหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์โลก (World Humanoid Robot Games)




